บทที่ 1 ข้ากลับมาแล้ว (2)
บทที่ 1 ข้ากลับมาแล้ว (2)
บทที่ 1 ข้ากลับมาแล้ว (2)
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหม่าเทียนก็พลันซีดเผือดทันที หากสตรีในอาภรณ์สีแดงสดผู่นี้คือนังเด็กสารเลวอันฉิงที่รอดชีวิตจากกองเพลิงในคืนนั้นจริง เช่นนั้นจุดประสงค์เดียวที่นางลักพาตัวเขามาในยามวิกาล ย่อมมิใช่เพื่อเจรจา ทว่าเพื่อลากเขาลงสู่นรกเพื่อล้างแค้นเป็นแน่!
หม่าเทียนพยายามครุ่นคิดหาทางรอดในหัวอย่างรวดเร็ว สายตากลอกไปมาเพื่อประเมินสถานการณ์ ยามนี้นางเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า ส่วนตัวเขาถูกมัดแน่นหนาไร้ทางสู้ สถานการณ์เป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อสิ้นไร้ไม้ตอก หม่าเทียนจึงตัดสินใจละทิ้งศักดิ์ศรีขุนนางทั้งหมดแล้วร้องขอความเมตตาจากอีกฝ่ายทันที หวังใช้คำลวงเพื่อยื้อชีวิต
“ปล่อยข้าไปเถิดนะ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ข้าเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้นเอง เจ้าอภัยให้ข้าเถอะนะอันฉิง”
แม้หม่าเทียนจะพร่ำร้องขอความเมตตาอย่างไร ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับไม่อาจสั่นคลอนจิตใจของอันฉิงได้แม้แต่น้อย แววตาของนางยังคงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสงสารหรือเห็นใจแม้แต่น้อย นางไม่คิดจะใส่ใจคำแก้ตัวอันน่าสมเพชของเขาด้วยซ้ำ ก่อนที่ร่างบางจะค่อย ๆ ล้วงหยิบบางสิ่งออกจากอกเสื้ออย่างไม่รีบร้อน
เมื่อหม่าเทียนเห็นวัตถุชิ้นนั้นโผล่พ้นสาบเสื้อ หัวใจของเขาก็พลันหล่นวูบทันที นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดระแวงและตื่นตระหนกสุดขีดพลางร้องถามอย่างลนลาน
“จะ เจ้าคิดจะทำอะไร?”
อันฉิงถือมีดสั้นเล่มงาม คมมีดสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันจนเกิดประกายวาววับน่าสยดสยอง นางแกว่งมีดไปมาเบื้องหน้าของเขาช้า ๆ ราวกับกำลังหยอกเย้า ยิ่งเห็นสีหน้าหวาดกลัวจนเนื้อเต้นของคนตรงหน้า ริมฝีปากบางก็คลี่ยิ้มกว้างมากกว่าเดิมอย่างอารมณ์ดี
“อะไรกัน แค่นี้ก็กลัวแล้วหรือ? แค่มีดเล่มเล็ก ๆ เท่านั้นเอง”
นางจงใจกดคมมีดลงจ่อเข้าที่ลำคอหอยของเขาอย่างแผ่วเบา ความเย็นของโลหะที่สัมผัสผิวเนื้อทำให้หม่าเทียนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับกายหรือกลืนน้ำลายลงคอด้วยเกรงว่าลูกกระเดือกจะบาดเข้ากับคมมีด ก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“เจ้าจะกลัวไปไย ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าชอบใช้สิ่งนี้มากมิใช่หรือ แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงมีความกลัวขึ้นมาได้เล่า...”
หม่าเทียนรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่นางเอ่ยมานั้นหมายถึงสิ่งใด ภายในใจยิ่งหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“ข้าขอร้องเจ้าอย่าทำอะไรข้าเลย! ข้ารู้ว่าข้าทำผิดต่อเจ้า ข้ารู้ตัวว่าผิด ข้าสำนึกแล้ว! ไว้ชีวิตข้าเถิด อย่าทำอะไรข้าเลย!”
หม่าเทียนพร่ำขอร้องอ้อนวอนไม่หยุดปากราวกับคนเสียสติ ทั่วทั้งร่างกายของเขาแข็งทื่อไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะยามที่อันฉิงจงใจลากคมมีดสั้นนั้นผ่านข้างแก้มของเขาไปมาอย่างเชื่องช้า
หญิงสาวลากปลายมีดจากแก้มด้านขวาลงมาหยุดที่ลำคอ แล้วลากยาวผ่านกระดูกไหปลาร้าลงมาหยุดอยู่ที่ตำแหน่งหัวใจ ทุกครั้งที่ปลายมีดลากผ่าน นางจะออกแรงกดเล็กน้อย กรีดลงบนเนื้อส่วนนั้นจนผ้าเนื้อดีขาดวิ่นและมีโลหิตซึมเป็นทางยาว แม้จะไม่ได้เป็นแผลฉกรรจ์ถึงชีวิต แต่ความเจ็บแสบและการรอคอยความตายกลับสร้างความหวาดผวาให้อีกฝ่ายจนแทบคลั่ง
อันฉิงลากปลายมีดจากแก้มด้านขวาของเขาลงมาหยุดที่ลำคอ แล้วลากยาวมาที่หัวใจ ทุกครั้งที่ปลายมีดลากผ่านจะกรีดลงบนเนื้อส่วนนั้นไปด้วยเล็กน้อย แม้จะไม่ได้เป็นแผลฉกรรจ์ แต่ก็สร้างความหวาดผวาให้อีกฝ่ายไม่หยุด
“เด็กดี เจ้าอย่าได้กลัวไปเลย แค่นี้ไม่เจ็บหรอกนะ...”
คำพูดปลอบประโลมอันอ่อนหวานของอันฉิงทำให้หม่าเทียนใจหายวาบในทันที ดวงตาของเขาฉายแววสิ้นหวังสุดขีด เพราะประโยคที่นางพูดออกมานั้น คือคำพูดเดียวกับที่เขาผู้นี้มักจะกระซิบข้างหูนางยามที่ลงทัณฑ์ทรมานร่างกายของนางในอดีตทุกครั้ง
เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำให้เขารับรู้ถึงชะตากรรมอันโหดเหี้ยมต่อจากนี้ของตนทันที
“ไม่! ไม่! อย่าทำข้า! อ๊ากกก!”
หม่าเทียนไม่ทันจะได้เอ่ยปากอ้อนวอนสิ่งใดไปมากกว่านั้น เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสก็ดังก้องไปทั่วห้องโถงร้าง เมื่ออันฉิงปักมีดสั้นในมือลงบนไหล่ซ้ายของเขาเต็มแรงจนมิดด้าม เสียงคมมีดตัดผ่านเนื้อและกระดูกดังฉีกขาด เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นออกมาอย่างน่าสยดสยอง
ทว่านางไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น แววตาของอันฉิงฉายความอำมหิตลึกล้ำ นางออกแรงกดข้อมือลากคมมีดกรีดยาวลงมาจากบาดแผลที่ไหล่ ลากผ่านท่อนแขนตัดเส้นเลือดใหญ่ยาวลงมาจนถึงข้อมือ สร้างความเจ็บปวดทรมานเจียนตายให้กับหม่าเทียน เขากรีดร้องโหยหวนไม่หยุด เสียงแหบแห้งบิดเบี้ยวบ่งบอกถึงความทรมานแทบจะขาดใจ ร่างของเขาดิ้นทุรนทุรายกุกกักอยู่บนเก้าอี้อย่างน่าเวทนา
อันฉิงดึงมีดสั้นออกช้า ๆ พร้อมกับเลือดสด ๆ ที่ทะลักตามออกมา นางจ้องมองดูเหยื่อที่กำลังดิ้นรนทรมานด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุขสำราญใจ รอยยิ้มของนางงดงามวิปริตอย่างยิ่ง
นิ้วเรียวเอื้อมขึ้นมาปาดหยดเลือดที่กระเซ็นใส่ใบหน้าของตนอย่างเชื่องช้า ก่อนจะส่งนิ้วนั้นเข้าปาก ลิ้มรสชาติคาวหวานของศัตรู กลิ่นคาวเลือดของหม่าเทียนยิ่งทำให้นางรู้สึกกระหายและปลุกไอสังหารให้พลุ่งพล่าน อยากจะลงมือกับอีกฝ่ายเพิ่มอีกเพื่อลบล้างความแค้นในอดีต
“เป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่ข้ามอบให้ชอบหรือไม่?”
