บทที่ 10 นรกบนดิน (2)
บทที่ 10 นรกบนดิน (2)
บทที่ 10 นรกบนดิน (2)
ขณะเดียวกัน ทางด้านองค์หญิงเจาหนิงที่นั่งอยู่ภายในห้องโถงทรมานข้างเคียง ในคืนนี้นางรู้สึกมีความหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง ด้วยของเล่นชิ้นโปรดอย่างอันรุ่ยเกิดล้มป่วยจนหมดสติไม่อาจมารับการทรมานได้
ยามเมื่อหัวหน้าพ่อบ้านหม่าพาตัวสาวใช้ดวงตกคนใหม่มาจากเรือนหลัง เจาหนิงจึงใช้สตรีผู้นั้นเป็นระบายอารมณ์โทสะอย่างไม่ยั้งมือ
“อ๊ากกกก!”
เพลิงไฟจากตะเกียงน้ำมันถูกยกขึ้นลนแผดเผาลงบนท่อนแขนทั้งสองข้างของสาวใช้เคราะห์ร้ายอย่างไร้ซึ่งความปรานี เสียงกรีดร้องปานขาดใจดังระเบิดสะท้อนก้องไปทั่วทั้งเรือน
ยิ่งเหยื่อร้องขอความเมตตามากเพียงใด เจาหนิงก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้างอย่างชอบใจพร้อมเพิ่มแรงไฟแผดเผาซ้ำลงไปบนรอยแผลไหม้พุพองอย่างสนุกสนาน
เบื้องหลังบานประตูห้องพัก อันฉิงน้อยที่ได้ยินเสียงกรีดร้องสยดสยองของสาวใช้ผู้นั้นก็ทำได้เพียงกัดฟันแน่นข่มความหวาดกลัวและสลดใจเอาไว้ นั่งนิ่งรอคอยกระทั่งองค์หญิงเสด็จกลับออกไป เพื่อที่นางจะได้เริ่มออกไปทำหน้าที่ของตนเอง
เมื่อองค์หญิงเจาหนิงกลับไปแล้ว สาวใช้คนสนิทข้างกายของพระองค์ก็ตรงมาเคาะประตูห้องพักของสองพี่น้องทันควัน
“ถึงเวลาไปทำหน้าที่ของเจ้าแล้ว จำใส่หัวเอาไว้ อย่าได้คิดทำสิ่งใดที่ไม่ควรทำเป็นอันขาด!” สาวใช้เอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากเรือนลับตามผู้เป็นนายไป
อันฉิงน้อยไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ เด็กสาวเพียงแต่ขยับกายลุกเดินออกจากห้องพักตรงไปยังห้องโถงทรมานข้างเคียงด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เลื่อนลอย ไร้ซึ่งประกายชีวิต
ภายในห้องโถงอับชื้นที่มีเพียงแสงตะเกียงสลัวริบหรี่ กลางห้องปรากฏร่างของสาวใช้คนใหม่ที่นอนซม อาภรณ์และเรือนร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสด ๆ และรอยแผลไหม้พุพอง นางถูกมัดพันธนาการไว้กับเก้าอี้ไม้อย่างหนาแน่นเฉกเช่นเดียวกับที่อันรุ่ยเคยโดน
อันฉิงเข้าใจความรู้สึกทรมานและสิ้นหวังของสาวใช้ผู้นั้นเป็นอย่างดี ทว่านางกลับไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยสิ่งใดได้ นอกเหนือไปจากการกวาดถูเช็ดคราบโลหิตบนพื้นเรือนให้เรียบร้อย และประคบนำยาสมุนไพรมาช่วยทำแผลให้สาวใช้ผู้นั้นเบามือ จนกระทั่งมีบ่าวชายมารับตัวสาวใช้ออกไปจากห้องโถงมืดในที่สุด
เช้าวันต่อมา อันรุ่ยเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมารับรู้สิ่งรอบข้าง ทว่าพิษแผลอักเสบและพิษไข้ฉกรรจ์ก็ยังคงรุ่มร้อนไม่ได้ลดหย่อนลง อันฉิงน้อยที่เห็นพี่สาวลืมตาฟื้นคืนสติก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กสาวเร่งรัดก้าวเข้าไปชิดขอบเตียง ทันที
“พี่หญิง! ท่านฟื้นเสียที ข้าหวาดกลัวเหลือเกิน ท่านรู้หรือไม่เจ้าคะ” อันฉิงพยายามกล้ำกลืนหยาดน้ำตาเอาไว้สุดกำลัง
อันรุ่ยยกมือน้อยอันอ่อนแรงและสั่นเทาขึ้นลูบไล้ไปตามใบหน้าของน้องสาวอย่างเบามือ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสั่นระริก
“อย่าร้องไห้ไปเลย พี่ไม่เป็นไรแล้ว แล้วเจ้าเล่า เจ้าไม่ได้เป็นอันใดใช่หรือไม่?”
