LNCrawler

บทที่ 15 จำต้องเติบโตเพื่อเอาตัวรอด (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 15 จำต้องเติบโตเพื่อเอาตัวรอด (1)

บทที่ 15 จำต้องเติบโตเพื่อเอาตัวรอด (1)

เพียงไม่นานนัก บานประตูห้องพักเรือนทาสก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่ป้าจูจะก้าวเท้าเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง โดยมีองครักษ์หน้าตาโหดเหี้ยมของหอจันทราเสี้ยวเดินตามประกบหลังมาติด ๆ

อันฉิงรู้ได้ในทันใดว่าบุคคลเหล่านี้มาด้วยเหตุอันใด ร่างเล็กรีบผุดลุกขึ้นยืนแล้วกางสองแขนบังอันรุ่ยไว้เบื้องหลังตามสัญชาตญาณ

“นายท่านสั่งให้ข้ามานำตัวเจ้าไปพบ!” ป้าจูถลึงตาจ้องมองสองพี่น้องอย่างดุดัน

อันฉิงรู้ดีแก่ใจว่าตนเองก่อเรื่องสิ่งใดไว้ ทว่านางไม่อยากให้อันรุ่ยต้องถูกดึงเข้ามาพัวพันด้วย เด็กสาวจึงเอ่ยบอกป้าจูไปตามตรงด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

“เรื่องทั้งหมดนี้ข้าเป็นคนก่อขึ้นแต่เพียงผู้เดียวเจ้าค่ะ!”

“เจ้าช่างกล้าดีนักนะ! รู้ว่าผิดแล้วยังจะกล้าทำอีก! ผู้ใดมอบดีหมีให้เจ้ากินหรืออย่างไรถึงได้กล้าท้าทายอำนาจเช่นนี้! มานี่!”

ป้าจูตวาดลั่น ยื่นมือไปกระชากข้อมือของอันฉิงอย่างรุนแรงแล้วฉุดลากนางออกจากห้องพักไปทันที

อันฉิงไม่ได้คิดขัดขืนแม้แต่น้อย นางยินยอมก้าวตามไปแต่โดยดี ทว่าก่อนจะก้าวพ้นประตู เด็กสาวได้หันกลับไปทอดสายตามองอันรุ่ยที่นั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องอีกครา เมื่อเห็นว่าองครักษ์ไม่ได้พาตัวพี่สาวมาด้วย อันฉิงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

เพียงไม่นาน อันฉิงก็ถูกพาตัวขึ้นสู่ชั้นสาม เข้าสู่ห้องทำงานส่วนตัวของหม่าเทียน ซึ่งเขากำลังนั่งคอยท่านางอยู่ด้วยสีหน้ามืดมนดำคล้ำ ยามเมื่อเห็นร่างของเด็กสาว เขาก็ตวาดใส่อย่างเกรี้ยวกราด

“คุกเข่าลง!”

อันฉิงทรุดกายลงคุกเข่าบนพื้นแต่โดยดี นางเตรียมใจรับชะตากรรมไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะลงทัณฑ์โหดร้ายเพียงใด นางก็ไร้ซึ่งสิทธิ์ที่จะปฏิเสธอยู่แล้ว

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใดลงไป! รู้หรือไม่ว่าเพราะความโง่งมของเจ้า ข้าต้องเสียเงินไปมากเพียงใดกว่าจะชดเชยให้แขกผู้นั้นพึงพอใจได้!”

หม่าเทียนตะคอกใส่ด้วยเพลิงโทสะ การที่อันฉิงไปก่อเรื่องสาดสุราใส่แขกหนุ่มผู้นั้น ทำให้เขาโวยวายส่งเสียงดังรำคาญใจ ทั้งยังอ้างยศถาบรรดาศักดิ์ขุนนางมาข่มขู่เรียกร้องค่าเสียหาย แม้หม่าเทียนจะรู้ดีว่าแขกผู้นั้นเป็นเพียงขุนนางระดับล่าง ทว่าเขาก็ไม่ปรารถนาจะสร้างเรื่องฉาวโฉ่ให้กระทบหอคณิกา จึงจำใจต้องยอมจ่ายเงินชดเชยตามที่อีกฝ่ายต้องการ

“ขอโทษเจ้าค่ะนายท่าน ข้าไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะ” อันฉิงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเอ่ยขออภัย

“อย่ามาโกหก! ข้ารู้ว่าเจ้าตั้งใจทำ!”

หม่าเทียนตวาดกลับเสียงดัง เขารู้ทันว่าเด็กสาวตั้งใจแกล้งสะดุดเพื่อช่วยเหลือพี่สาว หากไม่ใช่ฝีมือนาง แขกก็คงไม่อาละวาดโวยวายเรื่องอันรุ่ยจนเป็นเรื่องใหญ่โตเพียงนี้

ยามล่วงรู้ว่าไม่อาจปิดบังสิ่งใดได้อีก อันฉิงจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยบอกหม่าเทียนไปตามความจริง

“ขออภัยด้วยเจ้าค่ะนายท่าน ข้าไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความเดือดร้อน เพียงแต่ข้าต้องการปกป้องพี่หญิงเท่านั้นเจ้าค่ะ! เดิมทีท่านเคยเอ่ยปากว่าให้พวกเราทำงานเป็นเพียงทาสรับใช้ ไม่ได้มีหน้าที่รับแขก ข้าจึงได้แจ้งแขกผู้นั้นไปตามความจริง ทว่าเขาไม่ยินยอมฟัง ข้าจึงไม่มีทางเลือกเจ้าค่ะ!”

เพี๊ยะ!

ฝ่ามือหยาบกร้านของหม่าเทียนตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของอันฉิงเต็มแรง ก่อนที่ร่างเล็กของเด็กสาวจะล้มไถลลงไปกองกับพื้นทันควัน จากนั้นหม่าเทียนจึงชี้หน้าเด็กสาวพลางก่นด่าด้วยความโมโห

“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าชีวิตของพวกเจ้าสองพี่น้องเป็นของข้า! หากข้าสั่งให้อยู่ก็ต้องอยู่ หากสั่งให้ตายก็ต้องตาย! ต่อให้เป็นทาสรับใช้ชั้นต่ำ แต่หากแขกต้องการพวกเจ้า พวกเจ้าก็ห้ามปฏิเสธเป็นอันขาด! จงจำใส่หัวของเจ้าไว้เสีย!”

ถ้อยคำเหี้ยมเกรียมนั้นพลันทำให้อันฉิงรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งกาย นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันว่า เขาพร้อมที่จะขายพวกนางให้แขกย่ำยีได้ทุกเมื่อหากมีคนร้องขอ!

อันฉิงรีบคลานเข้าไปหาหม่าเทียน ร้องขอความเมตตาจากเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“นายท่าน! นายท่านเจ้าคะ! ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วย อย่าให้พวกเราต้องรับแขกเลยนะเจ้าคะ! ข้ายินดีทำทุกอย่างตามที่ท่านสั่งการ ให้ทำความสะอาด ทำงานหนักเพียงใดข้าก็ยินดี ขอเพียงอย่าให้พวกเราต้องรับแขกเลยนะเจ้าคะ ได้โปรดเถิดนายท่าน!”

เด็กสาวสะอื้นไห้ขอร้อง ทว่าการกระทำนั้นกลับยิ่งจุดไฟโทสะของหม่าเทียนให้เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเดิม

“น่ารำคาญเสียจริง! พวกเจ้าจับแขนของนางไว้!”

หม่าเทียนกวาดสายตาเรียกบ่าวองครักษ์เข้ามา ก่อนที่องครักษ์สองนายจะตรงเข้ามารวบจับท่อนแขนทั้งสองข้างของอันฉิงกางออกติดกับพื้นทันที

“จะ...จะทำอันใดเจ้าคะ!” อันฉิงร้องถามด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดผวา

หม่าเทียนค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้ามาหานางอย่างเชื่องช้า พลางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมและเย็นชา

“พอเห็นว่าข้าใจดีเข้าหน่อย เจ้าก็เริ่มเหิมเกริมแล้วสินะ! ข้าจะเตือนสติเจ้าไว้ว่าที่นี่ก็มิได้แตกต่างไปจากตอนที่เจ้าอยู่กับท่านผู้นั้นหรอก! ในเมื่อเจ้ากล้ากระทำผิด เจ้าก็ต้องรับโทษทัณฑ์เช่นเดียวกัน!”

