บทที่ 9 เบื้องหลังอันดำมืด (2)
บทที่ 9 เบื้องหลังอันดำมืด (2)
บทที่ 9 เบื้องหลังอันดำมืด (2)
อันรุ่ยตัวสั่นสะท้านทันทียามได้เห็นรอยยิ้มและสีหน้าวิปริตขององค์หญิงเจาหนิง นางรู้สึกหวาดกลัวลึกถึงจิตวิญญาณ ทว่าเมื่อระลึกถึงคำสั่งเสียของมารดาว่าต้องปกป้องอันฉิงให้ถึงที่สุด เด็กสาวก็รวบรวมความกล้ากัดฟันเอ่ยออกไป
“เพคะ ขอองค์หญิงทรงเมตตา ขอเพียงปล่อยอันฉิงไป หม่อมฉันยินดีทำตามที่พระองค์ต้องการทุกอย่างเพคะ!”
คำตอบของอันรุ่ยพลันทำให้เจาหนิงเหยียดยิ้มเย็นชาออกมาอย่างพึงพอใจ
“ดี ดีมาก! ข้าล่ะชอบนัก เด็กที่เฉลียวฉลาดและรู้จักเสียสละเช่นเจ้า”
นางปล่อยมือออกจากไหล่ของอันฉิงน้อย แล้วเดินอ้อมตรงเข้ามาหาอันรุ่ยอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มวิปริตฉายชัดอยู่บนใบหน้า ก่อนที่นางจะยื่นมือไปรับเชิงเทียนที่มีเทียนไขเล่มหนาจากสาวใช้ข้างกายมาอย่างไม่รีบร้อน
“เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าการอวดฉลาดผิดที่ผิดทาง ก็ไม่ได้ต่างไปจากคนโง่งมหรอกนะ...”
สิ้นเสียง เจาหนิงก็เอียงเชิงเทียนในมือทันที ก่อนที่หยดน้ำตาเทียนร้อนจัดสีแดงสดลงบนท่อนแขนเสื้อของอันรุ่ยอย่างต่อเนื่อง ความร้อนของน้ำตาเทียนได้แผดเผาทะลุเนื้อผ้าตัวหนา บาดลึกซึมเข้าสู่ผิวเนื้อด้านในอย่างเชื่องช้า
“อ๊ากกก!”
อันรุ่ยกรีดร้องดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส หยาดน้ำตาหลั่งไหลรินออกมาเต็มใบหน้า ความเจ็บปวดทรมานแล่นจู่โจมเข้าสู่ประสาทการรับรู้อย่างหมดจด นางรู้สึกราวกับว่าถูกไฟลนเนื้อสด ๆ ของตนก็ไม่ปาน
ในขณะเดียวกันนั้น ภาพของพี่สาวที่กำลังร่ำไห้กรีดร้องทรมานอยู่เบื้องหน้า พลันทำให้อันฉิงน้อยเบิกตากว้างด้วยความตกใจและหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
“อื้อ! อื้อ!”
เด็กน้อยแผดเสียงร้องอู้อี้อยู่ในลำคอ น้ำตาไหลพรากลงมาไม่ขาดสาย อีกทั้งยังพยายามดิ้นรนสุดแรงเกิดเพื่อให้หลุดออกจากพันธนาการหมายจะเข้าไปช่วยพี่สาว ทว่าก็ไม่อาจขยับได้เลยสักนิด ทำได้เพียงสะอื้นไห้ปานใจจะขาดอยู่ตรงนั้น
ทางด้านเจาหนิงที่กำลังเพลิดเพลินกับการหยดน้ำตาเทียนใส่ร่างของอันรุ่ยอยู่นั้น เมื่อได้ยินเสียงร้องอู้อี้สะเทือนใจของอันฉิง นางก็ยกเชิงเทียนขึ้นแล้วหันหน้าไปหาเด็กสาวตัวน้อยด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเย็น
“อันฉิงน้อย เจ้าคอยมองดูให้ดีเล่า เด็กที่ไม่รู้จักกาลเทศะย่อมต้องถูกลงโทษเช่นนี้”
สิ้นเสียง น้ำตาเทียนร้อนผ่าวก็ถูกหยดสาดลงบนเรือนร่างของอันรุ่ยอีกครา เสียงกรีดร้องปานขาดใจของอันรุ่ยสลับกับเสียงหัวเราะกังวานอย่างมีความสุขของเจาหนิงพลันดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งเรือนลับแห่งนี้...
