บทที่ 1 ข้ากลับมาแล้ว (1)
บทที่ 1 ข้ากลับมาแล้ว (1)
บทที่ 1 ข้ากลับมาแล้ว (1)
ท่ามกลางความเงียบสงัดในยามวิกาล บ้านเรือนเกือบทุกหลังมืดสนิท มีเพียงบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของตรอกทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง แสงรำไรจากตะเกียงน้ำมันดวงน้อยบนโต๊ะผุพังพลันวูบไหวเล็กน้อย เผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง
หม่าเทียนเบิกตากว้างท่ามกลางความมืดมิด ร่างกายของเขาถูกเชือกมัดตรึงติดกับเก้าอี้ไม้จนแน่นหนา ความหยาบกร้านของเชือกบาดลึกเข้าผิวเนื้อยามที่เขาพยายามบิดข้อมือ ในปากมีผ้าหยาบหนายัดอุดเอาไว้จนทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้แหบพร่าในลำคอ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
เขาเป็นเพียงขุนนางตัวเล็ก ๆ ในกรมโยธาที่ไม่มีปากมีเสียงอันใด ชีวิตในแต่ละวันมีเพียงการคล้อยตามผู้มีอำนาจเพื่อความอยู่รอด ทว่ายามวิกาลที่ผ่านมา ขณะเดินทางกลับจากการร่ำสุรา เขากลับถูกบุคคลลึกลับจู่โจมจากด้านหลังจนสติดับวูบ ยามตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองได้มาอยู่ภายในห้องโถงของบ้านที่ว่างเปล่าเสียแล้ว
หม่าเทียนกวาดสายตามองสำรวจไปรอบ ๆ อย่างลนลาน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ชั่วขณะที่ความเงียบสงัดเข้าปกคลุม สัญชาตญาณความหวาดระแวงก็ร้องเตือนถึงภัยอันตรายบางอย่าง ทำให้ในใจยิ่งร้อนรนอยากจะหนีออกไปจากที่นี่เสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ไม่อาจทำได้
ลำพังเพียงแค่ขยับตัวยังยากลำบากสำหรับเขา อีกทั้งในหัวยังมืดแปดด้านอีกด้วย
ผู้ใดกันถึงกล้าลักพาตัวขุนนางราชสำนักมาเช่นนี้?
เขามีศัตรูที่ไหนกัน?
“ในที่สุดใต้เท้าก็ตื่นเสียที ไม่เจอกันนานเลยนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงหวานไพเราะสายหนึ่งดังแว่วมาจากมุมมืดที่แสงตะเกียงส่องไม่ถึง ทำให้หม่าเทียนสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปทางต้นเสียงและเพ่งมองเจ้าของเสียงนั้นอยู่นานด้วยท่าทีหวาดระแวง
ท่ามกลางแสงจันทร์อันน้อยนิดที่ลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างและแสงโคมที่ริบหรี่จวนเจียนจะมอดดับ จึงทำได้เพียงเผยให้เห็นเงาร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่ ความสลัวรางนั้นบดบังใบหน้าของนางจนมิดชิด มีเพียงดวงตาคมปลาบที่วาววับในความมืดที่จับจ้องตรงมายังเขา
สตรีนางนั้นค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืดอย่างไม่รีบร้อน เสียงฝีเท้าของนางหนักแน่นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไร้ซึ่งความลังเลใจ ทำให้หม่าเทียนขมวดคิ้วแน่นจนแทบชิดกันด้วยความสงสัย ว่านางคือใครกันแน่ถึงเรียกขานเขาด้วยความสนิทสนมกันเช่นนี้
ทว่าเมื่อนางเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าในระยะที่แสงตะเกียงตกกระทบ หัวใจของชายวัยกลางคนพลันกระตุกวูบทันที
