บทที่ 14 การดิ้นรนของหนูตัวน้อย (1)
บทที่ 14 การดิ้นรนของหนูตัวน้อย (1)
บทที่ 14 การดิ้นรนของหนูตัวน้อย (1)
ในตอนนั้นเอง หญิงชรานางหนึ่งที่กำลังนั่งเย็บปักซ่อมแซมชุดคณิกาอยู่ตรงมุมห้องก็พลันยันกายลุกเดินตรงเข้ามาหาเด็กสาวทั้งสอง หญิงชราผู้นี้เป็นที่รู้จักมักคุ้นของเหล่าทาสและคณิกาในสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี ทุกคนต่างเรียกขานนางว่าท่านยายเฉิง
นางอาศัยและทำงานอยู่ที่นี่มาตั้งแต่วัยเยาว์จวบจนก้าวสู่วัยชรา พบเห็นผู้คนหลากหน้าหลายตามานับไม่ถ้วน ยามเมื่อทอดสายตาเห็นเด็กสาวสองพี่น้องร่างกายซูบผอม ความสงสารเวทนาก็ก่อตัวขึ้นในจิตใจ ด้วยเห็นว่าพวกนางยังเยาว์วัยเกินกว่าจะต้องมาอยู่ในนรกบนดินแห่งนี้
“พวกเจ้ามานั่งตรงนี้ก่อนสิ”
ยายเฉิงพาเด็กทั้งสองเดินไปทรุดกายลงนั่งตรงมุมห้องพัก อันฉิงเห็นว่าหญิงชราผู้นี้มีนัยน์ตาอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา ไร้ซึ่งกลิ่นอายเหี้ยมโหดดั่งคนในจวนใหญ่ นางจึงพยักหน้ารับคำ จูงมืออันรุ่ยเดินก้าวตามหญิงชราไปอย่างว่าง่าย
“พวกเจ้าชื่อแซ่อันใดกันหรือ?” ยายเฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ข้าชื่ออันฉิงเจ้าค่ะ ส่วนนี่คืออันรุ่ย พี่สาวของข้า” อันฉิงแนะนำตัว ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวง
“ท่านยายพอจะบอกข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่?”
ยายเฉิงพยักหน้ารับรู้ชื่อแซ่ของสองพี่น้อง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความสงสารและเวทนา
“พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าที่นี่คือที่ใด?”
อันฉิงทำเพียงส่ายหน้าน้อย ๆ เป็นคำตอบ ก่อนจะก้มหน้าชิดอก นิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ หญิงชราเห็นท่าทีตื่นผวาเช่นนั้นก็ยิ่งสงสารจับใจ นางยื่นมือเหี่ยวย่นไปกุมมือน้อยอันสั่นเทาของอันฉิงไว้ พลางตบหลังมือเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม
“เด็กน้อยเอ๋ย ข้าจะบอกเจ้าให้ ที่แห่งนี้มีนามว่าหอจันทราเสี้ยว ในยามกลางวัน ผู้คนภายนอกจะล่วงรู้เพียงว่าที่นี่คือเหลาน้ำชาธรรมดา ไม่ได้แตกต่างไปจากเหลาน้ำชาทั่วไป ทว่ายามเมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้า ที่แห่งนี้จะเปิดตัวเป็นซ่องนางโลมอันเลื่องชื่อที่สุดในตลาดมืด”
“ซ่องนางโลมแห่งนี้ต้อนรับแขกเหรื่อทุกประเภทอย่างไม่มีข้อจำกัด ขอเพียงมีเงินทองก็สามารถก้าวเข้ามาเสพสมสุขสมในสถานที่แห่งนี้ได้ทั้งสิ้น”
เมื่ออันฉิงได้ยินถ้อยคำอธิบาย นัยน์ตากลมโตก็พลันเบิกกว้าง นางหันกลับไปมองหน้าอันรุ่ยพร้อมสีหน้าที่ซีดเผือดลงในทันใด ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความตกใจและหวาดกลัวอย่างไม่อาจห้ามได้
เด็กสาวไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า แท้จริงแล้วองค์หญิงเจาหนิงจะทรงเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ ทรงส่งพวกนางสองพี่น้องมาสังเวชยังซ่องนางโลมตามคำขู่จริง
เดิมทีที่โดนทรมานอยู่ในจวนลับ นางคิดว่าตนเองและพี่สาวคงต้องดับสูญอยู่ที่นั่น ทว่าสุดท้ายกลับถูกลากลงสู่ขุมนรกโสมมแห่งใหม่จนได้!
“เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าอย่าได้ตกใจไปเลย” หญิงชราเอ่ยปลอบประโลม ยามเห็นเด็กสาวตัวสั่นเทา
“ยังนับว่าโชคดีนักที่พวกเจ้ายังเด็กเกินไป นายท่านจึงส่งพวกเจ้ามาที่เรือนหลัง ให้ทำงานเป็นเพียงทาสรับใช้แทน พวกเจ้ารอดพ้นจากการต้องไปแต่งตัวรับแขกพวกนั้นแล้วล่ะ”
อันฉิงได้ยินถ้อยคำยืนยันดังนั้นก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก พลางลอบมองอันรุ่ยผู้เป็นพี่สาวไปด้วย
จริงอยู่อย่างที่หญิงชราว่า ตัวนางในวัยสิบเอ็ดปียังเด็กเกินกว่าจะทำเรื่องเช่นนั้น ทว่าพี่สาวของนางในวัยสิบสี่ปี อีกไม่นานก็กำลังจะย่างเข้าสู่วัยปักปิ่นแล้ว สิ่งนี้จึงสร้างความกังวลใจแก่อันฉิงไม่น้อยเลย
ขณะเดียวกัน อันรุ่ยกลับทำเพียงนั่งนิ่งเงียบ นัยน์ตาเหม่อลอย ไร้ซึ่งสติรับรู้หรือเข้าใจในสิ่งที่คนทั้งสองกำลังสนทนากันเลยแม้แต่น้อย นางจะโต้ตอบเพียงบางครายามที่อันฉิงเอ่ยปากเรียกชื่อนางเท่านั้น
“ท่านยายเจ้าคะ เช่นนั้นพวกข้าต้องรับหน้าที่ทำสิ่งใดบ้างหรือเจ้าคะ?” อันฉิงเอ่ยถามหญิงชราด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พวกเราเป็นเพียงทาสรับใช้ หน้าที่สำคัญคือต้องตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปกวาดถูทำความสะอาดสถานที่และคอยเก็บกวาดให้เรียบร้อย จากนั้นก็ต้องคอยดูแลรับใช้เหล่านางโลมที่กลับมาจากการปรนนิบัติแขก”
“พอตกเย็น ก็ต้องตระเตรียมสถานที่ให้พร้อมสำหรับการรับแขกอีกครา และคอยดูแลความเรียบร้อย คอยต้อนรับแขกเหรื่อที่ก้าวเข้ามาให้ทั่วถึงตลอดทั้งคืนจนถึงเวลาปิด จึงจะได้กลับมานอนพักผ่อน ประเดี๋ยวเรื่องพวกนี้ข้าจะคอยสอนเจ้าเอง ทว่าคืนนี้พวกเจ้าสองพี่น้องนอนพักผ่อนเอาแรงก่อนเถิด”
ยายเฉิงอธิบายรายละเอียดงานให้ฟัง ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนำทางพวกนางไปยังมุมห้องด้านในสุด ซึ่งมีฟูกนอนเก่า ๆ วางเรียงอยู่ อันฉิงประคองร่างอันรุ่ยก้าวตามหญิงชราไปอย่างว่าง่าย
“ตรงนี้ยังว่างอยู่ พวกเจ้าทั้งสองก็นอนตรงนี้เสียเถิด ข้าต้องออกไปทำงานก่อน พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาสอนงานให้พวกเจ้า” ยายเฉิงเอ่ยบอก
“ขอบคุณท่านยายมากเจ้าค่ะ”
หญิงชราพยักหน้ารับคำ ก่อนจะหมุนกายก้าวเดินออกจากห้องพักไปพร้อมกับสตรีคนอื่น ๆ ส่วนทางด้านอันฉิงก็จัดแจงฟูกนอนเก่า ๆ ให้เรียบร้อย ก่อนจะประคองอันรุ่ยเข้านอน ซึ่งอันรุ่ยที่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดีและอ่อนล้าหนักก็พลันหลับสลบไสลไปในทันใด