หลังจากเวลาผ่านพ้นไปหลายชั่วยาม ในที่สุดความทรมานแสนสาหัสของอันรุ่ยในค่ำคืนนี้ก็จบลง ทว่าเสียงหัวเราะพึงพอใจของเจาหนิงยังคงดังก้องกังวานไปทั่วห้องโถงมืด ราวกับว่าได้ค้นพบของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจเป็นพิเศษ
หากไม่ใช่เพราะกาลเวลาล่วงเลยดึกดื่นเกินเวลาพักผ่อนแล้ว นางคงไม่ยอมหยุดมือไว้เพียงเท่านี้แน่
“คืนนี้พอเท่านี้ก่อน ขังพวกนางไว้อย่างนี้สักสามวัน ห้ามให้อาหารหรือแม้น้ำสักหยดเดียว!” เจาหนิงสั่งการสาวใช้ข้างกายด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เพคะองค์หญิง...” สาวใช้ก้มรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
เจาหนิงหันกลับมาปรายตามองอันรุ่ยที่เรือนร่างเลอะเทอะไปด้วยรอยไหม้สลับกับอันฉิงน้อยที่สะอื้นไห้ตัวโยน ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากแวบหนึ่ง แล้วหมุนกายเดินออกจากห้องโถงลับไปอย่างอารมณ์ดี
ยามเมื่อสาวใช้คนสุดท้ายก้าวพ้นประตูและปิดลงกลอนแน่นหนา อันฉิงน้อยที่ถูกพันธนาการมัดติดกับเก้าอี้ก็พยายามใช้สองเท้าน้อย ๆ ดันพื้นกระดานไม้ ขยับเก้าอี้ขยับก้าวเข้าไปหาพี่สาวอย่างสุดกำลัง ทว่าด้วยแรงอันน้อยนิดของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ เก้าอี้ไม้นั้นกลับแทบไม่เคลื่อนไหวเลยแม้แต่นิดเดียว
เด็กน้อยพยายามแผดเสียงร้องเรียกพี่สาว ทว่ากลับมีเพียงเสียงอู้อี้ที่ถูกกลืนหายไปในลำคอ
ขณะเดียวกัน ทางด้านอันรุ่ยที่ถูกทรมานด้วยน้ำตาเทียนแผดเผาและคมมีดจนไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขยับกายนั้น ทว่ายามเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นไห้และเห็นนัยน์ตาตื่นตระหนกระคนหวาดผวาของน้องสาว หัวใจของอันรุ่ยกลับเจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่าบาดแผลบนเรือนร่างเสียอีก
นางสงสารอันฉิงจับใจที่ต้องมาเห็นสภาพยับเยินของนาง และต้องพลอยมารับเคราะห์กรรมในนรกแห่งนี้ นางอยากจะขยับเข้าไปสวมกอดปลอบประโลมอันฉิงใจแทบขาด ทว่าร่างกายกลับไม่อาจสั่งการและควบคุมได้อย่างใจนึก
“อันฉิง...อย่าร้องไห้เลยนะ...พี่...พี่ไม่เป็นไร...”
อันรุ่ยเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายฝืนระบายรอยยิ้มให้น้องสาว พลางเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเบาหวิว ก่อนที่สติสัมปชัญญะของนางจะดับวูบสลบไสลไปในที่สุด
อันฉิงน้อยที่เห็นพี่สาวสลบแน่นิ่งไปต่อหน้าต่อตา หัวใจพลันหล่นวูบทันที เด็กน้อยแผดเสียงร้องโฮออกมาต่อเนื่อง ทว่าผ้าผืนหนาที่ยัดแน่นในปากกลับกลืนกินเสียงร้องไห้นั้นลงท้องไปจนสิ้น มีเพียงหยาดน้ำตาพรั่งพรูไหลนองสองแก้มไม่ขาดสาย
ช่วงเวลาแห่งความทรมานของสองพี่น้องไม่ได้จบลงอย่างง่ายดาย เข็มนาฬิกาแห่งนรกเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าและไร้ความหวัง อันฉิงจ้องมองร่างของอันรุ่ยด้วยความหวาดกลัว เด็กน้อยสะอื้นไห้จนหมดสิ้นเรี่ยวแรง
นางกลัวเหลือเกินว่าจะต้องสูญเสียพี่สาวคนเดียวไปตามมารดา...