หม่าเทียนจ้องมองสตรีนางนี้ตาไม่กะพริบ นางอยู่ในอาภรณ์สีแดงสดดึงดูดสายตาท่ามกลางความมืดมิด เครื่องหน้าของนางงดงามและเย้ายวนสะดุดตากว่าสตรีทุกคนที่เขาเคยพบเจอในชีวิต คิ้วโก่งเรียวดั่งคันศร นัยน์ตาหงส์ลึกล้ำ และริมฝีปากบางที่ประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ยิ่งขับเน้นให้นางดูน่าหลงใหลราวกับปีศาจจิ้งจอกในตำนาน
หากมิใช่เพราะตนเองกำลังถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้ในสภาพไร้ทางสู้ ใจของหม่าเทียนคงถูกรูปโฉมอันเหนือชั้นนี้ดึงดูดและมัวเมาไปอย่างง่ายดายแล้ว ทว่าในเวลานี้ สิ่งที่เขาซึมซับได้กลับมิใช่ความงดงาม แต่เป็นกลิ่นอายสังหารที่แผ่ซ่านและรอยยิ้มอาบยาพิษที่แฝงไว้ความอันตรายบนดวงหน้างามเสียมากกว่า
หม่าเทียนรีบดึงสติของตนที่กำลังถูกความงามหลอกล่อให้กลับคืนมา พยายามข่มความกลัวแล้วคิดทบทวนอย่างหนักว่าเคยพบเจอสตรีนางนี้มาก่อนหรือไม่ ทว่านึกเท่าใดก็นึกไม่ออก
ในความทรงจำของเขากลับไม่เคยปรากฏใบหน้าของสตรีที่งดงามและน่ากลัวเช่นนี้แม้แต่น้อย...
ทางด้านหญิงสาวเองก็ยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา รอยยิ้มหวานหยดที่ริมฝีปากไม่ได้เลือนหายไปแม้แต่น้อย ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตาของนางเลยสักนิด
เพียงแค่เห็นสีหน้าสับสนและดวงตาที่กลอกไปมาของหม่าเทียน นางก็พอจะคาดเดาความคิดที่วุ่นวายของเขาได้ไม่ยาก ร่างบางขยับเข้าไปใกล้จนกลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก แล้วเอื้อมมือเรียวขาวเนียนเชยคางของอีกฝ่ายขึ้น ก่อนที่นางจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อะไรกันใต้เท้าหม่า นี่ท่านจำข้าไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ?”
น้ำเสียงเย้ายวนแฝงแววตัดพ้อเล็กน้อย ทว่านิ้วเรียวกลับขยับออกแรงบีบที่คางของเขามากขึ้นจนปลายเล็บแหลมคมจิกลึกเข้าใต้ผิวเนื้อคาง
หม่าเทียนสะบัดหน้าหนีเพื่อหลุดพ้นจากการเกาะกุม ทว่ายิ่งเขาขัดขืนและดิ้นรนเท่าใด มือเรียวของนางกลับมีแต่จะออกแรงบีบและกดเล็บจิกเนื้อลึกขึ้นไปอีก จนเลือดเริ่มซึมออกมาตามรอยแผล เขาจึงได้แต่นิ่วหน้าครางอู้อี้ด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ทว่าหญิงสาวกลับไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม หม่าเทียนกลับรู้สึกสยดสยองเมื่อพบว่า นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกำลังฉายแววพึงพอใจและสนุกสนานกับความเจ็บปวดของเขาอย่างชัดเจน ราวกับว่านางกำลังรื่นรมย์กับความทุกข์ทรมานของเขาก็ไม่ปาน
“ช่างน่าเสียใจยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่ตัวข้าไม่เคยลืมท่านเลยแม้แต่ลมหายใจเดียว แล้วไยใต้เท้าถึงลืมข้าไปเสียแล้วเล่า”
หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนจะสะบัดมือออกด้วยความรังเกียจประหนึ่งเพิ่งสัมผัสโดนสิ่งสกปรก ปลายเล็บแหลมคมของนางจงใจกรีดลากเนื้อใต้คางของเขาจนเลือดไหลซึมเป็นสาย แม้แต่บนแก้มก็มีรอยแผลยาวปรากฏขึ้น จากนั้นนางจึงก้มตัวลงต่ำ กระซิบที่ข้างหูของเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ข้าจะทวนความจำให้ท่านก็แล้วกัน จำได้หรือไม่ว่าเมื่อสี่ปีก่อน ข้าเคยบอกกับท่านว่าอย่างไร...”
