LNCrawler

บทที่ 16 ภัยร้ายที่คืบคลาน (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 16 ภัยร้ายที่คืบคลาน (1)

บทที่ 16 ภัยร้ายที่คืบคลาน (1)

“อืม ฝีมือการนวดของเจ้าเนี่ย ไม่มีคนใดในหอเปรียบเทียบได้เลยจริง ๆ” อันซื่อเอ่ยชมพลางถอนหายใจและหลับตาพริ้มด้วยความผ่อนคลายสบายกาย

“ขอเพียงพี่อันซื่อพึงพอใจ อันฉิงก็ยินดีจะคอยนวดประคบให้พี่หญิงทุกวันเลยเจ้าค่ะ”

“เด็กดี ไว้ข้าจะช่วยเอ่ยปากบอกนายท่านหม่าเทียนให้เพิ่มเบี้ยเลี้ยงและอาหารให้เจ้าก็แล้วกันนะ”

อันซื่อทอดสายตามองเด็กสาวด้วยความเอ็นดู ในบรรดาทาสรับใช้ทั้งหมด นางเอ็นดูอันฉิงมากกว่าใคร ด้วยอีกฝ่ายสงบปากสงบคำ รู้ความ เอาใจเก่ง รู้ว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรแตะต้อง ทำให้นางมักจะออกปากเรียกใช้เพียงอันฉิงเสมอ ทั้งยังคอยยื่นมือเข้าช่วยปกป้องเด็กสาวในยามที่แขกเหรื่อเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวอีกด้วย

“พี่หญิงใจดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”

อันฉิงใช้เวลาคลอเคลียคอยปรนนิบัติรับใช้ภายในห้องพักของเหล่านางโลมอยู่เนิ่นนาน เหล่านางโลมต่างก็เรียกหานางกันไม่ขาดสาย เด็กสาวมไม่เคยทำสิ่งใดให้อีกฝ่ายต้องขัดเคืองใจเลยแม้แต่คราเดียว ประกอบกับนิสัยร่าเริง ช่างพูดช่างประจบ ทำให้นางกลายเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของเหล่านางโลม

เมื่อรับใช้นางโลมทุกคนจนเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว อันฉิงก็เอ่ยปากขอตัวกลับไปทำงานกวาดถูของนางต่อ พร้อมกับระบายรอยยิ้มอันสดใสอบอุ่นให้ทุกคนดังเช่นเคย

ทว่าทันทีที่บานประตูไม้ปิดลงสนิท รอยยิ้มอันสดใสที่ถูกปั้นแต่งขึ้นบนใบหน้าของอันฉิงก็พลันมลายหายไปในพริบตาเดียวก่อนจะถูกแทนที่ด้วยสีหน้าเย็นชา นัยน์ตาคู่โตที่เคยแสร้งทำเป็นร่าเริง ทอประกายความเด็ดเดี่ยวและไร้ความรู้สึกออกมาอย่างน่าหวาดหวั่น

สำหรับอันฉิงแล้ว สตรีเหล่านั้นไม่ใช่ญาติมิตร ทว่าคือเกราะป้องกันภัยที่นางต้องใช้กลอุบายเอาใจ เพื่อแลกกับการมีชีวิตรอดและปกป้องอันรุ่ยให้อยู่รอดปลอดภัยในขุมนรกแห่งนี้ต่อไปเท่านั้น

เมื่ออันฉิงก้าวพ้นออกมาจากห้องพักของเหล่านางโลม เด็กสาวก็เดินลัดเลาะลงสู่ระเบียงไม้ชั้นสอง มุ่งตรงไปยังห้องพักส่วนตัวของแขกขุนนางที่อันรุ่ยกำลังเข้าไปปฏิบัติภารกิจยกสำรับจัดวางอาหารอยู่ด้านในทันที

ด้วยความหวาดระแวงที่สั่งสมมาเนิ่นนาน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือมีแขกเหรื่อมัวเมากระทำสิ่งใดรุ่มร่าม นางจะได้ยื่นมือเข้าแทรกแซงและกันแขกเหล่านั้นออกไปจากตัวพี่สาวได้ทันควัน

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันรุ่ย ในค่ำคืนนี้นางได้รับมอบหมายให้นำสำรับอาหารและสุราไปจัดวางให้แก่แขกเหรื่อในห้องส่วนตัวดังเช่นทุกวัน

ยามนี้อันรุ่ยมีอายุได้สิบเจ็ดปีเต็มแล้ว ยิ่งเติบใหญ่ เรือนร่างบอบบางและใบหน้าของนางก็ยิ่งฉายแววความงดงามดุจดอกไม้แรกแย้ม แม้อันรุ่ยจะไม่ได้งดงามปานล่มเมืองจนผู้คนหลงใหล ทว่านางกลับมีเสน่ห์แห่งความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา อ่อนหวาน และน่าทะนุถนอม ซึ่งดึงดูดสายตาและถูกอกถูกใจแขกเหรื่อหลากวัยเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าโชคยังดีที่ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา อันฉิงคอยสอดส่องและตระเตรียมอุบายปกป้องอยู่ตลอดเวลา อันรุ่ยจึงรอดพ้นจากการถูกแขกเหรื่อเรียกตัวไปปรนนิบัติบนเตียงได้ทุกครั้งไป

ประกอบกับในช่วงหลายปีมานี้ นางไม่ได้รับการทารุณกรรมเหี้ยมโหดดังเช่นคราวอยู่ในจวนลับ อีกทั้งยังได้รับการประคบประหงมดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากน้องสาวและท่านยายเฉิง สภาพจิตใจและร่างกายของอันรุ่ยจึงค่อย ๆ ฟื้นตัวคืนกลับมาทีละน้อย

แม้สติปัญญาจะยังไม่ตื่นรู้สมบูรณ์ดังคนปกติ ทว่านางก็สามารถรับรู้เรื่องราว พูดจาโต้ตอบ และทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับคนรอบข้างได้มากกว่าแต่ก่อน

ในตอนนี้เอง อันรุ่ยกำลังก้มหน้าก้มตาบรรจงยกชามอาหารและกาสุราจัดวางลงบนโต๊ะไม้ของแขกเหรื่ออย่างสงบนิ่ง

ชายวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของห้องกำลังโอบกอดคลอเคลียอยู่กับเหล่านางโลมโฉมงามทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวา ทว่าอันรุ่ยไม่ได้ใส่ใจหรือทอดสายตามองภาพอันหยาบโลนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนต่อไปอย่างเงียบงัน

โดยที่นางไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่า สายตาคมกริบเปี่ยมเล่ห์เหลี่ยมของชายวัยกลางคนผู้นั่งอยู่กลางห้อง กำลังจับจ้องมองตรงมายังเรือนร่างซูบผอมและใบหน้าจิ้มลิ้มของนางด้วยความสนใจยิ่ง

ทว่าเขาไม่ได้แสดงกิริยารุ่มร่ามหรือยื่นมือเข้าไปลวนลามคุกคามแต่อย่างใด ชายวัยกลางคนเพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า สายตาจ้องมองยามที่เด็กสาวบรรจงจัดวางชามอาหารด้วยแววตาเป็นประกายลึกซึ้ง

หลังจากที่อันรุ่ยจัดวางสำรับอาหารเสร็จสรรพ นางจึงย่อกายทำความเคารพ แล้วก้าวเท้าเดินออกจากห้องพักไป ทว่าเขาก็ยังคงทอดสายตามองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นและจับจ้องตรงไปยังบานประตูไม่วางตา

จวบจนกระทั่งนางโลมที่กำลังออดอ้อนปรนนิบัติอยู่ข้างกาย อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากซักถามด้วยความสงสัย

“นายท่านเจ้าขา กำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ?”

นางโลมสาวใช้ฝ่ามือนุ่มนวลลูบไล้แผงอกกำยำของชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉ่ำหวาน

ชายวัยกลางคนผู้นี้มีนามว่าหลานชางไห่ เขายังคงจับจ้องสายตาตรงไปยังบานประตูไม้ที่ปิดลงสนิท รอยยิ้มลึกลับที่ปรากฏขึ้นบริเวณมุมปาก ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ

“ข้าเพียงแค่กำลังรู้สึกสนใจกระต่ายป่าตัวน้อยก็เท่านั้น...”

เมื่อนางโลมได้ยินคำตอบเช่นนั้น นางก็ไม่คิดจะใส่ใจซักถามต่อ ด้วยไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ากระต่ายที่เขาเอ่ยถึงนั้นคือสิ่งใด ก่อนจะจัดการยกจอกสุราและป้อนอาหารให้แก่หลานชางไห่ต่อตามหน้าที่ของตน

 

ขณะเดียวกัน ยามเมื่อบานประตูห้องพักผลักเปิดออก อันรุ่ยที่ถือถาดไม้ก้าวพ้นออกมาก็พบกับอันฉิงที่ยืนซุ่มคอยท่าอยู่ตรงระเบียงไม้ก่อนแล้ว ใบหน้าจิ้มลิ้มของพี่สาวจึงค่อย ๆ คลายความตึงเครียด แล้วระบายรอยยิ้มบางอันแสนบริสุทธิ์ส่งให้น้องสาวในทันใด

“พี่หญิง ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือเจ้าคะ ไปกันเถิดเจ้าค่ะ”

อันฉิงที่ทอดสายตามองเห็นรอยยิ้มละมุนของพี่สาว นัยน์ตาที่เคยระแวดระวังและตึงเครียดก็พลันสว่างไสวผ่อนคลายลง นางระบายรอยยิ้มตอบกลับไปพลางเอ่ยถามอันรุ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไป...ไปเถิด ยังมี...มีห้องให้กวาดถู...ข้างล่าง”

อันรุ่ยพยายามรวบรวมคำพูดเอื้อนเอ่ยสนทนากับน้องสาวให้มากขึ้น แม้ในบางคราถ้อยคำของนางจะเชื่องช้า น้ำเสียงติดขัด หรือต้องหยุดนึกคิดอยู่เนิ่นนาน ทว่าอันฉิงก็ไม่เคยแสดงอาการใจร้อนหรือรำคาญใจเลยแม้แต่น้อย

เด็กสาวทำเพียงทอดมองดูพี่สาวด้วยความรักใครและใจเย็น เพื่อตั้งอกตั้งใจรับฟังทุกถ้อยคำที่อันรุ่ยพยายามสื่อสารออกมา

เมื่ออันรุ่ยเอ่ยประโยคนั้นจบลง อันฉิงก็ยิ้มรับด้วยความเอ็นดูพลางพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะยื่นมือน้อยไปจับเกาะกุมฝ่ามือของพี่สาวไว้แน่น แล้วก้าวเดินจูงมือกันไปทำงานกวาดถูทำความสะอาดต่อตามปกติ ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับและความวุ่นวายแห่งราตรีกาลในหอจันทราเสี้ยว

 

ขณะเดียวกันนั้น ณ ห้องทำงานอันกว้างขวางบนชั้นสามของหอจันทราเสี้ยว หม่าเทียนกำลังนั่งตรวจทานสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่อย่างเคร่งเครียด ก่อนที่บ่าวรับใช้จะก้าวเข้ามารายงานว่าแขกคนสำคัญมีเรื่องด่วนต้องการจะสนทนากับเขา หม่าเทียนจึงไม่รอช้ารีบสั่งการให้เชิญแขกผู้นั้นเข้ามาด้านในทันที

ซึ่งแขกพิเศษผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น ทว่าคือหลานชางไห่ ขุนนางระดับสูงผู้ทรงอิทธิพลและเป็นแขกประจำรายใหญ่ของหอจันทราเสี้ยวนั่นเอง

หม่าเทียนรีบกระตือรือร้นออกไปต้อนรับและรินชาชั้นดีส่งให้อย่างนอบน้อมถ่อมตน ด้วยล่วงรู้ดีว่าชายผู้นี้คือบ่อเงินบ่อทองที่จ่ายตั๋วเงินก้อนโตให้แก่เขามาโดยตลอด

ขอเพียงหลานชางไห่เอ่ยปากปรารถนาสิ่งใด เขาย่อมพร้อมจะประเคนจัดหาให้ทุกประการ!

“ใต้เท้าเดินทางมาหาข้าน้อยถึงห้องพัก ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดให้ข้าน้อยได้รับใช้หรือขอรับ?” หม่าเทียนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ

หลานชางไห่ยกยิ้มที่มุมปากแวบหนึ่งพลางยกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยบอกจุดประสงค์ของตนออกไปอย่างตรงไปตรงมา

“ข้าต้องการสตรีนางหนึ่งในหอจันทราเสี้ยวของเจ้า อยากให้นางมาคอยดูแลปรนนิบัติข้าเป็นการส่วนตัว”

เมื่อได้ยินดังนั้น หม่าเทียนก็รีบเอ่ยตอบรับด้วยความกระตือรือร้นทันควัน

“ใต้เท้าสนใจสตรีนางใดหรือขอรับ? ขอเพียงเป็นสตรีในหอจันทราเสี้ยวแห่งนี้ ไม่ว่าใต้เท้าจะพอใจนางโลมโฉมงามคนใด ข้าน้อยย่อมยินดีส่งตัวนางไปปรนนิบัติรับใช้ท่านถึงเตียงนอนอย่างแน่นอนขอรับ!”

“เช่นนั้นก็ดี สตรีที่ข้าต้องการนามว่าอันรุ่ย”

ถ้อยคำนั้นทำเอาหม่าเทียนถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ถ้วยชาในมือแทบหลุดร่วง ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มพลันฉายแววตระหนกตกใจอย่างยิ่ง ด้วยไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ขุนนางชั้นสูงอย่างหลานชางไห่จะมาสนใจทาสรับใช้สติไม่สมประกอบผู้นั้น

ตลอดสามปีที่ผ่านมา บ่าวรับใช้ตัวแสบอย่างอันฉิงคอยใช้อุบายไหวพริบ คอยกันท่าและสร้างสถานการณ์ขัดขวางแขกเหรื่อทุกคนที่พยายามจะยุ่งเกี่ยวกับพี่สาวของนางมาโดยตลอด

แม้นางจะขัดขวางได้อย่างแนบเนียนจนเขาเอายากจะลงทัณฑ์เอาผิด ทว่ามันก็ทำให้เขาต้องคอยจ่ายเงินชดเชยให้แขกเหรื่อเหล่านั้นจนรำคาญใจ และจำต้องปล่อยให้สองพี่น้องทำงานเป็นเพียงทาสรับใช้ต่อไป

ทว่าครานี้ ผู้ที่ออกปากเรียกร้องตัวอันรุ่ยกลับเป็นถึงขุนนางระดับสูงอย่างหลานชางไห่ หากเขาเอ่ยปากปฏิเสธไป มีหวังได้หัวหลุดจากบ่าหรือถูกสั่งปิดหอจันทราเสี้ยวเป็นแน่