บทที่ 15 จำต้องเติบโตเพื่อเอาตัวรอด (2)
บทที่ 15 จำต้องเติบโตเพื่อเอาตัวรอด (2)
บทที่ 15 จำต้องเติบโตเพื่อเอาตัวรอด (2)
เช้าวันต่อมา องครักษ์ได้พายายเฉิงเดินทางมายังห้องเก็บฟืน ก่อนจะปลดสลักประตูให้หญิงชราก้าวเข้าไปด้านใน ยามเมื่อสายตาของยายเฉิงมองเห็นร่างของอันฉิงนอนซมจมกองโลหิตที่แห้งกรัง หญิงชราก็หน้าซีดด้วยความตกใจทันที
นางรีบก้าวเข้าไปดูอาการของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าเรือนร่างบอบบางนั้นกำลังร้อนจัดด้วยพิษไข้
“รีบพานางออกไปได้แล้ว! อย่ามาเสียเวลาพวกข้าอยู่ที่นี่!” องครักษ์ตวาดเสียงเข้มช
ยายเฉิงจึงเร่งประคองร่างของอันฉิงเพื่อพากลับไปยังเรือนพักอย่างทุลักทุเล
เมื่อประคองพาอันฉิงกลับมาถึงห้องพักได้ ยายเฉิงก็รีบนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวเปลี่ยนอาภรณ์ที่ชุ่มโลหิตให้แก่นาง ทว่ายามเมื่อปลดเปลื้องเสื้อผ้าตัวเก่าออก หญิงชราก็ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ
นางแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า เด็กสาววัยเพียงสิบเอ็ดปีผู้นี้ต้องผ่านพ้นมรสุมนรกขุมใดมาบ้าง เหตุใดบนเรือนร่างบอบบางจึงเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนับไม่ถ้วนเช่นนี้
ยายเฉิงแม้จะตกใจ แต่ก็ดึงสติของตนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะลงมือทายาสมุนไพร และป้อนยาต้มบำรุงให้อันฉิงอยู่เนิ่นนานหลายวัน โดยมีอันรุ่ยนั่งมองดูอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่างกาย
โดยตลอดช่วงเวลาที่อันฉิงสลบไสลไปเพราะพิษไข้นั้น ก็มีเพียงยายเฉิงผู้นี้ที่คอยเอ็นดู หยิบยื่นข้าวปลาและดูแลอันรุ่ยแทนอันฉิงมาโดยตลอด...
หลายวันผ่านไป อันฉิงที่สลบไสลไปเนิ่นนานก็ได้ฟื้นคืนสติขึ้นมา นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ทว่าสิ่งแรกที่หลงเหลืออยู่ในห้วงความคิดยามตื่นขึ้นมากลับมีเพียงพี่สาวคนเดียวเท่านั้น น้ำเสียงแหบพร่าเบาหวิวเอ่ยเรียกหาอันรุ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พี่หญิง...พี่หญิง...”
ยายเฉิงที่กำลังนั่งเฝ้าไข้อยู่ใกล้ ๆ เมื่อได้ยินเสียงเอ่ยเรียก จึงเร่งประคองพาอันรุ่ยมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง
“อันฉิง...”
อันรุ่ยไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเหตุใดน้องสาวของตนจึงต้องนอนซม และเหตุใดบนเรือนร่างจึงมีผ้าพันแผลพันไว้เต็มไปหมด นางเข้าใจเพียงว่าอันฉิงแค่นอนหลับไปเท่านั้น ยามเมื่อเห็นน้องสาวตื่นขึ้นมา นางจึงเอ่ยเรียกชื่ออันฉิงตามสัญชาตญาณความคุ้นชิน
ครั้นอันฉิงเห็นใบหน้าของพี่สาว ความวิตกกังวลในอกก็พลันมลายหายไปจนสิ้น เด็กสาวพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เพื่อเอ่ยขอบคุณหญิงชราที่ยืนอยู่เบื้องหลังของพี่สาว
“ขอบคุณท่านยายเฉิงมากเจ้าค่ะ...”
ยายเฉิงคลี่ยิ้มบางให้นางพลางก้าวเข้ามาช่วยประคองร่างของอันฉิงให้นอนลงพักผ่อนดี ๆ ดังเดิม ก่อนจะเอ่ยบอกเด็กสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เจ้าวางใจเถิดนะอันฉิง ข้าจะคอยดูแลพี่สาวของเจ้าให้เป็นอย่างดี”
อันฉิงพยักหน้ารับคำด้วยความซาบซึ้งใจ นัยน์ตาฉายแววหยาดน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยขอบคุณหญิงชราซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นาน ด้วยหากไม่ได้ท่านยายเฉิงคอยดูแลอันรุ่ยในยามที่นางหมดสติไป นางก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าพี่สาวของนางจะต้องเผชิญชะตากรรมเช่นไรบ้าง
“เจ้าจงพักผ่อนร่างกายให้ดีเถิด วันหน้าวันหลังจะกระทำการสิ่งใด ก็จงคิดอ่านให้รอบคอบเสียก่อน หากเจ้าต้องเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตไป แล้วพี่สาวของเจ้าจะอยู่อย่างไร...”
หญิงชรายื่นมือไปลูบศีรษะของอันฉิงอย่างเอ็นดูพลางเอ่ยตักเตือนด้วยความหวังดี นางมองเด็กสาวทั้งสองเป็นดุจลูกหลานในไส้ ไม่อยากเห็นพวกนางต้องเจ็บปวดหรือบาดเจ็บอีกต่อไป
ทางด้านอันฉิงพยักหน้ารับคำและเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดี เห็นทีว่าต่อจากนี้ไป นางก็คิดอ่านให้รอบคอบมากกว่านี้เสียแล้ว
นับตั้งแต่วันเกิดเรื่องเป็นต้นมา อันฉิงที่ได้รับการรักษาและดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากยายเฉิงก็ทำให้นางฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว จวบจนกระทั่งบาดแผลสมานดีจนหายเป็นปกติแล้ว นางจึงถูกเรียกตัวกลับไปทำงานรับใช้ตามเดิม
อันฉิงเริ่มเรียนรู้ ปรับตัว และมองหาเส้นทางเอาตัวรอดในหอคณิกาแห่งนี้อย่างชาญฉลาด โดยอันฉิงจะคอยใช้สายตาสังเกตวิธีการพูดจา การใช้ถ้อยคำโน้มน้าว การเอาอกเอาใจแขกเหรื่อ หรือแม้กระทั่งการใช้กิริยาไหวพริบของเหล่านางโลมยามเอาตัวรอดจากแขกที่มัวเมาหยาบคาย
เด็กสาวได้ซึมซับ เลียนแบบ และจดจำกลอุบายเหล่านั้นไว้ในหัวใจจนขึ้นใจ ยามใดที่นางต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความขัดแย้งระหว่างการทำงาน อันฉิงก็รู้จักนำวิธีการเหล่านั้นมาปรับใช้ หลบหลีกสถานการณ์เลวร้ายได้อย่างแยบยล เพื่อปกป้องอันรุ่ยและพาชีวิตของพวกนางให้อยู่รอดปลอดภัยในขุมนรกแห่งนี้สืบไป
สามปีต่อมา
ช่วงเวลาภายในหอจันทราเสี้ยวหมุนเวียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว กาลเวลาก็ล่วงเลยผ่านพ้นไปนานถึงสามปีเต็ม
อันฉิงในวัยสิบสี่ปีได้เติบโตขึ้นอย่างมากท่ามกลางความยากลำบากและการหล่อหลอมของนรกบนดิน นางใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในหอจันทราเสี้ยวแห่งนี้นานถึงสามปีเต็ม โดยไม่เคยได้ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูออกไปสัมผัสโลกภายนอกเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ทว่ากาลเวลาที่ผ่านพ้นก็ได้เคี่ยวกรำเด็กสาวผู้เคยสิ้นหวัง ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนแก้ไขสถานการณ์ด้วยไหวพริบที่ยอดเยี่ยม และสวมหน้ากากเข้าหาผู้คนได้อย่างแนบเนียน
ภายในห้องพักส่วนตัวของเหล่านางโลม ก่อนจะถึงเวลาออกไปปรนนิบัติรับใช้แขกเหรื่อยามราตรี สตรีคณิกาทั้งหลายจะเก็บตัวอยู่ภายในห้องพัก ช่วยกันจัดแต่งเรือนร่าง ทาชาดแต้มประทินโฉม เพื่อประโคมกายให้งดงามโดดเด่นเรียกความสนใจจากเหล่าชายหนุ่มให้ได้มากที่สุด
ในระหว่างที่รอเวลานั้น พวกนางมักจะหยิบยกเรื่องราวเล่าขานถึงความลับ ความชอบ หรือนิสัยของแขกขุนนางแต่ละคนมาพูดคุยกันอย่างสนุกปาก ทาสรับใช้ที่คอยปรนนิบัติจึงได้ยินและล่วงรู้ข้อมูลข่าวสารอยู่เป็นประจำ
อันฉิงเองก็เช่นเดียวกัน นางมักจะถูกเรียกตัวให้มากระทำหน้าที่รับใช้เหล่านางโลมอยู่เสมอ ด้วยนอกจากเด็กสาวจะมีฝีปากหวานเอื้อนเอ่ยถ้อยคำประจบเอาใจเก่งแล้ว นางยังซึมซับทักษะการประทินโฉม แต่งหน้า ทำผม และการปักปิ่นให้งดงามวิจิตรได้อย่างคล่องแคล่วเกินวัยอีกด้วย
“พี่หญิง เสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ปิ่นหยกเล่มนี้ช่างเข้ากับพี่หญิงยิ่งนัก ปักลงบนเรือนผมแล้วงดงามประหนึ่งเทพธิดาลงมาโปรดเลยเจ้าค่ะ”
อันฉิงเอ่ยปากชมด้วยน้ำเสียงร่าเริงแจ่มใส หลังจากบรรจงปักปิ่นลงบนศีรษะให้นางโลมคนหนึ่งอย่างเบามือ
“อันฉิง เจ้านี่ตาถึงยิ่งนัก!”
นางโลมจ้องมองตนเองในกระจกเงาด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง ก่อนจะหยิบต่างหูเงินคู่เก่าที่ไม่ใช้แล้วยื่นส่งให้อันฉิงด้วยความเอ็นดู
“เอ้านี่ ข้ายกให้เจ้า!”
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่หญิง นอกจากพี่หญิงจะงดงามแล้ว ยังมีน้ำใจกว้างขวางปานมหาสมุทรอีกด้วย” อันรับของมาเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้อก่อนจะเอ่ยถ้อยคำหวานหูต่ออย่างเอาใจ
“เจ้านี่นะ ปากหวานเสียจริงเชียว! ไว้คราวหน้าหากข้าได้ของดี ๆ มาอีก ข้าจะแบ่งปันให้เจ้าอีกนะ” นางโลมคนนั้นหลุดหัวเราะชอบใจในถ้อยคำประจบประแจง
“อันฉิง! เจ้ามานวดเท้าให้ข้าหน่อยสิ”
เสียงเรียกของนางโลมอีกคนที่เพิ่งเปิดประตูเดินกลับเข้ามาดังขึ้น เด็กสาวเหลียวมองด้วยรอยยิ้ม สตรีผู้นี้คืออันซื่อ นางโลมอันดับหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเลื่องชื่อที่สุดในยามนี้นั่นเอง
“ข้าจะไปบัดนี้เลยเจ้าค่ะพี่อันซื่อ!”
เด็กสาวเอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปช่วยถอดรองเท้าปักผ้าให้อันซื่ออย่างรู้งาน แล้วเริ่มลงมือนวดเฟ้นบีบนวดหลังเท้าให้อย่างเบามือ