บทที่ 11 ชีวิตอันมืดมน (1)
บทที่ 11 ชีวิตอันมืดมน (1)
บทที่ 11 ชีวิตอันมืดมน (1)
สี่ปีต่อมา
กาลเวลาภายในจวนลับหมุนเวียนผ่านไปอย่างเชื่องช้าและมืดมน อันรุ่ยยังคงถูกลากตัวไปทารุณกรรมในห้องโถงทรมานแทบทุกค่ำคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับตั้งแต่นางอายุได้สิบขวบปี จวบจนกระทั่งย่างเข้าสู่ปีที่สี่ของการถูกกักขังไว้ในฐานะกระสอบทรายมนุษย์
อันรุ่ยในวัยสิบสี่ปี จากเด็กสาวผู้เคยเฉลียวฉลาด อ่อนโยน และสดใส บัดนี้กลับกลายสภาพเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ นัยน์ตาคู่โตที่เคยส่องประกายบัดนี้เลื่อนลอย ว่างเปล่า ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ความอบอุ่น หรือคำพูดใด ๆ หลุดออกจากปากมาเนิ่นนาน
ร่างกายและจิตวิญญาณที่ถูกบดขยี้ด้วยการทรมานนับครั้งไม่ถ้วน ได้หยุดการตอบสนองต่อความเจ็บปวดไปจนหมดสิ้น ราวกับว่านางในตอนนี้เป็นเพียงซากศพที่ยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น
“พี่หญิง...ทำแผลก่อนนะเจ้าคะ”
อันฉิงในวัยสิบเอ็ดปีได้บรรจงทายาสมุนไพรลงบนบาดแผลฉกรรจ์ของพี่สาวด้วยสายตาหม่นหมองและปวดใจ เนื่องจากอันรุ่ยในยามนี้ปฏิเสธการกินการนอน ไร้การรับรู้สิ่งรอบข้างอย่างสิ้นเชิง นอกเหนือไปจากการรอเรียกขานไปรับการทรมานจากองค์หญิงในแต่ละวัน
ทว่าแม้จิตวิญญาณของอันรุ่ยจะแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี แต่ในก้นบึ้งของจิตใต้สำนึก นางกลับยังคงจดจำและยึดเหนี่ยวอันฉิงน้อยไว้เสมอ ไม่ว่านางจะเปลี่ยนไปราวกับคนละคนเพียงใด แต่อันรุ่ยก็ไม่เคยปฏิเสธหรือผลักไสอันฉิงเลยแม้แต่คราเดียว
“ขอบใจนะ อันฉิง”
อันรุ่ยเอื้อนเอ่ยบอกน้องสาวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเบาหวิว นางรับรู้เพียงเรื่องราวและความปลอดภัยของน้องสาวเท่านั้น ราวกับว่าจิตใจของนางได้ตัดขาดจากโลกภายนอกไปจนสิ้นแล้ว
และเหตุผลเดียวที่ยื้อดวงวิญญาณอันแตกสลายนี้ให้ยังคงมีลมหายใจอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพื่ออันฉิง น้องสาวเพียงคนเดียวของนางเท่านั้น
“พี่หญิง...”
อันฉิงเอ่ยเรียกพี่สาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะโผเข้าสวมกอดร่างอันซูบผอมของอีกฝ่ายไว้แน่น
อันรุ่ยแม้จะไร้รอยยิ้มหรือคำพูดตอบกลับ ทว่าฝ่ามืออันบอบช้ำกลับยกขึ้นค่อย ๆ ตบแผ่นหลังของน้องสาวเบา ๆ และสวมกอดตอบตามสัญชาตญาณความรักที่สลักลึกในจิตวิญญาณ
ไม่นานนัก เมื่อถึงเวลา สาวใช้ก็ผลักประตูห้องพักเข้ามา เอ่ยเรียกหาหนึ่งในสองพี่น้องตามปกติ
“องค์หญิงกำลังจะเสด็จมาถึงแล้ว เจ้าจงรีบไปรอที่ห้องเสีย” สาวใช้เอ่ยบอกอันรุ่ย ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไป
อันรุ่ยไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด นางเพียงแต่ยันกายลุกเดินก้าวตามออกไปอย่างเลื่อนลอยดุจหุ่นเชิด
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องทรมาน ท่ามกลางเพลิงไฟและคมมีดที่องค์หญิงเจาหนิงลงมืออย่างเหี้ยมโหด อันรุ่ยกลับไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้องหรือร้องขอความเมตตาอีกต่อไปแล้ว
ไม่ว่าเจาหนิงจะลงมือหนักหน่วงเพียงใด นางก็ทำเพียงปล่อยให้เรือนร่างรับฟังความเจ็บปวดไปตามชะตากรรม โดยไร้ซึ่งเสียงสะอื้นไห้หรือความทรมานทางจิตใจให้อีกฝ่ายได้บันเทิงใจอีกต่อไป...
