บทที่ 11 ชีวิตอันมืดมน (2)
บทที่ 11 ชีวิตอันมืดมน (2)
บทที่ 11 ชีวิตอันมืดมน (2)
อันฉิงยังคงจำคำขู่คาดโทษอันเหี้ยมโหดขององค์หญิงเจาหนิงได้ขึ้นใจ พระองค์เคยขู่ไว้ว่าหากคนใดคนหนึ่งคิดจะปลิดชีพตนเองหรือดับสูญไป นางจะส่งคนที่เหลืออยู่ไปขายยังซ่องนางโลมชั้นต่ำที่สุด ไม่ให้ได้เห็นแม้แต่แสงตะวันหรือแสงจันทร์อีกเลยตลอดชีวิต
เด็กสาวล่วงรู้ดีว่านั่นไม่ใช่เพียงคำขู่เลื่อนลอย ทว่าองค์หญิงผู้มีอำนาจล้นฟ้าสามารถเนรมิตนรกขุมนั้นให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างแน่นอน
แค่เพียงคิดถึงอนาคตอันมืดมนที่พี่สาวจะต้องเผชิญหากนางด่วนปลิดชีพตนเองไปก่อน อันฉิงก็หวาดกลัวเกินกว่าจะกล้าจบชีวิตตนเอง
ไม่ใช่เพราะนางกลัวความตาย ทว่านางไม่อาจทอดทิ้งให้อันรุ่ยต้องเผชิญหน้ากับนรกขุมใหม่เพียงลำพังได้!
แต่หากนางเลือกที่จะเป็นผู้ลงมือปลิดชีพอันรุ่ย เพื่อปลดปล่อยพี่สาวจากความทุกข์ทรมาน ตัวนางเองก็ยังไม่มีความกล้ามากพอ อีกทั้งนางยังหวาดกลัวการต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกใบนี้เพียงลำพังเช่นเดียวกัน
เด็กสาวกุมมือน้อยอันเย็นชืดของพี่สาวไว้แน่น ในใจเต็มไปด้วยความขมขื่นอัดแน่น นางอยากจะเดินทางจากโลกใบนี้ไปพร้อมกับพี่สาว อยากหลุดพ้นไปจากนรกบนดินอันโหดร้ายแห่งนี้พร้อมกัน ทว่านางก็ไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้เลย
เนื่องจากเหล่าองครักษ์เงาขององค์หญิงที่แฝงตัวสอดส่องอยู่รอบเรือนลับแห่งนี้ ย่อมไม่มีวันยินยอมเปิดโอกาสให้พวกนางได้ลงมือปลิดชีพกันเองเป็นอันขาด
ในท้ายที่สุด ทั้งอันฉิงและอันรุ่ย ต่างก็ทำได้เพียงกอดกันไว้ กล้ำกลืนก้อนความแค้นแน่นอก และยอมรับชะตากรรมอันแสนโหดร้ายที่องค์หญิงเจาหนิงลิขิตไว้ให้อย่างสิ้นหวัง...
ในทุกวันหลังผ่านการทรมานอันเหี้ยมโหด แม่นมหลิ่วจะเป็นผู้รับหน้าที่นำเทียบยาสมุนไพรและของบำรุงตามสั่งของหมอหลวงมามอบให้แก่สองพี่น้องถึงห้องพักในเรือนลับท้ายจวนเสมอ ทว่าในวันนี้ แม่นมหลิ่วกลับไม่อาจก้าวมาที่เรือนลับแห่งนี้ได้ เนื่องจากใกล้ถึงวันคล้ายวันเกิดของคุณชายกู้จิ่นหยาง แก้วตาดวงใจขององค์หญิงและท่านราชครูนั่นเอง
บรรยากาศทั่วทั้งจวนสกุลกู้อันกว้างใหญ่จึงเต็มไปด้วยความครึกครื้นและวุ่นวายปั่นป่วนกับการจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่อลังการ บ่าวรับใช้ในจวนถูกเกณฑ์ไปช่วยงานจนแทบไม่พอใช้งาน กระทั่งสาวใช้ประจำจวนลับก็ยังถูกดึงตัวออกไปช่วยงานเบื้องหน้า
ด้วยเหตุนี้ แม่นมหลิ่วจึงฝากความผ่านข้ารับใช้ร่างใหญ่ผู้เฝ้าประตูทางเข้าออกจวนลับให้มาสั่งการแก่อันฉิง ให้เด็กเดินทางไปนำเทียบยาและของบำรุงที่เรือนหลักขององค์หญิงเจาหนิงด้วยตนเอง ด้วยเห็นว่าเด็กสาวสงบปากสงบคำและว่าง่าย อีกทั้งประตูทางเข้าออกยังมีองครักษ์เงาเฝ้าดักอยู่อย่างหนาแน่น ย่อมไม่มีทางที่เด็กน้อยผู้นี้จะคิดหลบหนีไปได้แน่นอน
อันฉิงเมื่อได้รับคำสั่ง นางจำใจต้องรับคำและก้าวเท้าเดินออกจากประตูจวนลับแต่โดยดี
และนี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีเต็ม ที่นางได้ก้าวพ้นธรณีประตูมืดมิดของขุมนรกท้ายจวน ออกมาสัมผัสแสงตะวันและได้ก้าวเข้าสู่จวนสกุลกู้อีกครั้ง
“รีบไปแล้วก็รีบกลับมาเสีย! หากภายในสองเค่อ เจ้ายังไม่เดินกลับเข้าประตูนี้มา คงรู้นะว่าพี่สาวของเจ้าที่นอนซมอยู่ข้างในจะต้องโดนสิ่งใดแทน!”
