LNCrawler

บทที่ 12 ไออุ่นที่ไม่ได้รับมาเนิ่นนาน (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 12 ไออุ่นที่ไม่ได้รับมาเนิ่นนาน (2)

บทที่ 12 ไออุ่นที่ไม่ได้รับมาเนิ่นนาน (2)

การกระทำเช่นนี้ สำหรับกู้จิ่นหยางแล้ว เขาไม่ได้คิดสิ่งใดเกินเลย นอกเสียจากเห็นว่าอันฉิงยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อย จึงปฏิบัติต่อนางประหนึ่งน้องสาวคนหนึ่ง ไร้ซึ่งความถือตัวหรือมองนางเป็นเพียงข้ารับใช้ชั้นต่ำ

ทางด้านอันฉิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ยามถูกแรงมหาศาลที่มากกว่านำพาไป ร่างกายอันไร้เรี่ยวแรงก็ย่อมไม่อาจขัดขืนได้เลย นางทำได้เพียงหลุบสายตาลงต่ำ จับจ้องมองฝ่ามืออบอุ่นที่เกาะกุมข้อมือตนเองไว้ สลับกับแผ่นหลังอันสง่างามของคุณชายกู้จิ่นหยาง

ในตอนนั้นเอง ท่ามกลางความมืดมิดและนรกบนดินที่แผดเผาชีวิตนางมาเนิ่นนาน ไออุ่นจากฝ่ามือของคุณชายกลับค่อย ๆ ซึมซาบเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจของอันฉิงอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

 

เมื่อมาถึงเรือนพักส่วนตัว กู้จิ่นหยางก็จูงมือน้อยของอันฉิงเดินก้าวเข้ามาด้านในอย่างไม่รีบร้อน เด็กหนุ่มกวาดสายตาเชื้อเชิญให้นางนั่งลงพักผ่อนบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเป็นกันเอง ทว่าอันฉิงล่วงรู้ฐานะของตนดีว่าไม่ควรกระทำสิ่งใดเกินตัว นางจึงทำเพียงยืนสงบนิ่ง สำรวมกิริยาอยู่ตรงมุมห้องอย่างเงียบเชียบ

“คุณชายกลับมาแล้วหรือขอรับ?”

บ่าวรับใช้คนสนิทของเด็กหนุ่มเดินก้าวออกมาต้อนรับผู้เป็นนายตามปกติ ยามเมื่อสายตาปะทะเข้ากับเด็กสาวหน้าตาซีดเซียวที่มุมห้อง บ่าวคนสนิทก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยด้วยไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อน ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยปากถามสิ่งใดให้มากความ

กู้จิ่นหยางพยักหน้ารับคำบ่าวของตน “เจ้าช่วยไปนำของบำรุงร่างกายชั้นดีกับขนมหวานที่ข้าซื้อติดมือมาเมื่อวานมาให้ข้าทีนะ เอาของบำรุงมาให้มากหน่อยเล่า”

“ขอรับคุณชาย” บ่าวรับใช้ก้มรับคำสั่งอย่างนอบน้อมแล้วแยกตัวออกไปทันที

ในระหว่างที่รอคอยบ่าวไปนำของมาให้ กู้จิ่นหยางก็ชวนอันฉิงคุยสัพเพเหระไปด้วย เพื่อให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย

“เจ้าทำหน้าที่อยู่ที่เรือนของท่านแม่หรือ? ข้าไปเข้าเฝ้าท่านแม่ที่เรือนทุกวัน ทว่ากลับไม่ค่อยได้พบหน้าเจ้าเลย”

อันฉิงไม่ได้เอ่ยตอบอันใด เพียงแค่พยักหน้ารับคำเบา ๆ เท่านั้น

“ข้าพบหน้าเจ้าทีไร หากไม่มีบาดแผลเต็มตัว เจ้าก็มักจะมีสีหน้าซีดเซียวอยู่เสมอ เจ้ายังเด็กนัก ต้องรู้จักระมัดระวังตัวให้มากเล่า หรือว่ามีผู้ใดมอบหมายงานหนักเกินกำลังให้เจ้าทำกัน ให้ข้าช่วยพูดฝากฝังเปลี่ยนงานใหม่ที่เบากว่านี้ให้เจ้าดีหรือไม่?”