หม่าเทียนชักมีดสั้นคมกริบออกจากเอว เขาหยุดยืนเบื้องหน้านางพร้อมกับระบายรอยยิ้มวิปริตที่ทำให้อันฉิงรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงก้นบึ้งหัวใจ

“นายท่าน...นายท่านอย่าทำข้าเลยนะเจ้าคะ!” อันฉิงขอร้องเสียงสั่นเครือ ทว่าหม่าเทียนกลับแสยะยิ้มอย่างชอบใจ

“เด็กดี ไม่ต้องหวาดกลัวไปหรอก มันไม่ได้เจ็บปวดมากมายนัก ไม่ใช่ว่าเจ้าก็เคยผ่านความเจ็บปวดแสนสาหัสมาจากท่านผู้นั้นมาแล้วหรอกหรือ”

กล่าวจบ หม่าเทียนก็หลุดหัวเราะออกมาในคอ ก่อนจะกดคมมีดสั้นลงบนท่อนแขนขวาของอันฉิง แล้วกรีดลากยาวตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงข้อศอกและข้อมือในทันที

แม้บาดแผลจะไม่ลึกลงไปถึงขั้นตัดเส้นเอ็นจนพิการ ทว่าคมมีดก็บาดลึกเข้าสู่เนื้อสด ๆ สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินกว่าเด็กสาววัยสิบเอ็ดปีจะทนทานไหว

“อ๊ากกกก!”

อันฉิงแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดปานใจจะขาด ทว่าบ่าวองครักษ์ก็เร่งยื่นมือมาตะปบปิดปากนางไว้แน่น ไม่ให้ส่งเสียงร้องเล็ดลอดออกไปรบกวนบรรยากาศด้านนอก

“ชอบใจหรือไม่เล่า...”

หม่าเทียนไม่ได้หยุดมือเพียงแค่นั้น ยิ่งเห็นเด็กสาวดิ้นรนทุรนทุราย เขาก็ยิ่งรู้สึกอิ่มเอมใจ เขาลงมือใช้คมมีดกรีดลงบนท่อนแขนซ้ายของนางอีกข้างอย่างเชื่องช้าและเลือดเย็น บาดแผลฉกรรจ์บนท่อนแขนทั้งสองข้างปริแตก โลหิตสีแดงสดพุ่งซึมไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย

หม่าเทียนยกมีดสั้นขึ้นเช็ดคราบเลือดกับเสื้อของนาง ก่อนจะกำชับสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“จำใส่หัวไว้ให้ดี อย่าได้มีครั้งที่สองอีก! เพราะหากเจ้ายังกล้ากระทำเรื่องโง่งมอีก ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ ลากตัวมันออกไป!”

สิ้นคำสั่งการ องครักษ์ก็ออกแรงลากร่างของอันฉิงที่ชุ่มไปด้วยโลหิตออกไปจากห้อง หม่าเทียนจึงเรียกคนเข้ามาเช็ดถูทำความสะอาดพื้น

 

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันฉิงที่เรือนร่างและอาภรณ์เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสีสด ใบหน้าซีดเซียวจากการเสียเลือดจำนวนมาก นางแทบไร้ซึ่งสติรับรู้ ทำได้เพียงปล่อยให้องครักษ์ลากร่างของตนไปตามทางเดินลับด้านหลังตึก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แขกเหรื่อเบื้องหน้าทอดสายตาเห็น ก่อนที่พวกเขาจะเหวี่ยงร่างอันบอบช้ำของนางเข้าไปภายในห้องเก็บฟืนอันอับชื้นและมืดมิด แล้วลงกลอนประตูขังนางไว้อย่างแน่นหนา

ร่างของอันฉิงกระแทกลงบนกองไม้ฟืนอย่างแรง พิษบาดแผลบนท่อนแขนทั้งสองข้างระบมเจ็บปวดจนนางแทบจะขาดใจ ร่างเล็กไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับขยายกาย สติสัมปชัญญะค่อย ๆ พร่ามัวและเลื่อนลอยลงทุกขณะ

ทว่าในห้วงความคิดสุดท้ายก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำ ภาพของอันรุ่ยผู้เป็นพี่สาวก็ยังคงเด่นชัดอยู่ในหัว ยามนึกถึงอันรุ่ย ความหวาดกลัวต่อความตายก็พุ่งพรวดขึ้นมาในใจ

หากนางเป็นอะไรไปในคืนนี้ แล้วพี่สาวของนางเล่าจะอยู่อย่างไร?

หากอันรุ่ยถูกรังแกคุกคามขึ้นมา จะมีใครหน้าไหนยื่นมือเข้าช่วยปกป้องนางกัน?

ความคิดกังวลนั้นได้วนเวียนย้ำเตือนอยู่ในจิตใต้สำนึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่ดวงตาของอันฉิงจะปิดลงและสลบไสลไปท่ามกลางความมืดมิดและหนาวเย็นในห้องเก็บฟืนนี้...