บทที่ 13 นรกขุมใหม่ (1)
บทที่ 13 นรกขุมใหม่ (1)
บทที่ 13 นรกขุมใหม่ (1)
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อันฉิงจึงได้รับสิทธิ์ในการเดินทางเข้าออกระหว่างจวนลับกับจวนสกุลกู้ได้อิสระมากยิ่งขึ้น
และในทุก ๆ คราวที่นางก้าวเท้าเดินทางไปรับเทียบยาสมุนไพรหรือของใช้จำเป็นที่เรือนหลักขององค์หญิง นางก็มักจะได้พบเจอกับกู้จิ่นหยางบ่อยครั้งยิ่งขึ้น
ในทุก ๆ คราที่คุณชายทอดสายตาเห็นนาง เขาก็มักจะเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น พร้อมทั้งเอ่ยปากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบด้วยความห่วงใยเสมอ และจัดเตรียมห่อขนมหวานรสเลิศยัดใส่มือ ของนางอยู่ร่ำไป
เรื่องราวหมุนเวียนไปเช่นนั้นเรื่อยมา จนนานวันเข้า ในบางคราว อันฉิงกลับกลายเป็นฝ่ายก้าวไปหยุดยืนแอบรอคอยอยู่ตรงมุมระเบียงไม้คดเคี้ยว เพียงเพื่อให้ได้ทอดสายตามองเห็นหน้าเขาแทน
แม้นางจะไม่ได้สนทนากับเขามากนัก ทว่าเพียงแค่ได้รับการเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หรือได้รับห่อขนมหวานจากมืออบอุ่นของคุณชายน้อย ก็ทำให้อันฉิงรู้สึกถึงความอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างท่วมท้นแล้ว
ในบางครั้ง เด็กสาวก็ทำเพียงแอบทอดสายตามองดูเขาอยู่ห่าง ๆ จากร่มเงาไม้ โดยที่กู้จิ่นหยางไม่ได้ล่วงรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่า รอยยิ้มและความเอื้ออารีอันบริสุทธิ์ของเขานั้น ได้กลายเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวในชีวิตอันมืดมนของนางไปเสียแล้ว
ซึ่งสิ่งเล็ก ๆ นี้เอง ที่คอยประคับประคองชุบเลี้ยงหัวใจอันแหลกสลายของอันฉิงให้ยังมีแรงปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดต่อไปในทุก ๆ วัน...
หลายวันต่อมา หลังจากที่องค์หญิงเจาหนิงไม่ได้มายังจวนลับ และไม่ได้เรียกตัวอันรุ่ยกับอันฉิงไปพบเป็นเวลานานพอสมควร ในค่ำคืนนี้ บานประตูห้องพักก็พลันถูกผลักเปิดออก สาวใช้ก้าวเข้ามาสั่งการให้สองพี่น้องก้าวตามไปพบองค์หญิงที่ห้องโถงข้างเคียงพร้อมกัน ทั้งสองจึงยันกายลุกเดินตามออกไปอย่างว่าง่าย
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถงอับชื้น ภาพเบื้องหน้าคือองค์หญิงเจาหนิงที่ประทับนั่งรอคอยอยู่อย่างหงุดหงิด เด็กสาวทั้งสองไม่รอช้า ก้าวตรงไปทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้าของสตรีสูงศักดิ์โดยไม่ต้องรอให้ออกปากสั่งการ
พวกนางบรรจงปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากเรือนร่างพร้อมกันอย่างไม่รู้สึกเกรงกลัวหรืออับอายใด ๆ อีกต่อไป อันรุ่ยนั่งเหม่อลอย นัยน์ตาว่างเปล่าไร้สติรับรู้เรื่องราว ในขณะที่อันฉิงทำเพียงก้มหน้าลงต่ำ รอคอยให้อีกฝ่ายลงทัณฑ์ทรมานได้ตามใจชอบ
องค์หญิงเจาหนิงที่มองเห็นกิริยาด้านชาไร้ชีวิตเหล่านั้นก็รู้สึกขัดใจยิ่งกว่าเดิม นางผุดลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปรับแส้หนังจากสาวใช้ ก่อนจะตวัดฟาดใส่เรือนร่างเปลือยเปล่าของสองพี่น้องอย่างสุดกำลัง ทว่ายามเห็นเด็กสาวทั้งสองไม่ยอมปริปากร้องไห้คร่ำครวญ หรือร้องขอชีวิต เพลิงโทสะและความหงุดหงิดในใจก็ยิ่งทวีคูณขึ้น
“ข้าคงจะใจดีกับพวกเจ้ามากเกินไปสินะ พวกเจ้าถึงไม่รู้จักวิธีการทำให้ข้าสนุก!” เจาหนิงเอ่ยด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุด
“ช่างเถิด! ข้าเบื่อพวกเจ้าสองคนเต็มทีแล้ว! ไสหัวไปให้พ้นสายตาข้า ไปลากตัวสาวใช้คนอื่นมาแทน!”
