บทที่ 12 ไออุ่นที่ไม่ได้รับมาเนิ่นนาน (1)
บทที่ 12 ไออุ่นที่ไม่ได้รับมาเนิ่นนาน (1)
บทที่ 12 ไออุ่นที่ไม่ได้รับมาเนิ่นนาน (1)
อันฉิงได้ฟังถ้อยคำนุ่มนวลนั้น ก้อนความแค้นและความขมขื่นก็พลันพุ่งขึ้นจุกอก นางเม้มริมฝีปากแน่น ส่ายหน้ารัวเป็นการปฏิเสธโดยไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่ากู้จิ่นหยางกลับคว้ารวบมือน้อยของนางขึ้นมา แล้วยัดตลับยาขี้ผึ้งใส่ลงในฝ่ามือของอันฉิงอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ
“เจ้ารับไว้เถิด อย่าได้เกรงใจไปเลย ยาเช่นนี้ข้ายังมีอยู่อีกมากมาย ให้เจ้าแค่ตลับเดียวไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด หากมีคนนอกมาเห็นสาวใช้สกุลกู้มีบาดแผลเต็มตัวเช่นนี้ เดี๋ยวจะหาว่าสกุลกู้ของเราดูแลบ่าวรับใช้ไม่ดีเอาได้”
เด็กหนุ่มทอดสายตามองเด็กสาวด้วยความเอ็นดู ยามเห็นนางยังเด็กนัก เขาจึงหยิบห่อขนมหวานที่ตนถือติดมือออกมายื่นส่งให้อันฉิงอีกข้างหนึ่ง ครั้นเห็นนางทำท่าทีขัดเขินไม่ยอมรับ กู้จิ่นหยางจึงจัดการยัดห่อขนมใส่มืออีกข้างของนางทันที พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนประหนึ่งพี่ชาย
“ขนมนี่ก็มอบให้เจ้า อย่างไรเสียวันนี้ข้าก็กินไม่หมดอยู่ดี อีกอย่าง ห่อนี้ข้ายังไม่ได้แกะเลยด้วย ไม่นับว่าเป็นของเหลือหรอกนะ เอากลับไปแบ่งกับคนอื่น ๆ กินเถิด อย่าได้เกรงใจเลย แล้วก็อย่าลืมทายาทุกวันเล่า จะได้หายไว ๆ หากยาหมดแล้ว เจ้าก็แวะไปเอาที่เรือนของข้าได้เสมอ”
กล่าวจบ เด็กหนุ่มก็ระบายรอยยิ้มอันอบอุ่นส่งให้นาง ก่อนจะหมุนกายก้าวเดินแยกตัวจากไปอย่างอารมณ์ดี
อันฉิงเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มอันสว่างไสวนั้นพอดี นางทอดสายตามองตามแผ่นหลังของคุณชายกู้จิ่นหยางไปจนกระทั่งร่างของเขาลับสายตา ก่อนจะก้มลงทอดสายตามองตลับยาขี้ผึ้งและห่อขนมหวานในมือน้อยทั้งสองข้างด้วยความรู้สึกสับสน
อันฉิงกำตลับยาและห่อขนมไว้แน่น ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินกลับเข้าสู่จวนลับด้านหลังในเงามืดอีกครั้ง
ยามเมื่ออันฉิงก้าวเท้ากลับมาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูไม้บานหนาของจวนลับ เด็กสาวก็หยิบเทียบยาที่พับซ่อนในสาบอกเสื้อ ยื่นส่งให้แก่องครักษ์เงาผู้เฝ้าประตูโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียว ร่างเล็กก้าวผ่านธรณีประตูอย่างเงียบเชียบ ตรงเข้าสู่ห้องพักของตนเองในทันที
อันฉิงบรรจงวางตลับยาขี้ผึ้งสมานแผลและห่อขนมหวานลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่า ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทีเฉยชา ทว่าสายตาของนางกลับค่อย ๆ เหลือบมองตรงไปยังร่างของอันรุ่ยผู้เป็นพี่สาว ซึ่งยังคงนอนสลบไสลไร้สติอยู่บนเตียงนอนยามนี้
ดวงตาของอันฉิงทอดมองพี่สาวอยู่นาน ก่อนที่เด็กสาวจะค่อย ๆ เบือนสายตากลับมาจับจ้องตลับยาและห่อขนมทั้งสองชิ้นเบื้องหน้าอีกครา
นางยังคงจดจำภาพในอดีตได้ดี ยามเมื่อครั้งที่พวกนางสามแม่ลูกยังคงเป็นเพียงบ่าวรับใช้ในจวนสกุลกู้ คุณชายน้อยกู้จิ่นหยางผู้นี้ก็มักจะหยิบยื่นขนมหวานให้นางกินอยู่บ่อยครั้ง
นางคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่า แม้เวลาจะหมุนเวียนผ่านพ้นไปเนิ่นนานถึงสี่ปีเต็ม ทว่ากู้จิ่นหยางก็ยังคงปฏิบัติตนต่อสาวใช้ชั้นต่ำด้วยความอบอุ่นและให้เกียรติเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ทันใดนั้นเอง นัยน์ตากลมโตที่เคยว่างเปล่าและดำมืดของอันฉิงพลันสั่นสะท้านขึ้นมาโดยที่นางเองก็ไม่ทันรู้ตัว...
ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้ว ที่นางไม่เคยได้รับการใส่ใจหรือถามไถ่เช่นนี้?
นานเท่าใดแล้วกันที่ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยถามนางว่าเจ็บปวดหรือไม่?
และเนิ่นนานเพียงใดแล้ว ที่ไม่มีใครสักคนยื่นมือมามอบความห่วงใยให้แก่นางโดยไร้ซึ่งผลประโยชน์?
ความหวังดีและความอบอุ่นอ่อนโยนอันบริสุทธิ์เช่นนี้ นางไม่เคยได้สัมผัสมาเนิ่นนานเหลือเกิน แม้ว่าสำหรับกู้จิ่นหยางแล้ว มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เขาหยิบยื่นให้แก่บ่าวรับใช้ทุกคนตามนิสัยประจำตัวก็ตาม
ทว่าสำหรับเด็กสาวผู้จมปลูกอยู่ในขุมนรกตลอดสี่ปีเต็มอย่างอันฉิง สิ่งนี้กลับทำให้นางรู้สึกถึงไออุ่นอันแสนอ่อนโยนที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ
หลังจากที่ต้องทนกัดฟันรับความเย็นชา ความทรมาน และความด้านชามาเนิ่นนาน นานเสียจนกระทั่งนางเองก็ลืมเลือนไปหมดแล้วว่า ความรู้สึกของการถูกห่วงใยในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้น มันอบอุ่นและมีค่าถึงเพียงนี้...
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อันฉิงก็ไม่เคยได้ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูจวนลับอีกเลย นางยังคงรับหน้าที่เป็นกระสอบทรายมนุษย์รองรับอารมณ์วิปริตแทนพี่สาวอยู่เสมอ ยิ่งวันใดที่องค์หญิงเจาหนิงนึกสนุกขึ้นมา พระองค์ก็รับสั่งให้ลากตัวสองพี่น้องมาทรมานพร้อมกัน
ยามเมื่ออันรุ่ยที่ร่างกายบอบช้ำหนักหมดสติไป บ่าวชายก็ลากร่างไร้สติไปทิ้งไว้ในห้องพัก ในขณะที่อันฉิงยังคงต้องคุกเข่ารองรับโทสะและคมแส้จนกว่าองค์หญิงจะพอใจไปตลอดทั้งคืน
และในคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน อันฉิงถูกเรียกตัวมาทุบตีและทรมานดังเช่นคราวเดิม ทว่าตลอดสองสามวันที่ผ่านมา องค์หญิงดูจะมีความหงุดหงิดตึงเครียดยิ่งกว่าปกติ โทสะจึงถูกระบายลงบนเรือนร่างของอันฉิงอย่างหนักหน่วงไม่ยั้งมือ
หลังจากที่องค์หญิงเจาหนิงระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว นางจึงสั่งให้อันฉิงไปรับเทียบยาที่เรือนหลักด้วยตนเองในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากแม่นมหลิ่วต้องเดินทางไปจัดการธุระด้านนอก
เมื่อรุ่งสางมาเยือน อันฉิงก็ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าไปยังจวนสกุลกู้อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองในรอบหลายเดือนที่นางได้ออกมารับยาด้วยตนเอง
