บทที่ 10 นรกบนดิน (1)
บทที่ 10 นรกบนดิน (1)
บทที่ 10 นรกบนดิน (1)
อันฉิงเค้นลมหายใจอันริบหรี่เอื้อนเอ่ยคำร้องขอชีวิตออกมาอย่างยากลำบาก
ครั้นได้ยินถ้อยคำสยบยอมจากปากเด็กน้อย เจาหนิงก็เหยียดยิ้มเย็นออกมาทันที
“ดี...พูดได้ดี! จำใส่หัวของพวกเจ้าเอาไว้ ต่อแต่นี้ไป ชีวิตของพวกเจ้าเป็นของข้า! หากข้าสั่งให้พวกเจ้าอยู่ พวกเจ้าก็ต้องอยู่ แต่หากข้าต้องการให้พวกเจ้าตาย พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว!”
อันฉิงทำได้เพียงพยักหน้ารับคำอย่างอ่อนแรง ไร้ซึ่งทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมทิ้งเกียรติยศเพื่อยื้อชีวิตของพี่สาวและตนเองไว้
“เก็บกวาดสภาพเน่าเหม็นพวกนี้ให้เรียบร้อย แล้วไปตามหมอหลวงมาตรวจรักษา จนกว่าข้าจะเบื่อ ห้ามให้คนใดคนหนึ่งตายไปเสียก่อนเด็ดขาด!” เจาหนิงสั่งการสาวใช้เสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อยาวหมุนกายเดินออกจากเรือนหลังเล็กไปอย่างอารมณ์ดี
หลังจากร่างสูงศักดิ์คล้อยหลังไป สาวใช้จึงก้าวเข้ามาตัดเชือกพันธนาการให้พวกนาง อันรุ่ยและอันฉิงถูกพาย้ายไปพักผ่อนยังห้องพักข้างเคียง อันฉิงน้อยกัดฟันทนความอ่อนล้า ช่วยใช้น้ำสะอาดเช็ดล้างทำความสะอาดคราบปฏิกูลและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้พี่สาวที่ยังคงสลบไสล รวมทั้งจัดแจงเสื้อผ้าของตนเอง
เพียงไม่นานนัก หมอหลวงก็เดินทางมาตรวจดูอาการบาดแผลไหม้พุพองและแผลฉกรรจ์บนตัวของอันรุ่ย รวมถึงตรวจดูร่างกายที่หิวโซของอันฉิง เมื่อพันผ้าและจัดเทียบยาสมุนไพรเสร็จสรรพ หมอหลวงก็รีบเร่งเดินแยกตัวกลับออกไป
“นี่ข้าวของพวกเจ้า กินเสียสิ”
สาวใช้คนหนึ่งเดินนำถาดอาหารมาวางลงบนโต๊ะเก่า ๆ พลางเอ่ยกำชับทิ้งท้าย
“จำเอาไว้ หากยังอยากมีชีวิตอยู่ก็จงทำตัวให้ดี ส่วนยาต้ม เดี๋ยวจะมีคนนำมาส่งให้”
กล่าวจบ นางก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครา
อันฉิงน้อยทอดสายตามองอันรุ่ยที่ยังคงนอนไม่ได้สติ ใบหน้าซีดเซียวปานศพ บนเรือนร่างเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์พันผ้าขาวไว้แน่น เด็กน้อยคอยประคบผ้าเช็ดตัวและทายาตามบาดแผลให้พี่สาวอย่างเบามือ หวังเพียงให้พี่สาวตื่นขึ้นมาพบตนในเร็ววัน
เมื่อจัดการเช็ดตัวให้พี่สาวเรียบร้อย อันฉิงก็ค่อย ๆ ตักข้าวต้มในชามเข้าปากเพื่อประทังความหิวโหย ทว่าข้าวทุกคำที่กลืนลงคอกลับแข็งกระด้างจนบาดลำคอที่แห้งผากไม่หยุด เด็กสาวจึงจำต้องฝืนกลืนเมล็ดข้าวลงท้องไปทั้งน้ำตาที่ไหลนองหน้า
หากไม่กิน พวกนางก็จะไม่มีชีวิตรอด
ดังนั้นต่อให้ข้าวถ้วยนี้จะเสียแล้วก็ตาม นางก็ต้องกลืนมันลงไป...