องครักษ์เงาเอ่ยตวาดเสียงเข้มอย่างคาดโทษ หลังจากดึงสลักเปิดประตูไม้เชื่อมทางด้านหลังจวนให้เด็กสาวก้าวผ่าน
อันฉิงไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดตอบกลับ นัยน์ตากลมโตที่เคยสุกสว่างบัดนี้หมองมัวและว่างเปล่า นางรู้แจ้งดีแก่ใจว่าตนเองควรต้องปฏิบัติตนอย่างไร
นางไม่กล้าแม้แต่จะริอ่านคิดเรื่องหลบหนี หรือเปล่งเสียงเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากผู้ใดในจวนแห่งนี้เลยสักนิด ด้วยประสบการณ์ตลอดสี่ปีตอกย้ำให้นางรู้ชัดว่าอำนาจขององค์หญิงเจาหนิงนั้นมีมากล้นฟ้าเพียงใด และไม่มีใครกล้าพอที่จะต่อกรหรือคิดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกนางอย่างแน่นอน
อีกทั้งหากนางทำสิ่งใดผิดพลาดเพียงนิด ผลลัพธ์ย่อมตกไปลงที่อันรุ่ย พี่สาวผู้เป็นดวงใจเพียงหนึ่งเดียวของนางอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นอันฉิงจึงก้มหน้าก้มตา เร่งรัดก้าวเท้าสั้น ๆ มุ่งตรงไปยังเรือนหลักขององค์หญิงเจาหนิงอย่างไม่รอช้า ร่างเล็กแทรกกายผ่านซุ้มประตูไม้คดเคี้ยว ไร้ซึ่งความคิดความสนใจที่จะเงยหน้าขึ้นทอดสายตามองดูประทีปโคมไฟสีชาด หรือสิ่งประดับตกแต่งหรูหราที่แปรเปลี่ยนไปในจวนใหญ่เลยแม้แต่น้อย
เด็กสาวเพียงแต่เดินก้มหน้า มุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวตามเส้นทางสายเก่าในจินตนาการ ยามเมื่อครั้งที่นางและมารดายังคงทำงานปัดกวาดอยู่ในจวนใหญ่แห่งนี้
เมื่อเร่งก้าวเท้ามาถึงหน้าเรือนหลักขององค์หญิงเจาหนิง อันฉิงก็ตรงเข้าแจ้งแก่สาวใช้ผู้ดูแลเรือนว่าเดินทางมารับเทียบยาและของบำรุงตามคำสั่งของแม่นมหลิ่ว ทว่าเพราะผู้คนทั่วทั้งเรือนกำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณชายน้อย สาวใช้นางนั้นจึงเพียงแค่ควานหาเทียบยาแล้วพับส่งให้อันฉิงอย่างรีบร้อน
“นี่! เอาไปเสีย! ส่วนของบำรุงยังไม่ได้จัดเตรียมไว้ให้ เสร็จสิ้นงานเลี้ยงฉลองแล้วข้าค่อยส่งคนนำตามไปให้ทีหลัง!” กล่าวจบ สาวใช้นางนั้นก็หมุนตัววิ่งแยกย้ายไปทำงานอื่นทันที
อันฉิงทอดสายตามองเทียบยาที่ยับยู่ยี่ในมือน้อย ๆ ของตนครู่หนึ่ง ก่อนจะบรรจงพับซ่อนเก็บไว้ในสาบอกเสื้ออย่างมิดชิด
โดยปกติแล้ว แม่นมหลิ่วจะคอยนำเทียบยาที่หมอหลวงเขียนไว้ นำส่งให้บ่าวชายประจำเรือนลับออกไปกว้านซื้อยาสมุนไพรจากร้านยานอกจวนสกุลกู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตรวจสอบยอดการเบิกใช้ยาปริมาณมากภายในจวนที่อาจสะกิดใจผู้คน ดังนั้นหน้าที่ของอันฉิงในยามนี้คือการเร่งนำเทียบยานี้กลับไปมอบให้องครักษ์เฝ้าประตูจัดการต่อให้เรียบร้อย
เด็กสาวรีบหมุนกาย เดินเร่งรัดก้าวเท้ากลับสู่เรือนลับท้ายจวนทันที
ทว่าในระหว่างที่นางกำลังก้าวเดินอย่างเร่งร้อนอยู่นั้น ตรงหัวมุมระเบียงไม้คดเคี้ยว กู้จิ่นหยางในวัยสิบสี่ปี ก็เดินเลี้ยวสวนทางมาพอดี
ตุบ!