กู้จิ่นหยางเอ่ยถามด้วยความห่วงใยจากใจจริง ด้วยเห็นว่าอันฉิงยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อย หากถูกใช้งานหนักเกินไปจนล้มป่วย หากคนนอกล่วงรู้เข้า ก็อาจจะนำไปกล่าวขวัญได้ว่าสกุลกู้ไร้ความเมตตา ดูแลบ่าวไพร่ได้ไม่ทั่วถึง

“บ่าว...บ่าวไม่เป็นไรเจ้าค่ะ งานของบ่าวไม่ได้หนักหนาอันใดเลย คุณชายโปรดอย่าได้เป็นห่วง” อันฉิงเร่งเอ่ยบอกตัดบททันที

เพียงไม่นานนัก บ่าวรับใช้ก็ยกถาดใส่ขนมหวานและของบำรุงร่างกายชั้นดีจำนวนมากมามอบให้ตามคำสั่ง

“คุณชาย ได้ของมาครบถ้วนแล้วขอรับ”

กู้จิ่นหยางรับถาดของมาจากบ่าว แล้วจัดการยื่นส่งให้อันฉิงทันที พลางเอ่ยดักทางไม่ให้นางปฏิเสธถ้อยคำใดอีก

“ของพวกนี้ เจ้าจงเอากลับไปกินบำรุงร่างกายเสียนะ เจ้ายังเป็นเด็ก ย่อมต้องกินของดี ๆ เพื่อบำรุงร่างกายอีกมาก”

กล่าวจบ เด็กหนุ่มก็ยื่นมือไปประคองจับมือน้อยของอันฉิงให้โอบรับถุงของบำรุงไว้แน่นหนา ก่อนจะค่อย ๆ คลายมือออก

อันฉิงทอดสายตามองของบำรุงและขนมหวานมากมายในมือคราหนึ่ง นางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกไปตามตรง

“เหตุใดคุณชายจึงได้ใจดีกับบ่าวนักเจ้าคะ?”

กู้จิ่นหยางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เขาสบสายตากับนางแล้วเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงบริสุทธิ์ไร้เดียงสาตามความคิดอันเรียบง่ายของตน

“ก็เพราะว่าเจ้าเป็นคนของสกุลกู้อย่างไรเล่า ข้าเองก็เป็นคุณชายแห่งสกุลกู้ ย่อมมีหน้าที่ต้องคอยดูแลบ่าวไพร่ให้อยู่ดีมีสุข ยิ่งพวกเจ้าตั้งใจทำงานให้สกุลกู้ ข้าก็ยิ่งต้องใจดีและดูแลพวกเจ้าให้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน ท่านแม่ของข้าอบรมสั่งสอนข้าอยู่เสมอ ว่าข้าต้องมีจิตใจเมตตาต่อทุกคน ข้าจึงมอบความเมตตานี้ให้แก่เจ้าด้วยเช่นกัน”

ถ้อยคำบริสุทธิ์จากปากของคุณชายน้อยพลันสร้างแรงสะเทือนในใจของอันฉิงอย่างหนักหน่วง

ท่านแม่สั่งสอนให้มีเมตตาอย่างนั้นหรือ?

ถ้อยคำนี้ช่างย้อนแย้งขัดกับปีศาจร้ายอย่างองค์หญิงเจาหนิงยิ่งนัก!

ทว่าอันฉิงก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับรู้ นิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ ก่อนจะย่อกายขอตัวกลับไปทำภารกิจที่เรือนองค์หญิง

หลังจากที่นางก้าวพ้นธรณีประตูเรือนพักของคุณชายมาแล้ว อันฉิงก็พลันหยุดเท้า หมุนกายหันกลับไปทอดสายตามองเรือนหลังนั้นอีกครั้งด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ นัยน์ตาที่เคยหม่นหมองและว่างเปล่า บัดนี้กลับทอประกายคล้ายมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครา

แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยว่าสิ่งที่มอบให้เป็นเพียงหน้าที่ของคุณชายสกุลกู้ และไม่ได้คิดสิ่งใดเกินเลยก็ตาม ทว่าสำหรับเด็กสาวผู้จมปลูกอยู่ในนรกมืดมิดตลอดหลายปี ความโอบเอื้ออารีอันอบอุ่นที่คุณชายมอบให้ กลับเป็นดั่งมือที่ยื่นลงมาฉุดดึงนางขึ้นมาจากความสิ้นหวังและความมืดมนที่กัดกินหัวใจ

เปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่สาดส่องเข้ามาในชีวิตอันมืดมนของนาง...