เด็กสาวก้าวเท้าลัดเลาะไปตามระเบียงไม้สายเดิมที่เคยผ่านเมื่อครั้งก่อน ทว่าการถูกทรมานติดต่อกันอย่างหนักตลอดหลายคืน ทำให้นางแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะขยับขยายกาย ร่างบางเดินเซสั่นเทา ทุกก้าวที่เหยียบย่ำบาดลึกถึงบาดแผลฉกรรจ์ใต้อาภรณ์
ทว่าเพราะความกังวลว่าหากตนไม่มารับเทียบยา พี่สาวที่นอนซมก็จะไม่ได้รับการรักษาตรงเวลา อันฉิงจึงกัดฟันฝืนทน พาร่างกายอันบอบช้ำมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล
ในระหว่างทางตรงหัวมุมระเบียงเลี้ยว นางก็พลันสวนเข้ากับกู้จิ่นหยางที่เพิ่งก้าวเดินออกมาจากเรือนหลักขององค์หญิงเจาหนิงพอดี อันฉิงรีบย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม ก้มหน้าต่ำดังที่ข้ารับใช้ทั่วไปปฏิบัติต่อผู้เป็นนาย
ทว่าในครานี้ ยามเมื่อกู้จิ่นหยางทอดสายตามองเด็กสาวเบื้องหน้า เขากลับจดจำดวงตากลมโตและใบหน้าซูบผอมของนางได้ในทันที เด็กหนุ่มจึงเอ่ยทักทายนางก่อนพร้อมรอยยิ้มบาง
“เป็นเจ้านี่เอง บาดแผลพุพองของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? หายดีแล้วหรือยัง?”
“ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายที่เป็นห่วง” อันฉิงเอ่ยตอบเพียงถ้อยคำสั้น ๆ พลางก้มหน้าชิดอกดังเดิม
กู้จิ่นหยางพิศมองใบหน้าซีดเซียวไร้เลือดฝาดและร่างกายสั่นเทาของเด็กสาวด้วยความฉงน เขาสังเกตได้ทันทีว่านางคงยังไม่หายดี หรือไม่เช่นนั้นก็อาจกำลังล้มป่วยหนัก ทว่าเขาก็จดจำได้ดีว่าสาวน้อยผู้นี้เป็นคนพูดน้อยและมักซ่อนตัว หากถามไถ่ไปตรง ๆ นางก็คงไม่ยอมปริปากบอกความจริงอยู่ดี
“เจ้าตามข้าไปที่เรือนหน่อยสิ” กู้จิ่นหยางเอ่ยบอกแกมบังคับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อันฉิงที่ยังคงก้มหน้านิ่งมองพื้นไม้ รู้สึกแปลกใจและตื่นตระหนกยิ่งนักที่คุณชายเอ่ยชวนให้ติดตามไป ทว่านางเหลือเวลาไม่มากในการกลับเรือนลับ อีกทั้งยังต้องเร่งไปนำเทียบยาจากเรือนองค์หญิงตามคำสั่ง นางจึงรีบเอ่ยปากปฏิเสธเขาโดยพลัน
“คุณชายมีเรื่องอันใดจะสั่งการบ่าวหรือเจ้าคะ? บ่าวยินดีรับฟัง ทว่าบ่าวยังต้องไปนำเทียบยาสำคัญที่เรือนขององค์หญิง คงไม่สะดวกติดตามคุณชายไปเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินถ้อยคำบ่ายเบี่ยง กู้จิ่นหยางก็ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“ไม่นานหรอก เจ้าตามข้ามาเถิด...”
เด็กหนุ่มไม่เปิดโอกาสให้อันฉิงได้เอื้อนเอ่ยปฏิเสธอีกเป็นคราที่สอง เขายื่นฝ่ามืออันอบอุ่นคว้าจับข้อมือเล็ก ๆ อันสั่นเทาของนางไว้แน่น แล้วออกแรงจูงประคองให้เด็กสาวก้าวเดินตามตนเองมุ่งตรงไปยังเรือนพักส่วนตัวทันที