เจาหนิงสะบัดมือไล่พวกนางให้ออกไปอย่างไร้ความแยแส สาวใช้รีบเร่งลากร่างของอันรุ่ยที่สลบไสลไปเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหวกลับห้องพัก ส่วนอันฉิงทำเพียงกัดฟัน ยันกายอันบอบช้ำพยุงสังขารเดินกลับเข้าสู่ห้องพักอย่างเงียบงัน
เมื่อพาร่างของอันรุ่ยขึ้นนอนบนเตียงเสร็จสรรพ อันฉิงก็จัดการเช็ดทำความสะอาดบาดแผลและประคบยาทายาสมุนไพรให้พี่สาวอย่างเบามือ จากนั้นจึงลงมือเช็ดล้างบาดแผลและใส่ยาให้แก่ตนเองอย่างลำบาก
ครั้นจัดการร่างกายเรียบร้อย เด็กสาวก็ค่อย ๆ ก้าวเท้า เดินไปทรุดกายลงนั่งตรงมุมห้องมืดมิด อันเป็นสถานที่ที่นางใช้ซุกซ่อนตลับยาและกล่องขนมหวานที่กู้จิ่นหยางคอยมอบให้อย่างมิดชิด
อันฉิงบรรจงแกะเปิดกล่องขนมหวานอย่างเชื่องช้า ยื่นนิ้วมืออันสั่นเทาหยิบขนมรสเลิศขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วส่งเข้าปากเคี้ยวกลืนอย่างละเมียดละไม เพื่อข่มความเจ็บปวดปานนรกบนเรือนร่าง ให้กลายเป็นความหวานอบอุ่นในจิตใจแทน
ในทุก ๆ ครั้งที่นางต้องเผชิญกับการทรมานอันโหดเหี้ยม อันฉิงมักจะนำขนมหวานที่กู้จิ่นหยางมอบให้ขึ้นมากินเสมอ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและความขมขื่นในใจที่ได้รับ
หลังจากที่องค์หญิงเจาหนิงออกจากห้องโถงทรมานด้วยอารมณ์ขุ่นมัวแล้วนั้น ในระหว่างทางที่กำลังก้าวเดินลัดเลาะไปตามระเบียงไม้อันมืดมิดเพื่อกลับคืนสู่เรือนหลัก นางก็สั่งการแก่แม่นมหลิ่วที่ก้าวเข้ามารอรับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าเบื่อของเล่นสองชิ้นนั้นเต็มทีแล้ว จงไปจัดการกำจัดทิ้งเสียให้พ้นสายตาข้า!”
“เพคะองค์หญิง” แม่นมหลิ่วก้มศีรษะรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
องค์หญิงเจาหนิงปรายสายตากลับไปมองยังทิศทางของจวนลับแวบหนึ่งด้วยนัยน์ตาเย็นเยียบ ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปโดยไม่คิดจะหันกลับมาแยแสอีกเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีนางยังคงรู้สึกเพลิดเพลินและบันเทิงใจยิ่งนักยามได้ลงมือทรมานเด็กสาวสองพี่น้องผู้น่าสงสาร ได้เห็นหยาดน้ำตา ได้ยินเสียงกรีดร้องขอชีวิต และการดิ้นรนอันสังเวช
ทว่ากาลเวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนานหลายปี ยามนี้พวกนางทั้งสองกลับไม่ได้ต่างอะไรไปจากท่อนไม้แข็งทื่อเลยสักนิด พวกนางก็แทบจะไม่แสดงปฏิกิริยาตอบสนองให้นางได้บันเทิงใจอีกต่อไปแล้ว
ในเมื่อกลายเป็นเพียงของเล่นไร้ค่าไร้ประโยชน์ ก็ไร้ซึ่งความจำเป็นใด ๆ ที่นางจะต้องสิ้นเปลืองเทียบยาและเสียเวลาเก็บรักษาชีวิตของเด็กทั้งสองไว้อีกต่อไป!
ถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องเสาะหาของเล่นชิ้นใหม่มาเล่นแทน เพื่อสร้างความบันเทิงใจและตื่นเต้นเร้าใจให้ตนอีกครา...