จวบจนกระทั่งผ่านพ้นไปหนึ่งชั่วยาม ร่างที่หมดสติของอันรุ่ยก็ถูกบ่าวชายลากกลับเข้ามาทิ้งไว้ในห้องพัก อันฉิงเห็นดังนั้นก็รีบปราดเข้าไปพยุงร่างของพี่สาวขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างเช่นทุกคราว
ทว่ายังไม่ทันที่อันฉิงจะได้นำผ้ามาเช็ดทำความสะอาดบาดแผลสด ๆ ให้พี่สาว บานประตูห้องก็พลันเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับสาวใช้คนสนิทขององค์หญิงที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด
“องค์หญิงทรงมีรับสั่งให้เจ้าไปพบเดี๋ยวนี้!”
อันฉิงทอดสายตามองร่างของอันรุ่ยที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง นัยน์ตากลมโตฉายแวววูบวาบด้วยความคับแค้น ก่อนจะเอ่ยตอบรับสั้น ๆ เสียงเรียบ
“ข้ารู้แล้ว...”
กล่าวจบ เด็กสาวในวัยสิบเอ็ดปีก็ดันกายลุกขึ้น ก้าวเท้าตามสาวใช้ตรงไปยังห้องโถงทรมานข้างเคียง
ยามเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถงทรมานอันมืดมิด อันฉิงกลับไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว นัยน์ตากลมโตฉายแววเลื่อนลอยทว่าสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ร่างเล็กก้าวไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์หญิงเจาหนิงอย่างรู้ความ ก่อนจะบรรจงปลดเปลื้องอาภรณ์ท่อนบนของตนออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นเรือนร่างซูบผอมที่ถูกสลักลึกไปด้วยรอยแผลเป็นเก่าใหม่นับไม่ถ้วน
สำหรับอันฉิงแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางถูกเรียกตัวมาทรมานเพื่อเป็นเครื่องระบายอารมณ์หงุดหงิดของเจาหนิง ทว่านางถูกลากมาทรมานร่วมกับพี่สาวมานานนับปีแล้วเช่นกัน!
เมื่อใดก็ตามที่อันรุ่ยทนรับความทรมานไม่ไหวจนหมดสติไป องค์หญิงวิปริตผู้นั้นก็จะเรียกตัวอันฉิงมารับช่วงต่อจนกว่าจะพอใจเสมอ ดังนั้นเด็กสาวจึงรู้แจ้งในชะตากรรมของตนเองเป็นอย่างดีว่าจะต้องเผชิญกับนรกขุมใดบ้าง ทว่านางกลับยินยอมที่จะรับการลงทัณฑ์อันบ้าคลั่งนี้เอาไว้ด้วยตนเอง
เพราะอย่างน้อยที่สุด ในยามนี้ พี่สาวของนางก็จะได้นอนหลับพักผ่อนโดยไม่ต้องรับรู้ถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสไปอีกหนึ่งค่ำคืน
“อันฉิงน้อย...ข้าชอบใจเจ้ายิ่งนัก ไม่มีใครจะรู้ความเท่าเจ้าอีกแล้ว”
องค์หญิงเจาหนิงที่เห็นกิริยาว่าง่ายของเด็กสาวก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ ยิ่งได้จ้องมองบาดแผลช้ำเลือดมากมายบนเรือนร่างเปลือยเปล่าของอันฉิง นางก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานอันเน่าเฟะเหล่านั้น ราวกับได้ปลดปล่อยจินตนาการสลักภาพวาดศิลปะลงบนร่างของเด็กสาวอย่างไรอย่างนั้น
เจาหนิงยื่นมือไปรับแส้หนังเส้นยาวมาจากสาวใช้ข้างกาย ก่อนจะก้าวเดินอ้อมไปทางด้านหลังของอันฉิงอย่างไม่รีบร้อน
“ดูเหมือนว่าภาพวาดบนแผ่นหลังของเจ้าจะขาดรอยเส้นไปสักหน่อยนะ คงต้องเพิ่มลายเส้นลงไปอีกเสียแล้ว”
เพี๊ยะ!
เพี๊ยะ!
แส้หนังสายยาวก็ถูกฟาดตวัดลงบนแผ่นหลังบอบบางของอันฉิงอย่างต่อเนื่องและรุนแรง คมแส้บาดลึกฉีกเนื้อผ้าและผิวหนังสด ๆ จนรอยแผลปริแตก โลหิตสีสดซึมผุดออกมาไม่ขาดสาย
อันฉิงกำหมัดทั้งสองข้างแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว กัดฟันข่มรับความทรมานแสนสาหัสเอาไว้โดยไร้ซึ่งเสียงกรีดร้องหรือเสียงสะอื้นใด ๆ เล็ดลอดออกมาแม้แต่คำเดียว
จากเด็กน้อยผู้เคยอ่อนไหว หวาดกลัว และร่ำไห้ บัดนี้นางกลับด้านชาจนไม่อาจล่วงรู้ได้อีกแล้วว่าจะต้องร้องไห้หรือเอ่ยปากร้องขอความเมตตาไปเพื่อสิ่งใด ในเมื่อสตรีตรงหน้าไม่เคยรู้จักคำว่าเมตตา
นางนั่งคุกเข่านิ่งดุจรูปสลักไร้ชีวิตท่ามกลางเพลิงไฟและรอยแส้นานถึงครึ่งคืน ปล่อยให้องค์หญิงเจาหนิงระบายอารมณ์วิปริตจนกระทั่งพอใจไปเอง
“วันนี้ข้าอารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว พอแค่นี้ก็แล้วกัน”
เจาหนิงโยนแส้หนังในมือลงบนพื้นกระดานไม้อย่างไร้ความแยแส ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องโถงลับไปพร้อมกับรอยยิ้มเย็นชา
เมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังในความมืดมิด อันฉิงค่อย ๆ ดึงเสื้อตัวเก่าขึ้นมาสวมทับแผ่นหลังที่ชุ่มไปด้วยโลหิตของตนเองอย่างยากลำบาก ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บกวาดคราบเลือดบนพื้นเรือนอย่างเชื่องช้า
ครั้นจัดการเรียบร้อยดีแล้ว นางจึงหอบหิ้วสังขารอันบอบช้ำซมซานกลับเข้าสู่ห้องพักด้านข้าง
อันฉิงข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ในขณะที่คอยประคบผ้าทำความสะอาดบาดแผลและทายาบนตัวของอันรุ่ยที่ยังคงสลบไสลอยู่อย่างเบามือที่สุด ก่อนจะค่อย ๆ เอี้ยวตัวนำยาต้มมาทาบาดแผลบนแผ่นหลังของตนเองอย่างลำบาก
อันฉิงทอดสายตามองใบหน้าอันซีดเซียวไร้เลือดฝาดของพี่สาว ก่อนที่หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นและความสงสารจับใจก็ค่อย ๆ พรั่งพรูไหลนองสองแก้มอย่างสุดกั้น
อันรุ่ยในยามนี้ไม่ได้ต่างอะไรไปจากซากศพที่มีลมหายใจ การมีชีวิตรอดอยู่ไปในแต่ละวันไม่ดีไปกว่าการถูกลงทัณฑ์ให้ตายทั้งเป็น
ภายในใจของอันฉิงยามได้เห็นพี่สาวต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างน่าอนาถเช่นนี้ บางคราวนางยังคิดว่า ไม่สู้ให้พี่สาวจากไปเสียเลยยังจะดีกว่า
ทว่ามันไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
เพราะแม้กระทั่ง ‘ความตาย’ พวกนางสองพี่น้องก็ยังไม่มีสิทธิ์เลือก หากไม่ได้รับอนุญาต!