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลังจากอันรุ่ยได้รับการรักษาพอให้ยื้อชีวิตไว้ได้ ร่างกายของนางก็เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ทว่าในทุก ๆ สองถึงสามวัน องค์หญิงเจาหนิงก็จะเดินทางมาทารุณกรรมและสร้างบาดแผลใหม่บนตัวของอันรุ่ยอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะพึงพอใจ
ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงไม่เคยได้กลับไปเหยียบย่ำจวนสกุลกู้อีกเลย พวกนางถูกกักขังไว้ภายในเรือนลับมืดมิดแห่งนี้อย่างไร้ซึ่งอิสรภาพ ไม่ได้รับอนุญาตให้เห็นแสงตะวันด้านนอก
อีกทั้งยังมีคนขององค์หญิงคอยเฝ้าจับตามองทุกฝีก้าวตลอดเวลา จมปลูกอยู่กลางนรกบนดินที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ตกดึกในคืนหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศอับชื้นและเย็นเยียบของภายในเรือนลับ อันฉิงน้อยกำลังบรรจงใส่ยาสมุนไพรลงบนบาดแผลไหม้พุพองและรอยคมมีดฉกรรจ์บนเรือนร่างของอันรุ่ยอย่างเบามือที่สุด แม้เด็กสาวจะได้เห็นรอยแผลสดใหม่เหล่านั้นเกือบทุกครา ทว่านางก็ไม่เคยคุ้นชินหรือทำใจยอมรับมันได้เลยสักครั้ง
ภายในใจของอันฉิงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างท่วมท้น เนื่องจากนางไม่อาจช่วยเหลือหรือแบ่งเบาความทรมานของพี่สาวได้เลยสักนิด
“พี่หญิง ข้าขอโทษนะเจ้าคะ...” อันฉิงเอ่ยปากทั้งน้ำตา
อันรุ่ยฝืนคลี่ยิ้มบาง ๆ ส่งให้น้องสาว สำหรับนางแล้ว บาดแผลฉกรรจ์และความเจ็บปวดเหล่านี้ได้กลายเป็นความชินชาที่เคยได้รับไปเสียแล้ว นางยื่นมือน้อยอันสั่นเทาไปช่วยเช็ดหยาดน้ำตาให้อันฉิง พลางเอ่ยปลอบประโลมไม่ให้น้องสาวต้องคิดมาก
“อันฉิง พี่ไม่เป็นไรหรอก เจ้าอย่าได้โทษตัวเองเลยนะ พี่ไม่เจ็บแล้วจริง ๆ”
ยิ่งได้ยินพี่สาวเอื้อนเอ่ยถ้อยคำโกหกเพื่อประโลมใจ อันฉิงน้อยก็ยิ่งสะอื้นไห้ออกมาด้วยความปวดใจ
“พี่หญิงอย่าพูดหลอกข้าเลย! บาดแผลบนตัวของพี่มีมากมายถึงเพียงนี้จะไม่เจ็บได้อย่างไรกันเจ้าคะ!”
“เด็กดี...อย่าร้องไห้ไปเลยนะ แค่พวกเราสองคนยังรักษาชีวิตรอดมาได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
อันรุ่ยใช้นิ้วมือช่วยปาดน้ำตาให้อันฉิงอย่างอ่อนโยน ถ้อยคำที่นางเอื้อนเอ่ยออกมาไม่ใช่เพียงแค่เอ่ยเพื่อปลอบประโลมน้องสาวเท่านั้น ทว่ายังเป็นถ้อยคำยึดเหนี่ยวเพื่อปลอบประโลมหัวใจอันบอบช้ำของตัวนางเองอีกด้วย
ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังปลอบประโลมกันและกันอยู่นั้น เสียงประตูห้องพักก็พลันถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่สาวใช้นางหนึ่งจะเดินก้าวเข้ามาแล้วเอ่ยกับอันรุ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“องค์หญิงเสด็จมาถึงแล้ว เจ้าจงไปทำหน้าที่ของตนเองเสีย”
สิ้นเสียง อันรุ่ยก็ดันกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างนิ่งสงบ เดินก้าวออกจากห้องพักมุ่งตรงไปยังห้องโถงทรมานข้างเคียงโดยไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ปล่อยให้อันฉิงน้อยทำได้เพียงนั่งคอยอยู่ภายในห้องพักเพียงลำพัง
เพียงไม่นานนัก เสียงกรีดร้องปานใจจะขาดของอันรุ่ยก็ดังสะท้อนก้องออกมาจากห้องข้าง ๆ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจขององค์หญิงเจาหนิง
ในทุก ๆ วัน นางมักจะคิดค้นกลอุบายทรมานใหม่ ๆ มาใช้ลงมือกับร่างกายของอันรุ่ยเสมอ ทว่าทุกครั้ง นางจะยั้งมือไว้ไม่ให้เหยื่อถึงแก่ความตาย แต่เป็นการสร้างความเจ็บปวดร้าวรานถึงขีดสุด
ยิ่งอันรุ่ยแผดเสียงกรีดร้องทรมานดังลั่นเพียงใด เจาหนิงก็ยิ่งมีความสุขและสำราญใจมากขึ้นเท่านั้น!
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องแสนทรมานที่ผสมปนเปกับเสียงหัวเราะอย่างรื่นรมย์ อันฉิงน้อยได้แต่นั่งกอดเข่าสะอื้นไห้อยู่ตรงมุมห้อง นำสองมือเล็ก ๆ ขึ้นมาปิดหูแน่นหนา ทว่า เสียงร้องอันแตกสลายของพี่สาวก็ยังคงบาดลึกเข้ามาในดวงใจของนางอยู่นั่นเอง
จนกระทั่งผ่านพ้นไปครึ่งคืน ในที่สุด เสียงกรีดร้องของอันรุ่ยก็ค่อย ๆ เงียบเสียงลง พร้อมกับเสียงฝีเท้าขององค์หญิงเจาหนิงที่กลับไป อันฉิงน้อยจึงเร่งรีบวิ่งออกจากห้องตรงไปยังห้องทรมานข้างเคียงทันที
ภาพที่เด็กสาวต้องทนมองเห็นในทุก ๆ วัน คือร่างของพี่สาวตนเองที่ถูกทำร้ายจนโชกเลือด อ่อนแรงสลบไสลอยู่บนเก้าอี้ อันฉิงจึงค่อย ๆ พยุงร่างอันบอบช้ำของอันรุ่ยกลับมาดูแลทายาที่ห้องพัก
ซึ่งเรื่องราวอันน่าอนาถนี้ก็ได้วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์เช่นนี้ไม่จบไม่สิ้น
ทุกครั้งที่อันรุ่ยบาดเจ็บหนัก หมอหลวงก็จะเดินทางมาตรวจรักษา ทายา ยื้อชีวิตของนางไว้ แล้วจากไปประหนึ่งภารกิจประจำวัน
ทว่าสิ่งอันฉิงน้อยต้องแบกรับ ไม่ได้มีเพียงการดูแลพี่สาวเท่านั้น ในยามราตรี เด็กน้อยยังต้องรับหน้าที่ทำความสะอาดเรือนลับแห่งนี้ให้เอี่ยมอ่องอยู่เสมอ
เมื่อองค์หญิงเสด็จกลับไปแล้ว อันฉิงน้อยก็ต้องรับหน้าที่ล้างเช็ดคราบโลหิตสด ๆ ของพี่สาวบนพื้นเรือนลงโทษให้สะอาดเรียบร้อย เพื่อเตรียมไว้ให้องค์หญิงใช้ทรมานพี่สาวของนางในวันถัดไป
หลังจากที่อันรุ่ยต้องถูกทารุณกรรมติดต่อกันอย่างยาวนาน ร่างกายก็ทนรับทรมานต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว นางนอนซมจับไข้ ไม่ได้สติติดต่อกันถึงสามวันเต็ม หมอหลวงจึงสั่งให้กักตัวนางไว้พักผ่อนชั่วคราว เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูบาดแผลติดเชื้อ ไม่เช่นนั้นนางอาจสิ้นใจไปก่อนเวลาอันควร
องค์หญิงเจาหนิงเมื่อเห็นว่า ‘ของเล่น’ ชิ้นโปรดสลบไสลใช้การไม่ได้ นางจึงมีคำสั่งให้พ่อบ้านไปนำตัวสาวใช้ดวงตกนางอื่นมาทรมานแทนชั่วคราว ซึ่งทุกถ้อยคำตรัสสั่งการอันเหี้ยมโหดนั้น อันฉิงที่กำลังเช็ดถูพื้นเรือนอยู่ข้าง ๆ ล้วนแต่ได้ยินอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
อันฉิงน้อยหันไปมองร่างของพี่สาวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง แล้วถอนหายใจยาวออกมาอย่างขมขื่น ในใจดวงน้อยฟากหนึ่งก็รู้สึกซาบซึ้งและยินดี ยามเมื่อรู้ว่าในคืนนี้พี่สาวของนางไม่ต้องออกไปโดนลนไฟกรีดเนื้ออีกแล้ว
ทว่าอีกฟากหนึ่งของจิตใจ เด็กน้อยกลับรู้สึกสงสารและสลดใจต่อสาวใช้ผู้นั้นอย่างลึกซึ้ง ที่ต้องก้าวเข้ามารับเคราะห์กรรมในนรกบนดินแห่งนี้แทนพี่สาวของนาง