หลังจากนั้น อันฉิงจึงเร่งรัดก้าวเท้าเดินทางไปยังเรือนหลักขององค์หญิงเจาหนิง นำเทียบยาและของบำรุงตามสั่งมาถือไว้ แล้วรีบเร่งก้าวเดินกลับคืนสู่จวนลับด้วยหัวใจที่กลับมีความหวังอีกครั้ง

 

ตกดึกของคืนเดียวกัน องค์หญิงเจาหนิงยังคงเสด็จมายังจวนลับ และสั่งให้ลากตัวอันฉิงเข้ามารับการลงทัณฑ์ระบายอารมณ์ดังเช่นคราวเดิม ด้วยในช่วงเวลานี้ อันรุ่ยบอบช้ำหนักจนพิษแผลกำเริบจนต้องนอนซมไร้สติพักรักษาตัวไปอีกหลายวัน อันฉิงจึงกลายเป็นเหยื่อรองรับอารมณ์หลักที่นางใช้ระบายโทสะ

เจาหนิงมักจะคิดหาวิธีการทรมานรูปแบบใหม่มาทรมานอันฉิงอยู่เสมอ ทว่าเพราะเด็กสาวเอาแต่นั่งคุกเข่านิ่ง ยอมรับรอยแส้และบาดแผลอย่างด้านชา ไม่ยอมแผดเสียงกรีดร้อง คร่ำครวญ หรือเอ่ยปากร้องขอชีวิตดังเช่นผู้อื่น สิ่งนี้จึงทำให้เจาหนิงเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและหงุดหงิดยิ่งนัก

“วันนี้ช่างน่าเบื่อเสียจริง!”

เจาหนิงบ่นพึมพำออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว นางโยนแส้หนังขาดวิ่นที่ใช้ฟาดอันฉิงลงบนพื้นกระดานไม้อย่างไม่แยแส

“องค์หญิงจะทรงให้นำตัวสาวใช้คนอื่นมาแทนหรือไม่เพคะ?”

สาวใช้คนสนิทเอ่ยถามอย่างรู้ใจ องค์หญิงเจาหนิงจึงพยักหน้าตอบรับแทนคำสั่งการ

เมื่อเห็นดังนั้น อันฉิงผู้รู้หน้าที่ของตนเป็นอย่างดี จึงจัดการก้มลงดึงเสื้อผ้าขึ้นมาสวมทับแผ่นหลังเปรอะเลือด แล้วเริ่มลงมือเก็บกวาดคราบโลหิตบนพื้นห้องให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมสำหรับเหยื่อรายต่อไป

“เดี๋ยวก่อน...”

เสียงเย็นชาขององค์หญิงเจาหนิงรั้งเท้าอันฉิงไว้ก่อนที่นางจะก้าวพ้นประตู อันฉิงรีบหมุนกายเดินกลับมาทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้าอย่างนอบน้อม

“เอาล่ะ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าสั่งให้เจ้าเป็นผู้รับหน้าที่เดินทางไปนำเทียบยาแทนแม่นมหลิ่วที่เรือนหลัก ทั้งเทียบยาของพวกเจ้าสองพี่น้อง และเทียบยารักษาสำหรับของเล่นชิ้นอื่น ๆ ของข้าด้วย”

“เพคะ องค์หญิง”

เด็กสาวเอ่ยรับคำสั่งอย่างว่าง่ายและสงบนิ่ง ก่อนจะขอตัวเดินแยกกลับเข้าสู่ห้องพักด้านข้างไป

องค์หญิงเจาหนิงปรายสายตามองตามแผ่นหลังซูบผอมของอันฉิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจสาวใช้ดวงตกคนใหม่ที่ถูกลากตัวเข้ามาทรมาน

การที่นางยินยอมให้อันฉิงก้าวเดินเข้าออกจวนสกุลกู้ได้อย่างอิสระนั้น ก็ด้วยเพราะเห็นว่าเด็กสาวผู้นี้สงบปากสงบคำ ว่าง่าย ไม่คิดหนี และทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดไร้ซึ่งท่าทีพยศใด ๆ นางจึงวางใจในตัวอันฉิงระดับหนึ่ง

การมอบหมายภารกิจนี้ให้อันฉิงจัดการ จึงเป็นการช่วยลดภาระงานของแม่นมหลิ่วไปในตัวอีกด้วย