“ในตอนนั้นข้าพูดว่าหากข้าหนีรอดไปได้ หนี้แค้นที่พวกเจ้าติดค้างข้าเอาไว้ ข้าจะกลับมาทวงคืน”
กล่าวจบ นางก็ผละตัวออกมาจากเขาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นยะเยือก
ครั้นหม่าเทียนได้ยินประโยคดังกล่าว เขาก็พลันขนลุกชันขึ้นมาทั้งตัวทันที ภาพความทรงจำในอดีตที่เขาได้ลืมเลือนไปแล้วพลันผุดขึ้นมาอีกครั้ง เรื่องราวอันดำมืดที่ถูกฝังกลบไปอย่างมิดชิดในอดีต เรื่องต้องห้ามที่ไม่อาจให้ใครล่วงรู้และแตะต้องได้แม้แต่ปลายนิ้ว
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของเด็กสาววัยสิบสี่ปีผู้หนึ่งที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและสายตาอาฆาตแค้น ก็ผุดขึ้นมาซ้อนทับบนใบหน้าของสตรีผู้งดงามเบื้องหน้าอย่างสมบูรณ์
เมื่อพินิจดูแล้ว เค้าโครงหน้า ดวงตา คิ้วเรียว ทั้งสองมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกันไม่มีผิดเพี้ยน ต่างกันเพียงแค่ช่วงวัยและความงามที่เพิ่มมากขึ้นจนน่ากลัว
ดวงตาของหม่าเทียนเบิกกว้างด้วยความตกใจและหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจห้ามได้ เขาพยายามจะอ้าปากพูดบางอย่าง ทว่าเพราะถูกผ้ายัดปากไว้ จึงมีเพียงเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์เล็ดลอดออกมา
“ข้าฟังที่ท่านพูดไม่รู้เรื่องสักนิด”
หญิงสาวส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายระคนรำคาญ ก่อนจะยื่นมือไปจับชายผ้าที่อุดปากอีกฝ่ายแล้วกระชากออกอย่างแรง
“จะ เจ้า! เป็นเจ้านี่เอง นังเด็กสารเลว!”
หม่าเทียนหลุดปากตะโกนลั่นทันทีเมื่อถูกปล่อยให้พูดได้อย่างอิสระ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจจนเสียงหลง
“โอ๊ะ นี่เจ้าจำข้าได้แล้วหรือ? ใช่แล้ว คือข้าเองเจ้าค่ะ” หญิงสาวคลี่ยิ้มเย็นออกมา ดวงตาฉายแววสนุกสนานราวกับแมวที่กำลังจ้องมองหนูตัวน้อยในมือก็ไม่ปาน
ซึ่งคำตอบของหญิงสาวก็ได้สร้างความตกใจให้กับหม่าเทียนเป็นอย่างมาก ดวงตาของเขากลอกไปมาด้วยความสับสนและความหวาดกลัวที่แล่นพล่านในอก
“ไม่! เป็นไม่ได้! นังเด็กสารเลวอันฉิงนั่นตายไปตั้งนานแล้ว เจ้าไม่ใช่นาง! ไม่มีทางเป็นนางเด็กขาด! บอกข้ามาว่าเจ้าเป็นใครกันแน่!”
น้ำเสียงที่สั่นเครือและร้อนรนจนจับต้นชนปลายไม่ถูกของอีกฝ่าย ทำให้อันฉิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบา นัยน์ตาหงส์ทอประกายเย็นเยียบและลึกล้ำอย่างน่าหวาดหวั่น
“เหตุใดจะเป็นไปไม่ได้เล่า ในเมื่อพวกเจ้าก็ยังอยู่ดีกินดีกันถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดข้าจะยอมตายไปง่าย ๆ ด้วยกัน?”