ส่วนอันฉิง เด็กสาวก็ได้ทอดสายตามองพี่สาวที่กำลังหลับใหล สลับกับฟูกนอนเรียงรายภายในห้องพักมืดมิดด้วยสายตาที่เรียบเฉยและว่างเปล่าอีกครั้ง แม้สถานที่แห่งนี้จะน่าหวาดกลัวและเต็มไปด้วยความโสมมเพียงใด ทว่าบางที การได้อยู่ที่นี่เพื่อทำงานหนัก ก็อาจจะยังดีกว่าการต้องทนให้องค์หญิงเจาหนิงทรมานทุกค่ำคืนก็เป็นได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น อันฉิงจึงล้มตัวลงนอนเคียงข้างพี่สาว ปิดดวงตาลงและหลับใหลตามกันไปด้วยความเหนื่อยล้า
จวนสกุลกู้
ภายในห้องทำงานอันเงียบสงบ กู้เยี่ยนเฉินกำลังนั่งอ่านตำราท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างริบหรี่และกลิ่นหอมชวนผ่อนคลายของควันกำยานที่ลอยคละคลุ้ง
เพียงไม่นานนัก บานประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างเบามือ พร้อมกับเงาร่างของหม่าเฟิงที่ก้าวเท้าเข้ามาด้านใน เขาก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยรายงานภารกิจลับตามปกติ
“เรียนนายท่าน จัดการทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วขอรับ”
กู้เยี่ยนเฉินทำเพียงพยักหน้ารับคำเบา ๆ ดวงตายังคงจดจ้องอยู่กับตำราในมือดังเดิม ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้มารายงานแม้แต่น้อย
“ดี อย่าได้หลงเหลือร่องรอยใด ๆ ให้สืบสาวมาถึงตัวองค์หญิงได้เป็นอันขาด”
“นายท่านโปรดวางใจได้ขอรับ บ่าวรับใช้และของเล่นทั้งหมดล้วนถูกจัดการส่งตัวและปิดปากเรียบร้อยแล้ว ไม่หลงเหลือร่องรอยใด ๆ ให้สืบความได้แม้แต่น้อยขอรับ” หม่าเฟิงรายงานด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
กู้เยี่ยนเฉินพยักหน้ารับรู้อีกคราเมื่อได้ยินคำยืนยัน หม่าเฟิงเห็นดังนั้นจึงก้มตัวถอยหลังเดินก้าวออกจากห้องทำงานไปอย่างเงียบเชียบ
ยามเมื่อบานประตูถูกปิดลงและหม่าเฟิงจากไปแล้ว กู้เยี่ยนเฉินจึงค่อย ๆ วางตำราในมือลงบนโต๊ะไม้อย่างเชื่องช้าพลางครุ่นคิดบางอย่างในใจไปด้วย
ราชครูหนุ่มถอนลมหายใจออกมาแผ่วเบา ดวงตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง มุ่งตรงสู่ความมืดมิดอันไร้ขอบเขตของยามราตรี นัยน์ตาที่เคยเฉียบแหลมพลันฉายแววสับสน ขมขื่น และลังเลใจขึ้นมาชั่วครู่หนึ่ง
เขาล่วงรู้ดีมาโดยตลอดถึงพฤติกรรมวิปริตเหี้ยมโหดขององค์หญิงเจาหนิงผู้เป็นฮูหยิน และรู้ดีว่าสตรีผู้นี้ทำร้ายทรมานผู้คนไปมากเพียงใด ทว่าเพื่อปกป้องนางอันเป็นที่รัก และเกียรติยศของตระกูลกู้ เขาจึงทำได้เพียงสวมบทบาทเป็นผู้เช็ดล้างความผิดนี้ และปิดปากเหยื่อทุกคนให้อยู่ในเงามืด
แม้ว่าลึก ๆ ในใจของเขาจะปรากฏความสับสนและความละอายใจขึ้นมาชั่วครู่กับเรื่องที่ทำลงไป ทว่าในชั่วพริบตา นัยน์ตาของกู้เยี่ยนเฉินก็แปรเปลี่ยนกลับมาเรียบเฉย เย็นชา และมั่นคงดั่งเดิม
เขาละสายตากลับมาจากความมืดมิดด้านนอก ยื่นมือไปหยิบตำราเล่มเดิมขึ้นมาเปิดอ่านต่ออย่างสงบนิ่ง ประหนึ่งว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นในยามราตรีนี้เลยแม้แต่น้อย...