ตกดึกในคืนเดียวกันนั้น จู่ ๆ บานประตูห้องพักก็พลันถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ก่อนจะปรากฏร่างสูงใหญ่ขององครักษ์เงาหน้าตาโหดเหี้ยมสองนายบุกเข้ามาภายในห้องพักอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว อันฉิงสะดุ้งด้วยความตื่นตระหนกระคนตกใจ นางรีบผุดลุกขึ้นกางสองแขนยืนบังร่างของอันรุ่ยไว้เบื้องหลังในทันควัน
ทว่าด้วยกำลังอันน้อยนิดของเด็กสาววัยสิบเอ็ดปี องครักษ์ร่างใหญ่เพียงยื่นมือออกไปผลักเบา ๆ ร่างของอันฉิงก็ล้มลงไปกองกับพื้นทันที ก่อนที่องครักษ์อีกคนจะตรงเข้าไปแบกร่างของอันรุ่ยที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติขึ้นบ่า แล้วก้าวเท้าเร่งรัดพาตัวออกไปนอกห้องโดยไม่แยแสสิ่งใด
“พวกเจ้าจะทำอะไร! จะพาพี่สาวของข้าไปที่ใดกัน!”
“อย่าได้ถามมากความ! มีหน้าที่แค่ก้าวเท้าตามมาก็พอ!” องครักษ์อีกคนตวาดใส่เสียงเข้ม
“แล้วจะพาพวกเราไปที่ใดกันเล่า! พี่สาวของข้ากำลังป่วยหนักอยู่นะ!” เด็กสาวยังคงเอ่ยถามด้วยความสงสัยและร้อนใจ
“นี่เป็นรับสั่งจากองค์หญิง พวกเจ้ามีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น! จงหุบปากเสีย แล้วเดินตามมาอย่างเงียบ ๆ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไร้ความเมตตา!” องครักษ์ตวาดซ้ำด้วยความรำคาญใจ
ยามเมื่อได้ยินชื่อขององค์หญิง อันฉิงก็พลันชะงักคำพูดลงในทันใด นางจำต้องกลืนถ้อยคำซักถามลงคอ แล้วก้าวเดินตามชายฉกรรจ์ทั้งสองไปอย่างเงียบเชียบ ทว่านัยน์ตาคู่โตกลับพยายามกวาดสายตามองสังเกตตลอดสองข้างทางอย่างระแวดระวัง
ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงัดแห่งราตรีกาล อันฉิงเหลือบมองร่างของอันรุ่ยที่พาดอยู่บนบ่าขององครักษ์เป็นระยะด้วยดวงตาที่สั่นระริก
เพียงไม่นาน องครักษ์เงาก็พาสองพี่น้องมาหยุดลงตรงบริเวณบานประตูไม้ลับทางด้านหลังจวนสกุลกู้ ยามเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูออกไปก็พบกับรถม้าไม้ขนาดเล็กไร้เครื่องหมายตระกูลจอดนิ่งคอยท่าอยู่ในเงามืด องครักษ์ร่างใหญ่ไม่รอช้า แบกร่างของอันรุ่ยตรงขึ้นไปบนรถม้าทันควัน
อันฉิงเห็นดังนั้นก็พลันชะงักเท้า นัยน์ตากลมโตฉายแววหวาดผวาพลางเอ่ยถามเสียงสั่น
“จะพาพวกข้าไปที่ใดกัน?”
เด็กสาวลังเลขัดขืนไม่ยอมก้าวขึ้นรถม้า ทว่าองครักษ์กลับไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ เขากระชากร่างของอันฉิงขึ้นไปบนรถม้าอย่างไร้ความปรานี
อันฉิงรีบขยับเข้าไปกุมมือของอันรุ่ยไว้แน่น พิศมองสำรวจเรือนร่างพี่สาว ยามเห็นว่าอันรุ่ยมิมารับอันตรายเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากสลบไสลด้วยพิษไข้ นางจึงค่อย ๆ ใช้นิ้วมือแหวกผ้าม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นดูอย่างระมัดระวัง
สายตาของเด็กสาวจ้องมองไปยังร่างขององครักษ์ที่กำลังยืนกระซิบกระซาบกับหม่าเฟิง หัวหน้าพ่อบ้านใหญ่ที่ยืนซุ่มอยู่ในเงามืดห่างออกไปไม่ไกล
ขณะเดียวกันนั้น หม่าเฟิงที่เห็นสองพี่น้องถูกจับต้อนขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็ก้าวเข้ามากำชับสั่งการองครักษ์เงาทั้งสองด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้หลงเหลือร่องรอยใด ๆ ไว้ให้สืบสาวกลับมาถึงจวนได้เป็นอันขาด”
“ทราบแล้วขอรับ!”
องครักษ์รับคำสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะหมุนกายเดินกลับมาประจำหน้าที่ จากนั้นรถม้าคันเล็กจึงเริ่มเคลื่อนตัวออกจากท้ายจวนไปอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบ