LNCrawler

บทที่ 14 การดิ้นรนของหนูตัวน้อย (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 14 การดิ้นรนของหนูตัวน้อย (2)

บทที่ 14 การดิ้นรนของหนูตัวน้อย (2)

หลังจากสองพี่น้องสกุลอันถูกย้ายมาอาศัยอยู่ในหอจันทราเสี้ยวได้ระยะหนึ่ง ทั้งอันฉิงและอันรุ่ยต่างก็ต้องเผชิญกับชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก แม้พวกนางจะไม่ได้ถูกตบตีทรมานอย่างเหี้ยมโหดเหมือนยามที่อยู่ในจวนลับ ทว่าภาระงานทาสรับใช้ที่ได้รับมอบหมายนั้น กลับหนักหน่วงไม่ได้แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย

ในแต่ละวัน พวกนางต้องวิ่งวุ่นทำความสะอาดกวาดถูทั่วทั้งอาคารสี่ชั้นตั้งแต่เช้าตรู่ยันดึกดื่น แทบจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนหลับตา แม้แต่เวลาจะขยับกายกินข้าวปลาด็ยังต้องคอยรอรับใช้เหล่านางโลมยามถูกเรียกหาใช้สอย เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนพวกนางแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ในหนึ่งวันมีเวลาได้กินข้าวประทังชีวิตเพียงมื้อเดียวเท่านั้น และหากเมื่อใดที่พวกนางแสดงอาการอ่อนล้าหรือคิดจะหยุดพัก องครักษ์ของหอจันทราเสี้ยวก็จะนำแส้มาเฆี่ยนตี บังคับให้พวกนางต้องทำงานต่อจนเสร็จสิ้น

บางวันแม้ภารกิจกวาดถูจะเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว หากถูกเหล่านางโลมเรียกใช้ก็ยังต้องฝืนสังขารไปรับใช้ต่อ พวกนางก็ไม่อาจปฏิเสธได้

กระทั่งในคืนหนึ่ง อันฉิงและอันรุ่ยก็กำลังทำงานรับใช้ตามปกติ อันฉิงในยามนี้เติบโตและทำงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ในขณะที่อันรุ่ยนั้นกระทำสิ่งใดได้เชื่องช้า ด้วยทั้งเรือนร่างและสติสัมปชัญญะของนางไม่ได้สมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป ดังนั้นงานส่วนของอันรุ่ยจึงเป็นเพียงงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่เกินกำลัง

ส่วนภารกิจกวาดถูแบกหามหนัก ๆ ทั้งหมด อันฉิงล้วนรับหน้าที่กระทำแทนพี่สาวทั้งสิ้น

วันหนึ่ง ขณะที่สองพี่น้องถูกสั่งให้นำถาดอาหารและสุราราคาแพงเข้าไปจัดเตรียมให้แก่แขกเหรื่อภายในห้องพักส่วนตัวชั้นสอง ทั้งสองพากันก้มหน้าก้มตาจัดวางชามอาหารและขวดสุราลงบนโต๊ะไม้ตามความคุ้นชินดั่งเช่นทุกวัน

ทว่าแขกชายหนุ่มร่างใหญ่ที่กำลังโลมเลียโอบกอดนางโลมอยู่บนตั่งไม้ พลันเหลือบสายตามาประสานเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของอันรุ่ยเข้าพอดี ความมัวเมาในฤทธิ์สุราประกอบกับความตัณหา ทำให้เขาเกิดถูกอกถูกใจนางขึ้นมาทันใด

ชายหนุ่มไม่รอช้า ยื่นฝ่ามือหยาบกร้านเข้าไปลูบไล้ไปตามเรือนร่างบอบบางของอันรุ่ยที่กำลังก้มหน้ายกชามอาหารอยู่อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่

ยามเมื่อฝ่ามือเริ่มลวนลามคุกคาม อันรุ่ยที่เริ่มรู้สึกตัวก็เกิดความตระหนกตกใจ สัญชาตญาณสั่งการให้นางยกมือขึ้นปัดป่ายฝ่ามือของแขกชายผู้นั้นออกไปอย่างแรง

เมื่อถูกปฏิเสธต่อหน้าเหล่านางโลม แขกชายหนุ่มก็พลันหน้าดำหน้าแดงด้วยความโทสะขุ่นมัว ด้วยนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาเยือนหอจันทราเสี้ยวแห่งนี้ เขาไม่เคยถูกสตรีคณิกานางใดขัดขืนหรือปฏิเสธมาก่อนเลยสักครา

ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเงื้อมือตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของอันรุ่ยอย่างรุนแรง

เพี๊ยะ!