วันเวลาหมุนผ่านไปข้ามวันข้ามคืนโดยไม่ได้รับน้ำถึงท้องแม้แต่หยดเดียว แม้แต่การขับถ่ายก็จำต้องปล่อยของเสียและปัสสาวะราดรดเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนอยู่บนเก้าอี้เช่นนั้น
โดยเฉพาะอันรุ่ย บาดแผลฉกรรจ์บนตัวเริ่มอักเสบติดเชื้อจนส่งกลิ่นคาวเลือดเน่าหนอง ร่างกายทรุดหนักจากการขาดอาหารและน้ำ ร่างบางรู้สึกตัวตื่นขึ้นมารับรู้ความเจ็บปวดเป็นระยะ ก่อนจะสลบไสลจมสู่นิทราไปอีกครา
จวบจนกระทั่งย่างเข้าสู่วันที่สาม สองพี่น้องแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะลืมตาตื่นขึ้นรับแสง กลิ่นอายของเสียและแผลอักเสบคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงอับชื้น โดยที่เด็กสาวทั้งสองต้องทนทรมานอยู่ในสภาพอันน่าอนาถไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์เช่นนั้นอยู่นาน
ตกดึกในคืนนั้นเอง องค์หญิงเจาหนิงก็ได้กลับมายังเรือนเล็กอันมืดมิดท้ายจวนอีกครา หลังจากทิ้งขว้างสองพี่น้องไว้โดยไม่เหลียวแลมานานถึงสามวันเต็ม ด้วยคาดการณ์ไว้แล้วว่า บัดนี้เด็กสาวทั้งสองคงไม่เหลือเรี่ยวแรงหรือความพยศใด ๆ มาต่อกรขัดขืนตนได้อีกแล้ว
ครืด...
เมื่อบานประตูไม้ที่ถูกปิดตายมานานสามวันถูกผลักเปิดออก กลิ่นคาวเลือดเน่าหนองสลับกับกลิ่นปฏิกูลของเสียที่คละคลุ้งอับชื้นก็พุ่งสวนออกมาโชยอบอวลไปทั่วบริเวณ เจาหนิงชะงักเท้าในทันใด มือเรียวรีบยกผ้าเช็ดหน้าปักลายขึ้นมาปิดจมูกด้วยความรังเกียจ ใบหน้าฉายแววขยะแขยงอย่างชัดเจน ไม่คิดที่จะก้าวเท้าเข้าไปด้านในแม้แต่ครึ่งก้าว
ในตอนนั้นเอง อันฉิงน้อยผู้หิวโซและอ่อนแรงจนแทบสิ้นใจก็ค่อย ๆ ปรือตาอันพร่ามัวขึ้นอย่างเชื่องช้า นางจับจ้องมองไปยังร่างสูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเลื่อนลอย ไร้ซึ่งประกายชีวิตใด ๆ หลงเหลืออยู่
“เป็นอย่างไรบ้างเด็กน้อย ยามนี้พวกเจ้ารู้แล้วหรือยังว่า เด็กที่ไม่เชื่อฟังย่อมต้องถูกลงโทษอย่างไร บัดนี้สำนึกได้แล้วหรือไม่ว่าควรต้องวางตัวอย่างไรกับข้า?”
เจาหนิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ริมฝีปากภายใต้ผ้าเช็ดหน้ายังคงคลี่ยิ้มบางอยู่ไม่คลาย
อันฉิงพยายามกลืนน้ำลายอันแห้งผากลงคอ นัยน์ตาไร้แววเหลือบมองไปทางอันรุ่ยผู้เป็นพี่สาวที่ยามนี้นอนหมดสติ หายใจรวยรินร่อแร่อยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
หากพวกนางขัดขืนต่อไป มีหวังพี่สาวของนางคงทนต่อไปไม่ไหวเป็นแน่ เด็กน้อยจึงยอมจำนน หนกลับมาพยักหน้ารับคำองค์หญิงด้วยความยินยอมแต่โดยดี
เมื่อเจาหนิงเห็นดังนั้น นางจึงโบกมือขึ้นหนึ่งครา ก่อนที่สาวใช้ข้างกายจะรีบก้าวเข้าไปดึงผ้าผืนหนาที่อุดปากอันฉิงอยู่ออกในทันที
“หม่อม...หม่อมฉันยอมแล้วเพคะ ขอองค์หญิงทรงเมตตา...ไว้ชีวิตพวกเราด้วย...”
อันฉิงเค้นลมหายใจอันริบหรี่เอื้อนเอ่ยคำร้องขอชีวิตออกมาอย่างยากลำบาก