อันรุ่ยพยายามจะฝืนยันกายลุกขึ้นตรวจดูเรือนร่างของน้องสาวด้วยความหวาดผวาจับใจ ว่าในยามที่นางสลบไสลไป อันฉิงน้อยอาจจะถูกองค์หญิงวิปริตผู้นั้นลากตัวไปทำร้ายและทรมานแทนตน
ทางด้านอันฉิงเห็นท่าทางตระหนกของพี่สาวจึงเร่งร้องห้าม ยันร่างอันรุ่ยให้นอนลงบนเตียงดังเดิม
“พี่หญิงนอนลงก่อนเถิดเจ้าค่ะ! ข้าไม่เป็นอะไรเลยสักนิด องค์หญิงบอกว่าข้ายังเด็กเกินไป ยังไม่ถึงเวลาที่จะลงมือกับข้า แต่ว่า...สาวใช้คนอื่น...” อันฉิงเอื้อนเอ่ยได้เพียงเท่านั้นก็ชะงักคำพูดลงด้วยความสลดใจ
อันรุ่ยพยักหน้ารับคำด้วยความเข้าใจทันที “ไม่ต้องพูดแล้วอันฉิง ไม่เป็นไรนะ พี่จะปกป้องเจ้าเอง ตราบใดที่พี่ยังมีลมหายใจ พี่จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายเจ้าได้เป็นอันขาด พวกเราสองคน...จะต้องรอดพ้นไปจากขุมนรกแห่งนี้ด้วยกัน!”
อันรุ่ยยื่นสองแขนอันบอบช้ำ ดึงร่างเล็กของอันฉิงลงมาสวมกอดไว้แนบอกอย่างแนบแน่น
นางล่วงรู้ดีแก่ใจว่า ถ้อยคำที่ตนเพิ่งเอื้อนเอ่ยออกไปนั้น แทบจะเป็นเรื่องไร้หวังและเป็นไปไม่ได้เลยในขุมนรกแห่งนี้ ทว่าสิ่งเดียวที่นางสามารถทำได้ในยามนี้ คือการทำตามคำสั่งเสียของมารดา
นางขอยอมรับความเจ็บปวดทรมานทุกประการ และสละชีวิตเพื่อปกป้องอันฉิงน้อยไว้ให้ปลอดภัยตราบจนหยดเลือดสุดท้ายเอง!
ตลอดช่วงเวลาที่อันรุ่ยต้องนอนซมพักรักษาตัวจากพิษไข้นั้น ในทุก ๆ ค่ำคืนจะมีสาวใช้ดวงตกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันถูกลากตัวเข้ามาในเรือนลับแห่งนี้ไม่ขาด ไม่เคยมีค่ำคืนใดที่เรือนหลังนี้จะไร้ซึ่งเสียงคร่ำครวญและเสียงกรีดร้องขอชีวิต
และคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสาวใช้เคราะห์ร้ายถูกตรึงร่างไว้กับเก้าอี้ไม้ องค์หญิงเจาหนิงก็เริ่มลงมือในทันที แส้หนังเส้นหนาถูกตวัดฟาดลงบนแผ่นหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเลือดเย็นจนเสื้อผ้าฉีกขาด เลือดสด ๆ ไหลทะลักซึมออกมา ทว่าเพียงรอยแส้ฉกรรจ์กลับยังไม่อาจสร้างความพึงพอใจให้นางได้เพียงพอ เจาหนิงจึงสั่งให้สาวใช้นำถังน้ำเกลือเข้มข้นมาราดซ้ำลงบนบาดแผลสด ๆ ทันที
“อ๊ากกกก! ช่วยด้วย! หม่อมฉันขอร้อง ปล่อยหม่อมฉันไปเถิดเพคะ หม่อมฉันทนไม่ไหวแล้ว!”