ร่างบอบบางของอันรุ่ยพลันเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นทันที อันฉิงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพลันนัยน์ตากระตุกวูบด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปยืนกางแขนบังร่างของพี่สาวไว้เบื้องหลังในทันควัน

“คุณชาย! โปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ! พวกเราเป็นเพียงทาสรับใช้ชั้นต่ำ ไม่อาจปรนนิบัติรับใช้แขกสูงศักดิ์เช่นท่านได้หรอกเจ้าค่ะ!”

ถ้อยคำปฏิเสธนั้นกลับยิ่งจุดไฟโทสะในอกของชายหนุ่มให้โหมแรงยิ่งขึ้น เขายกมือขึ้นหมายจะตบใส่ใบหน้าของอันฉิงอีกคน ทว่าโชคยังดีที่นางโลมคนหนึ่งเร่งรัดก้าวเข้ามาคว้าแขนของชายหนุ่มไว้ได้ทันควัน

“คุณชายเจ้าขา! ใจเย็น ๆ ก่อนนะเจ้าคะ!” นางโลมเอ่ยเสียงหวานพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ

“พวกนางเป็นเพียงทาสรับใช้ชั้นต่ำ อย่าได้ถือสาหาความให้เสียอารมณ์เลยเจ้าค่ะ ให้ข้าน้อยปรนนิบัติดูแลคุณชายเองเถิดนะเจ้าคะ”

“จริงด้วยเจ้าค่ะคุณชาย เด็กพวกนี้วัน ๆ ทำแต่งานหนักจนเนื้อตัวสกปรก ไม่มีสิ่งใดดีเลยสักนิด พวกนางไม่อาจสร้างความพึงพอใจให้คุณชายได้หรอกเจ้าค่ะ อย่าไปสนใจพวกนางเลยนะเจ้าคะ” นางโลมอีกคนรีบก้าวเข้ามาช่วยเอ่ยปากสมทบอีกแรง

แม้นางโลมทั้งสองจะช่วยกันเอ่ยปากกล่าวโน้มน้าวให้เขาใจเย็นลงเพียงใด ทว่านัยน์ตาแดงขุ่นด้วยฤทธิ์สุราของแขกหนุ่มกลับยังคงจับจ้องมองตรงไปยังร่างของอันรุ่ยไม่วางตา เขาผลักร่างของนางโลมทั้งสองคนออกไปอย่างรุนแรง ก่อนจะก้าวเท้าตรงเข้ามาหาอันรุ่ย ยื่นมือไปกระชากเรือนผมของนางอย่างแรง หมายจะลากตัวขึ้นสู่เตียงนอน

“ข้าต้องการนังเด็กคนนี้! ใครหน้าไหนก็อย่าคิดจะมาขวางข้า! ไม่ว่าจะเป็นนางโลมหรือเป็นทาสรับใช้ ยามโดนข้าจับขึ้นเตียง มันก็ร้องไห้คร่ำครวญมิได้แตกต่างกันนักหรอก!”

อันฉิงที่เห็นอันรุ่ยถูกมือหยาบกร้านกระชากเรือนผมอย่างแรง ในตอนนั้นเอง หัวใจของเด็กสาวพลันตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตื่นตระหนกระคนตกใจอย่างถึงที่สุด

นางกวาดสายตามองขอความช่วยเหลือจากเหล่านางโลมภายในห้องพัก ทว่าสตรีเหล่านั้นกลับทำเพียงยืนเลิ่กลั่ก หลบสายตา และก้าวถอยหลังหนี ด้วยไม่มีผู้ใดอยากมีปัญหาขัดใจกับแขกเหรื่อผู้มีเงินทอง

อันฉิงพยายามใช้ความคิดในหัวอย่างรวดเร็ว นัยน์ตากลมโตฉายแวววูบวาบยามทอดสายตามองกาสุรากระเบื้องเคลือบในมือน้อย นางกอดกาสุราไว้แน่น ก่อนจะฝืนใจก้าวเท้าทำทีเป็นเร่งรีบร้อนรนตรงเข้าไปหาแขกหนุ่มผู้นั้น แล้วแสร้งทำเป็นเสียหลักล้มเข้าใส่อีกฝ่าย

ซ่า!