“ปะ ปล่อยข้าไปเถิด ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ข้าเพียงทำหน้าที่ของข้าเท่านั้น หากข้าไม่ทำ ข้าก็ต้องถูกลงโทษเช่นกัน หากเจ้าอยากล้างแค้นก็ไปล้างแค้นท่านผู้นั้นเองเถิด”
หม่าเทียนกัดฟันเค้นเสียงพูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา สติที่เคยแจ่มชัดเริ่มสับสนเลือนราง เนื่องจากบาดแผลที่ได้รับนั้นทำให้เขาเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ
อันฉิงเอียงศีรษะมองเขาด้วยท่าทางราวกับเด็กสาวไร้เดียงสา ทว่าในสายตาของหม่าเทียนยามนี้ นางกลับดูไม่ต่างจากปีศาจร้ายน่าสะพรึงกลัวเสียมากกว่า
โดยเฉพาะรอยยิ้มแฝงความนัยของนางที่แลดูน่าหวาดกลัวกว่าสิ่งใดที่เขาเคยพบเจอมาในชีวิต
อันฉิงเอียงศีรษะมองเขาอย่างไร้เดียงสา แต่ทว่าในสายตาของหม่าเทียนนี่มิใช่ความไร้เดียงสาแม้แต่น้อย นางเหมือนปีศาจร้ายที่กำลังดูดกลืนวิญญาณของเขาเสียมากกว่า
“ใต้เท้าพูดเรื่องอะไรกัน ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่องเลยสักนิด ในเมื่อยามนี้เจ้ายังพูดจาไม่รู้เรื่องและไม่มีสติเช่นนี้ ข้าคงต้องช่วยเตือนสติให้เจ้าตื่นเต็มตาเสียหน่อยแล้ว”
กล่าวจบ อันฉิงใช้มีดสั้นปักฉึกลงบนไหล่ข้างขวาของเขาทันทีโดยไม่เว้นจังหวะให้หายใจ นางค่อย ๆ ลากคมมีดลงบนท่อนแขนขวาอย่างบรรจง ราวกับกำลังวาดภาพศิลปะชิ้นเอก ยาวลงไปจนถึงข้อมือข้างขวา
เสียงเนื้อที่ถูกกรีดลึกแยกออกจากกันจนเห็นกระดูกสีขาวขุ่น ผสมปนเปกับเสียงกรีดร้องแหบแห้งของหม่าเทียน ช่างเป็นท่วงทำนองที่ทำให้อันฉิงรู้สึกสุนทรีย์และสะใจอย่างยิ่ง
“อ๊ากกกก!”
เมื่อปลายมีดกรีดมาจนสุดปลายมือของหม่าเทียน อันฉิงจึงกระชากมีดออกอย่างแรง โลหิตสีเข้มสาดกระเซ็นกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่วห้องโถงร้าง ไม่เว้นแม้แต่อาภรณ์ไหมเนื้อดีสีแดงสดของนางที่บัดนี้กลมกลืนไปกับสีของเลือด
“ตอนนี้ได้สติขึ้นบ้างหรือยังเล่า?”
อันฉิงถามเสียงเย็นเยียบ พลางใช้ใบมีดที่ชุ่มด้วยเลือดตบเบา ๆ เข้าที่แก้มที่สั่นระริกของเขาเพื่อขู่ขวัญ
หม่าเทียนยามนี้ไม่อาจทนต่อความเจ็บปวดสาหัสจากบาดแผลฉกรรจ์ทั้งสองข้างได้อีกต่อไป เขาทั้งกรีดร้อง ร่ำไห้สะอึกสะอื้นออกมาประหนึ่งสุนัขจนตรอกที่กำลังจะตายลงตรงหน้าของนาง
ตอนนี้เขาไม่สนใจศักดิ์ศรีขุนนาง ไม่สนใจความลับเบื้องหลัง หรือสิ่งใดในโลกทั้งนั้น สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาคืออยากให้ความทรมานที่แสนโหดร้ายนี้จบลง และมีชีวิตรอดต่อไปแม้ต้องเป็นคนพิการก็ตาม
“อันฉิง ข้าผิดไปแล้ว! ข้าสำนึกแล้วว่าข้าไม่ควรทำเช่นนั้นกับเจ้า ได้โปรดให้โอกาสข้าสักครั้งเถิดนะ!”
อันฉิงที่ยืนยิ้มกริ่มรอฟังคำตอบที่นางปรารถนาพลันหุบยิ้มลงในทันที ใบหน้างดงามแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบและเย็นชาจนน่าใจหาย เมื่อสิ่งที่ได้รับกลับมิใช่คำพูดที่นางอยากฟัง แต่กลับมีเพียงเสียงคร่ำครวญร้องขอชีวิตอันน่ารำคาญและไร้ประโยชน์ของเดรัจฉานตรงหน้า
“อะไรกัน ก็ยังไม่ได้สติดีนี่ เห็นทีข้าต้องเตือนสติอีกหน่อยกระมัง”
เมื่อได้ฟังคำขู่คาดโทษ หม่าเทียนก็ตกใจจนตาแทบถลนออกจากเบ้า เขาทั้งหวาดกลัวและลนลาน สองเท้าที่ถูกมัดตรึงไว้กับขาเก้าอี้พยายามดิ้นรนถีบยันไปกับพื้นอย่างสะเปะสะปะเพื่อจะหนีห่างจากนาง