สาวใช้แผดเสียงกรีดร้องสลับร้องขอชีวิตด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ยามเมื่อน้ำเกลือกัดลึกซึมเข้าสู่เนื้อสด ๆ ร่างบางดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าเพราะถูกพันธนาการตรึงไว้ทั้งมือและเท้า จึงทำได้เพียงดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเก้าอี้อย่างน่าสังเวช
“น้ำเสียงคร่ำครวญเช่นนี้ช่างไพเราะจับใจเสียจริง เปลี่ยนท่วงทำนองหน่อยดีกว่า”
เจาหนิงเหยียดยิ้มเย็นชา ก่อนจะหันไปรับเชิงเทียนที่มีน้ำตาเทียนเดือดพล่าน หยดลงบนแผ่นหลังที่โชกเลือดของสาวใช้ผู้นั้นอย่างเพลิดเพลินใจ
ขณะเดียวกัน เบื้องหลังบานประตูห้องพัก อันฉิงน้อยสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดปานจะขาดใจผ่านเสียงร้องของสาวใช้ผู้นั้น ทว่าเด็กน้อยกลับทำได้เพียงนั่งขดตัว ฟังเสียงทรมานอยู่อีกห้องหนึ่งอย่างเงียบเชียบ และเมื่อการทรมานในคืนนี้จบลง อันฉิงก็ถูกสาวใช้มาเคาะประตูเรียกให้ไปเก็บกวาดคราบโลหิตดังเดิม
เมื่ออันฉิงก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถงทรมานที่มีแสงตะเกียงริบหรี่ ภาพเบื้องหน้าคือร่างของสาวใช้ที่ถูกมัดตรึงไว้ บนแผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยแส้และบาดแผลพุพองน่าสยดสยอง อันฉิงน้อยทำได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ ก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดพื้นเรือนโดยไม่อยากทอดสายตามองภาพอันน่าอนาถเหล่านั้นอีก
ทว่าในระหว่างที่เด็กสาวกำลังใช้ผ้าเช็ดคราบเลือดบนพื้นไม้ สาวใช้ผู้นั้นก็เค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย เอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ช่วยด้วย... ช่วยข้าด้วย...”
สาวใช้เอ่ยร้องขอ ใบหน้าซีดเผือดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและน้ำมูก นัยน์ตาจ้องมองอันฉิงอย่างอ้อนวอนสุดชีวิต
ทว่าต่อให้อีกฝ่ายจะร้องขอความเมตตาเพียงใด อันฉิงกลับนิ่งเงียบ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ นางเพียงแต่ก้มหน้าก้มตาเช็ดคราบเลือดบนพื้นจนเสร็จสิ้น จากนั้นจึงก้าวไปนำตลับยาและผ้าพันแผลที่หมอหลวงทิ้งไว้ นำกลับมาจัดแจงเช็ดทำความสะอาดและใส่ยาทาบาดแผลให้สาวใช้ผู้นั้นอย่างชำนาญ
ซึ่งเป็นความชำนาญที่สั่งสมมาจากความทุกข์ทรมานยามต้องดูแลพี่สาวตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง
“เจ้า...เจ้าปล่อยข้าไปได้หรือไม่...”
สาวใช้ยังคงเค้นเสียงร้องขอ ในขณะที่อันฉิงกำลังใช้ผ้าพันแผลให้ท่อนแขนของนาง ทว่าอันฉิงไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ นางทำเพียงส่ายหน้าน้อย ๆ ด้วยความขมขื่น ก่อนจะเก็บข้าวของเดินแยกกลับเข้าห้องพักของตนไปอย่างเงียบงัน
จวบจนกระทั่งเช้าตรู่ บ่าวชายของพ่อบ้านหม่าก็เดินทางมาห้ามร่างของสาวใช้ผู้นั้นออกไปเช่นทุกวัน อันฉิงได้แต่นั่งทอดสายตามองตามแผ่นหลังของสาวใช้ที่ถูกนำตัวออกไปนอกจวนด้วยนัยน์ตาสั่นระริก นางไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าจะช่วยเหลือสาวใช้เหล่านั้นได้อย่างไร ในเมื่อตัวนางและพี่สาวเองก็ยังเอาชีวิตรอดในขุมนรกแห่งนี้แทบไม่ไหว
เมื่อวันเวลาผ่านไปนานเข้า ภาพการทารุณกรรม คราบโลหิต และเสียงกรีดร้องที่ต้องพบเห็นอยู่ทุกวันก็ได้ค่อย ๆ ซึมซาบกลายเป็นความด้านชาลงในจิตใจของอันฉิงน้อยไปโดยไม่รู้ตัว
จากเด็กสาววัยเจ็ดขวบผู้เคยมีรอยยิ้มสดใสและจิตใจอันไร้เดียงสา บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเด็กสาวผู้เงียบขรึม เก็บตัว และไร้ซึ่งหยดน้ำตา
นัยน์ตากลมโตที่เคยส่องประกายวาววับ บัดนี้เหลือทิ้งไว้เพียงความสิ้นหวังและความว่างเปล่าอันมืดมิด...