สุราทั้งกาได้ถูกสาดใส่เรือนร่างและอาภรณ์หรูหราของแขกหนุ่มจนเปียกโชกตั้งแต่หัวจรดเท้า

แขกหนุ่มตกใจสุดตัวจนพลั้งปล่อยมือออกจากเรือนผมของอันรุ่ย ร่างใหญ่รีบหันมาสะบัดอาภรณ์ที่เปียกปอนด้วยความสะดุ้งตกใจ อันฉิงจึงอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นถลาตัวเข้าไปคว้าข้อมือของอันรุ่ย ดึงร่างของพี่สาวเข้ามาซ่อนไว้เบื้องหลัง ก่อนจะรีบโค้งกายก้มหน้าเอ่ยขอโทษขอโพยอย่างลนลาน

“ขออภัยเจ้าค่ะคุณชาย! ข้าไม่ทันระวังล้มเองเจ้าค่ะ! ขอโทษจริง ๆ นะเจ้าคะ ขะ...ข้าจะรีบไปนำสุรากาใหม่มาเปลี่ยนให้บัดนี้เจ้าค่ะ!”

กล่าวจบ โดยไม่ต้องรอให้คนภายในห้องพักได้สติคืนกลับมา อันฉิงก็ออกแรงดึงมือของพี่สาวหมุนกายวิ่งกระหืดกระหอบออกจากห้องโถงนั้นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

เมื่อพ้นจากตึกใหญ่เบื้องหน้า อันฉิงก็เร่งประคองพาอันรุ่ยวิ่งลัดเลาะผ่านตรอกมืด มุ่งตรงกลับเข้าสู่ห้องพักในเรือนทาสด้านหลังทันที ยามเมื่อก้าวผ่านธรณีประตูและลงกลอนแน่นหนา อันฉิงก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบมองสำรวจตรวจดูเรือนร่างของอันรุ่ยด้วยความห่วงใย

“พี่หญิง! ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ? เจ็บตรงไหนหรือไม่?”

อันรุ่ยทำเพียงส่ายหน้าเบา ๆ นัยน์ตาจ้องมองน้องสาวด้วยความมึนงง ไม่อาจเข้าใจในเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ได้อย่างถี่ถ้วน

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ดีแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ...”

อันฉิงพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะโผเข้าสวมกอดร่างอันซูบผอมของพี่สาวไว้แน่น ฝ่ามือเล็ก ๆ ยังคงสั่นระริกด้วยความหวาดผวา

นางกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องอันตรายขึ้นกับพี่สาว

และนางก็รู้ดีแก่ใจว่าการก่อเรื่องสาดสุราใส่แขกเหรื่อเช่นนี้ ย่อมไม่พ้นต้องถูกคนของหอจันทราเสี้ยวลากตัวไปลงทัณฑ์เฆี่ยนตีอย่างหนักในไม่ช้าอย่างแน่นอน!

ทว่าต่อให้ล่วงรู้ถึงบทลงโทษอันโหดร้ายที่จะตามมา อันฉิงก็ไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย นางยินยอมก้มหน้ารับผลกรรมด้วยตนเอง ดีกว่าปล่อยให้พี่สาวต้องเป็นอะไรไป

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา การที่อันรุ่ยต้องกลายสภาพเป็นเพียงซากศพที่มีลมหายใจและสติเลื่อนลอยเช่นทุกวันนี้ ก็เพราะยอมรับการทรมานแทนตัวนางมาโดยตลอด ดังนั้นในยามนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นางก็จะขอเป็นฝ่ายกางปีกปกป้องอันรุ่ยไว้ด้วยชีวิตตนเองเช่นเดียวกัน

ทางด้านอันรุ่ย แม้จะไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดอันฉิงจึงโผเข้าสวมกอดนางแน่นพร้อมหยาดน้ำตาเช่นนี้ ทว่าสัญชาตญาณความผูกพันสายเลือดก้นบึ้งจิตใจก็สั่งการให้มือไปลูบแผ่นหลังของน้องสาวเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม