บทที่ 16 ภัยร้ายที่คืบคลาน (2)
บทที่ 16 ภัยร้ายที่คืบคลาน (2)
บทที่ 16 ภัยร้ายที่คืบคลาน (2)
แต่หากจะตกปากรับคำในทันใด เขาก็หวาดเกรงว่าอันฉิงจะสร้างเรื่องราวขัดขวางขึ้นมาอีก ในใจของหม่าเทียนจึงกดดันและกังวลเป็นอย่างยิ่ง
หลานชางไห่ที่ทอดสายตามองเห็นหม่าเทียนนิ่งเงียบไปนานก็พลันวางจอกชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ไม่ได้หรืออย่างไร?”
หม่าเทียนเห็นท่าทีกดดันเช่นนั้น ก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังรอคอยคำตอบที่น่าพึงพอใจ หากตอบช้ากว่านี้คงมีภัยมาถึงตัวแน่ เขาจึงรวบรวมสติคิดหาถ้อยคำบ่ายเบี่ยงเพื่อเอาตัวรอดไว้ก่อน
“ไม่...ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับใต้เท้า! เพียงแต่ข้าน้อยต้องเรียนให้ใต้เท้าทราบความจริงก่อนขอรับ อันรุ่ยผู้นี้นางเป็นเพียงทาสรับใช้ เรือนร่างและเนื้อตัวของนางมีสภาพไม่ค่อยเรียบร้อยสมบูรณ์นัก ข้าน้อยเกรงว่าจะทำให้ใต้เท้าต้องเสียอารมณ์และไม่พึงพอใจเอาได้ขอรับ...”
หม่าเทียนอธิบายไปพลางนึกถึงรอยแผลเป็นฉกรรจ์ ทั้งรอยแส้ รอยมีด และรอยไฟลนทั่วเรือนร่างของอันรุ่ยไปด้วย
แม้ว่านางจะมีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู ทว่าบาดแผลน่าเกลียดน่ากลัวเหล่านั้น หากแขกเหรื่อได้เห็นย่อมต้องสะอิดสะเอียนและโกรธเคืองเขาเป็นแน่ เขาจึงต้องเอ่ยเตือนไว้ก่อน เพื่อให้หลานชางไห่เป็นผู้ตัดสินใจเอง จะได้ไม่มาลงโทษเขาในภายหลังได้
ทว่าหลังจากได้ฟังเหตุผลของหม่าเทียน แทนที่หลานชางไห่จะแสดงความขยะแขยงหรือปฏิเสธ เขากลับยกยิ้มที่มุมปากพลางตอบกลับหม่าเทียนด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว”
ด้วยตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ยามก้าวเข้ามาเยือนหอคณิกาแห่งนี้ เขามักจะแอบสอดส่องทอดสายตามองดูอันรุ่ยอยู่เสมอ ยามที่เด็กสาวกวาดถูทำความสะอาด แขนเสื้อหรือชายกระโปรงของนางมักจะเลิกร่นขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นฉกรรจ์ใต้อาภรณ์อยู่บ่อยครั้ง
และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขานึกสนใจในตัวนางขึ้นมานั่นเอง
หลานชางไห่มองว่าการที่สตรีตัวเล็กเช่นนางสามารถอดทนผ่านพ้นบาดแผลทารุณกรรมแสนสาหัสเหล่านั้นมาได้ นางก็น่าจะมีความ ‘ทนทาน’ ต่ออารมณ์ตัณหาอันรุนแรงและป่าเถื่อนบนเตียงนอนของเขาได้ดีกว่าสตรีอื่นเช่นกัน
สตรีคณิกาทั่วไปไม่อาจรองรับรสรักอันหนักหน่วงของเขาได้ ทว่าอันรุ่ยผู้มีบาดแผลเต็มตัวผู้นี้ ช่างเหมาะเจาะสำหรับการเป็นเหยื่อรองรับอารมณ์ของเขายิ่งนัก
เมื่อหม่าเทียนล่วงรู้ว่า หลานชางไห่ไม่ได้รังเกียจบาดแผลเหล่านั้น ในฐานะเจ้าของหอคณิกา เขาย่อมไม่คิดจะปฏิเสธความต้องการของลูกค้ารายใหญ่อย่างแน่นอน
หม่าเทียนฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ตอบรับคำสั่งอย่างไม่เสียเวลาคิดอีกต่อไป แค่จัดเตรียมตัวนางให้พร้อม เขาก็กางมือรอรับตั๋วเงินก้อนโตได้ทันที
“เช่นนั้นในคืนวันพรุ่งนี้ ข้าน้อยจะจัดส่งตัวอันรุ่ยไปให้ใต้เท้าถึงห้องพักส่วนตัวอย่างแน่นอนขอรับ!”
“ดี...”
หลานชางไห่แสยะยิ้มมุมปากพลางยกจอกชาขึ้นดื่มจนหมดรวดเดียว ก่อนจะผุดลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานไปด้วยความพึงพอใจ
เช้าวันต่อมา อันฉิงได้ตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ตามความคุ้นชิน นางจูงมืออันรุ่ยเดินทางขึ้นสู่ตึกใหญ่เพื่อทำความสะอาดห้องหับตามปกติ
ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังกวาดถูเก็บกวาดห้องรับรองหรูหราห้องหนึ่งอยู่นั้น ทาสรับใช้หญิงนางหนึ่งก็พลันเดินก้าวเข้ามาตามหาตัวนางถึงภายในห้อง
“อันฉิง ท่านป้าจูสั่งให้ข้ามาตามตัวเจ้าไปพบที่เรือนพักด้านหลังโดยด่วน”
อันฉิงชะงักมือเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตฉายแววแปลกใจอยู่บ้างที่จู่ ๆ ป้าจูก็สั่งเรียกหานางในยามเช้าตรู่เช่นนี้ ทว่านางก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ เด็กสาวพยักหน้ารับคำก่อนจะหันกลับมาเอ่ยบอกพี่สาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พี่หญิงรอข้าอยู่ที่นี่ก่อนนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้ากลับมา”
“รีบ...รีบมานะ” อันรุ่ยระบายรอยยิ้มบริสุทธิ์ส่งให้น้องสาว พลางโบกมือน้อย ๆ ให้ด้วยความเอ็นดู
อันฉิงยิ้มรับด้วยความอบอุ่นใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินตามทาสรับใช้นางนั้นลัดเลาะลงสู่เรือนพักด้านหลังอาคารทันที
ยามเมื่ออันฉิงก้าวเท้ามาถึงเรือนพักทาส ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏกลับเป็นป้าจูที่ยืนคอยท่าอยู่พร้อมกับองครักษ์สองนาย เด็กสาวจึงรีบเอ่ยถามออกไปด้วยความระแวดระวัง
“ป้าจูเรียกหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”
ป้าจูไม่ได้แยแสต่อคำถามหรือสายตาสงสัยของเด็กสาวแม้แต่น้อย หญิงชราทำเพียงหันไปสั่งการองครักษ์ด้วยน้ำเย็นชา
“จับตัวนังเด็กนี่ไปขังไว้ในห้องเก็บฟืนเสีย!”
องครักษ์ทั้งสองรับคำสั่ง ก่อนจะก้าวเข้ามารวบจับตัวอันฉิงไว้แน่นทันที
“ป้าจูจะทำอันใดเจ้าคะ! ข้าไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด เหตุใดต้องมาจับข้าด้วย! จะลงทัณฑ์ข้าด้วยเรื่องอันใดกันเจ้าคะ!” อันฉิงร้องแย้งขึ้นมาทันควัน
“นี่เป็นคำสั่งของนายท่าน! ลากตัวมันไป!” ป้าจูสั่งการอย่างไม่ไยดี พลางโบกมือเร่งให้องครักษ์นำตัวนางออกไป
อันฉิงเต็มไปด้วยความสับสนและฉงนใจยามถูกฉุดลากตัวมุ่งหน้าไปยังห้องเก็บฟืน สมองน้อย ๆ พยายามครุ่นคิดหาคำตอบ ทว่านางมั่นใจว่าตนไม่ได้ก่อเรื่องราวใด ๆ อย่างแน่นอน จึงคิดไม่ออกว่าตนถูกลงโทษโวยเหตุผลใด
ทว่าทันใดนั้นเอง นางก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ นัยน์ตาของอันฉิงเบิกกว้างด้วยความตกใจ ร่างเล็กเริ่มดิ้นรนขัดขืนองครักษ์สุดกำลัง พร้อมกับตะโกนใส่ป้าจูด้วยความร้อนใจ
“ไม่ได้นะเจ้าคะ! อย่าแตะต้องพี่หญิงของข้า! อย่าทำอันใดพี่หญิงของข้า!”
ป้าจูที่เห็นเช่นนั้นก็พลันหลุดเสียงหัวเราะเยาะออกมา ก่อนจะเอ่ยบอกเด็กสาวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แล้วเจ้าจะทำอันใดได้เล่า? อย่าลืมสิว่าชีวิตของพวกเจ้าสองพี่น้องเป็นของนายท่านหม่าเทียน!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำยืนยันนั้น อันฉิงก็ยิ่งมั่นใจว่าบัดนี้กำลังเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับอันรุ่ยเป็นแน่ นางจึงยิ่งดิ้นรนสุดแรงเกิด เพื่อให้ออกจากการจับกุม ทว่าด้วยกำลังอันน้อยนิดของเด็กสาววัยสิบสี่ปีมีหรือจะสู้แรงของชายฉกรรจ์สองนายได้
“ป้าจู! ข้าขอร้องล่ะเจ้าค่ะ! ช่วยพี่หญิงของข้าด้วย! อย่าให้นายท่านส่งตัวพี่หญิงไปรับแขกเลยนะเจ้าคะ!” อันฉิงสะอื้นไห้ ร้องขอความเมตตาอย่างน่าสงสาร
“ป้าจู! ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ! ปล่อยข้าไปหาพี่หญิงเถิด ปล่อยข้าไป!”
“ข้าจะไปช่วยอันใดได้!” ป้าจูทนฟังเสียงร้องโวยวายได้ไม่นานก็เร่งรัดตัดบทด้วยความรำคาญใจ
“นี่เป็นคำสั่งเด็ดขาดของนายท่าน ไม่มีใครหน้าไหนกล้าขัดขืนหรอกนะ!”
ทว่าอันฉิงก็ยังคงไม่ยอมแพ้ นางพยายามส่งเสียงตะโกนก้อง เรียกหาเหล่าทาสรับใช้คนอื่นที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่แถบนั้น เพื่อขอร้องให้พวกนางยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ทว่าเมื่อสตรีเหล่านั้นประสานสายตากับนาง กลับทำเพียงเบือนหน้าหนี หลบสายตาไปคนละทิศคนละทางด้วยความขลาดกลัว
ทันใดนั้นเอง ยายเฉิงที่เพิ่งก้าวเท้ากลับเข้ามายังเรือนพักก็ได้มาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี หญิงชราจึงรีบวิ่งเข้ามาดูด้วยความตกใจ
ทางด้านอันฉิงยามเห็นร่างของหญิงชรา หยาดน้ำตาก็พรั่งพรูไหลนองสองแก้ม ร้องเรียกหาอีกฝ่ายราวกับเห็นความหวังสุดท้ายในชีวิตก็ไม่ปาน
“ท่านยาย! ท่านยายช่วยพี่หญิงของข้าด้วยเจ้าค่ะ! นายท่านกำลังจะส่งตัวพี่หญิงไปรับแขก ท่านยายช่วยไปห้ามนายท่านทีนะเจ้าคะ! ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะท่านยาย!”
เด็กสาวทำได้เพียงอ้อนวอนหญิงชราผู้เป็นความหวังเดียว ทว่าก่อนที่ยายเฉิงจะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ป้าจูก็ตวาดใส่ยายเฉิงเพื่อดักทางไว้ก่อน
“เรื่องนี้เจ้าอย่าได้คิดเข้ามายุ่งเชียวนะยายเฉิง! ลำพังตัวเจ้าเองก็แก่ชราจนใกล้จะลงโลงอยู่รอมร่อแล้ว อย่าคิดจะหาเรื่องใส่ตัวให้เดือดร้อน! พวกเจ้ารีบพาตัวนังเด็กนี่ไปขังได้แล้ว! หนวกหูเสียจริง!”
ยายเฉิงทำได้เพียงมองตามร่างของอันฉิงที่ถูกลากไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง นางเองก็แก่ชรามากแล้วจริง ๆ อีกทั้งยังเป็นเพียงทาสรับใช้ชั้นต่ำคนหนึ่ง ไร้ซึ่งอำนาจและเรี่ยวแรงใด ๆ จะไปขัดขืนรับสั่งของนายท่านได้เลย
เรียกได้ว่าแม้นางมีใจอยากจะช่วยเหลืออันฉิง ทว่ากลับไร้กำลังจะทำสิ่งนั้นได้ดั่งใจนึก
ขณะเดียวกัน อันฉิงก็ถูกฉุดลากมาจนถึงหน้าประตูห้องเก็บฟืน ก่อนที่องครักษ์จะเหวี่ยงร่างของเด็กสาวเข้าไปภายในอย่างรุนแรง แล้วรีบลงสลักกุญแจแน่นหนาจากด้านนอก
อันฉิงรีบถลาตัวเข้าไปทุบประตูไม้พร้อมตะโกนแผดเสียงออกมาอย่างสิ้นหวัง
“ท่านป้าจู! ข้าขอร้องล่ะเจ้าค่ะ! ปล่อยข้าออกไปเถิดนะเจ้าคะ! ข้ายินดีทำทุกอย่างที่นายท่านสั่งการ ให้ข้าไปพบพี่หญิงเถิดนะเจ้าคะ! เอาตัวข้าไปแทนเถิด! ให้ข้าไปรับแขกแทนพี่หญิงเถิดท่านป้า!”
เด็กสาวส่งเสียงกรีดร้องอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองมือทุบลงบนบานประตูจนผิวเนื้อแตกซ่าน โลหิตสีสดไหลซึมเปรอะไม้ แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากด้านนอกแม้แต่น้อย