“โอ๊ย!”
ร่างเล็กของอันฉิงล้มเซลงไปกองกับพื้นไม้ตามแรงปะทะ แขนเสื้อตัวหนาพลันร่นขึ้นไปถึงข้อศอกอย่างไม่ทันระมัดระวัง
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
เสียงนุ่มนวลแฝงไว้ด้วยความตกใจดังขึ้น กู้จิ่นหยางในอาภรณ์หรูหรางดงามรีบย่อกายลง ยื่นมือหมายจะช่วยประคองเด็กสาวให้ลุกขึ้น ทว่าในตอนนั้นเอง สายตาของเด็กหนุ่มก็พลันปะทะเข้ากับรอยแผลไหม้พุพองและรอยกรีดฉกรรจ์นับไม่ถ้วนบนท่อนแขนซ้ายของเด็กสาว
นัยน์ตาคมพลันฉายแววประหลาดใจและสับสนยิ่งนัก ทว่ากู้จิ่นหยางก็ยังคงยื่นมือประคองร่างของอันฉิงให้ลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนโยน
ยามเมื่ออันฉิงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย นางก็จดจำใบหน้าคมคายนี้ได้ในทันใด
เขาคือคุณชายน้อยกู้จิ่นหยาง ผู้ที่เคยหยิบยื่นขนมหวานแบ่งปันให้นางกินด้วยรอยยิ้มสดใสเมื่อครั้งอดีต ทว่าในยามนี้ คุณชายน้อยกลับจดจำนางไม่ได้เลยสักนิด เขามองเห็นนางเป็นเพียงสาวใช้คนหนึ่งในจวนใหญ่เท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น น้ำใจและความโอบเอื้ออารีที่เขามีให้บ่าวรับใช้ ก็ยังคงไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“คารวะคุณชาย...บ่าว...บ่าวไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือช่วย”
อันฉิงรีบก้มหน้าก้มตาย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม พลางเร่งรัดก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างจากเขาในทันที
ทว่ากู้จิ่นหยางกลับไม่ได้ใส่ใจท่าทีตื่นกลัวนั้น เด็กหนุ่มก้าวขยับเข้ามาใกล้นางอีกหนึ่งก้าว เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงตามปกติ
“บาดแผลพุพองมากมายบนแขนของเจ้า ได้มาจากสิ่งใดกัน เจ็บมากหรือไม่?”
เด็กหนุ่มเอ่ยถามพลางจ้องมองด้วยความสงสาร ทว่าอันฉิงกลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยความจริงออกไปได้เลยแม้แต่คำเดียว นางทำได้เพียงก้มหน้าชิดอก เม้มริมฝีปากแน่นหนา นิ่งเงียบไม่ยอมปริปาก
“เหตุใดเจ้าจึงไม่เอ่ยสิ่งใดเล่า หากมีเรื่องเดือดร้อนอันใด เจ้าบอกข้าได้นะ หรือหากมีผู้ใดในจวนกล้าข่มเหงรังแกเจ้า ข้าจะช่วยจัดการลงโทษให้เอง”
กู้จิ่นหยางผู้ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี มักจะใส่ใจและมีเมตตาต่อบ่าวข้ารับใช้ทุกคนเสมอ ทำให้เขาเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งจวน ซึ่งในสายตาของเขา อันฉิงก็เป็นเพียงสาวใช้ตัวน้อยของสกุลกู้ที่เขาต้องคอยสอดส่องดูแลให้ดีไม่ต่างจากผู้อื่น การที่เขาเอ่ยถามด้วยความห่วงใยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
“บ่าว...บ่าวขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
อันฉิงตัดบทเสียงสั่น เร่งหมุนกายหมายจะวิ่งกลับจวนลับ ทว่ากู้จิ่นหยางกลับเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อน! เจ้ารอก่อนสิ!”
กู้จิ่นหยางยื่นมือไปคลำหาของบางอย่างที่ถุงหอมข้างเอว ก่อนจะหยิบตลับยาขี้ผึ้งสมุนไพรชั้นดีออกมา แล้วยื่นส่งให้เด็กสาวเบื้องหน้า
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าไม่อยากบอกข้าก็ไม่เป็นไร เอายาตลับนี้ไปใช้เสียเถิด ยานี้สมานแผลได้ดีนัก สามารถช่วยบรรเทาอาการแผลพุพองบนแขนของเจ้าได้ ต่อไปก็จงระมัดระวังตัวให้มาก อย่าให้ตนเองบาดเจ็บเช่นนี้อีกเล่า”