LNCrawler

บทที่ 17 การสูญเสีย (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 17 การสูญเสีย (1)

บทที่ 17 การสูญเสีย (1)

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันรุ่ย หลังจากที่อันฉิงแยกตัวออกไป เด็กสาวก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดห้องรับรองอยู่คนเดียวตามปกติ ทว่าเพียงไม่นานนัก ป้าจูก็เดินก้าวเข้ามาหานาง แล้วนำทางพานางไปยังห้องพักประทินโฉมของเหล่านางโลม พลางเอ่ยปากบอกว่าจะช่วยแต่งตัวและทาชาดให้นางอย่างงดงาม

อันรุ่ยที่ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์มากนักก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ยินยอมให้อีกฝ่ายจับทาแป้ง สวมอาภรณ์ผ้านุ่ม และแต่งกายให้นางแต่โดยดี

ทว่าในระหว่างที่ป้าจูกำลังบรรจงปักปิ่นลงบนเรือนผม อันรุ่ยที่ฉุกนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองแยกจากน้องสาวมาเนิ่นนานก็เอ่ยปากซักถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“อันฉิง...อันฉิงเล่าเจ้าคะ อันฉิงอยู่ที่ใดแล้ว”

“นางยังทำความสะอาดไม่เสร็จ เดี๋ยวก็ตามมาแล้วล่ะ แต่งตัวเสร็จแล้ว เจ้าก็ไปทำงานต่อได้”

อันรุ่ยพยักหน้ารับคำด้วยความซื่อ เข้าใจเพียงว่าตนเองต้องไปทำงานรับใช้ตามปกติ จึงไม่ได้คิดขัดขืนหรือเอ่ยแย้งสิ่งใด

ต่อมาป้าจูก็ได้เดินนำพานางขึ้นสู่ชั้นสอง ลัดเลาะไปตามระเบียงไม้เงียบสงบ จนกระทั่งหยุดลงหน้าบานประตูห้องพักส่วนตัวห้องหนึ่ง

ยามเมื่ออันรุ่ยก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้าไป ร่างของนางก็พลันถูกผลักเข้าไปภายในห้องตามลำพัง พร้อมกับเสียงลงกลอนอย่างแน่นหนาจากด้านนอก

อันรุ่ยที่ยืนอยู่กลางห้อง แม้สติปัญญาจะไม่ได้สมบูรณ์เต็มร้อย ทว่าสัญชาตญาณระแวดระวังภัยกลับร้องเตือนอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจ ใบหน้าของนางพลันซีดเผือดลงในทันใด ก่อนจะหมุนตัวถลาเข้าไปพยายามผลักดันบานประตูหมายจะหนีออกไปด้านนอก ทว่าประตูกลับปิดสนิท ไร้ซึ่งช่องทางหลบหนี

“อันฉิง...อันฉิงอยู่ที่ใด! ข้าจะไปหา...ไปหาอันฉิง!”

มือบางทุบลงบนบานประตูไม้อย่างตื่นตระหนกพลางเอ่ยเรียกหาน้องสาวด้วยความหวาดกลัว

ท่ามกลางเสียงไห้อันน่าสงสารของเด็กสาว หลานชางไห่ที่นั่งอยู่บนตั่งไม้กลางห้องก็ได้หลุดเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี นัยน์ตาคมกริบจับจ้องไปยังท่าทางสับสนและตื่นตกใจของนางด้วยความเพลิดเพลินใจ ราวกับกำลังมองดูกระต่ายป่าตัวน้อยที่กำลังดิ้นรนอยู่ในกรงเล็บก็ไม่ปาน

เขาค่อย ๆ ผุดลุกขึ้นก้าวเท้าตรงเข้ามาหานางอย่างเชื่องช้า ไร้ซึ่งความรีบร้อน อันรุ่ยที่เห็นชายแปลกหน้าก้าวเข้ามาใกล้ เรือนร่างบอบบางก็พลันสั่นสะท้าน นางเร่งเบี่ยงกายก้าวถอยหลังหนีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ ทว่าร่างของนางก็ถูกหลานชางไห่กระชากเข้าที่เรือนผมและท่อนแขนเต็มแรง

“ปล่อย...ปล่อยข้าไปเถิดเจ้าค่ะ! ข้ากลัวแล้ว...ปล่อยข้าไปเถิด!”

อันรุ่ยร้องขอความเมตตาทั้งน้ำตา เนื้อตัวสั่นเทาตามแรงสะอื้น ทว่าหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานนั้น กลับยิ่งจุดเพลิงตัณหาในอกของหลานชางไห่ให้โหมแรงมากยิ่งขึ้น เขาแสยะยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ

“เด็กดี...อย่าได้ร้องไห้ไปเลยนะ”

แม้ว่าเขาจะเอ่ยถ้อยคำปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ามือนั้นกลับรวบกระชากดึงร่างของนางเข้ามาชิดกาย ก่อนจะลงมือปลดเปลื้องอาภรณ์และฉุดกระชากเรือนร่างของนางขึ้นสู่เตียงนอนด้วยวิธีการอันหยาบคาย ป่าเถื่อน และโหดร้ายไม่ต่างไปจากเดรัจฉานตัวหนึ่ง

ท่ามกลางเสียงพิณ ดนตรีครึกครื้น และเสียงหัวเราะต่อกระซิบเย้ายวนที่ดังต่อเนื่องบริเวณชั้นล่างของหอจันทราเสี้ยว เสียงกรีดร้องปานใจจะขาดด้วยความเจ็บปวดรวดเร็วและทรมานแสนสาหัสของอันรุ่ยก็ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องพักชั้นสองอย่างไม่ขาดสาย สลับกับเสียงหัวเราะอย่างรื่นรมย์สมใจของบุรุษโฉด

ทว่าเหล่าคณิกา ทาสรับใช้ และแขกเหรื่อที่ก้าวเดินผ่านไปมาด้านนอกห้องพักนั้น กลับไม่มีผู้ใดคิดจะหยุดเท้าเบือนสายตามามอง หรือยื่นมือเข้ามาแยแสใส่ใจเลยแม้แต่คนเดียว...

 

ขณะเดียวกัน ตลอดทั้งคืนอันแสนยาวนานนั้น อันฉิงได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางพังบานประตูออกไปจากห้องเก็บฟืน นางทั้งใช้กำปั้นทุบ ทั้งออกแรงถีบประตูไม้อย่างบ้าคลั่ง จนสองมือและสองเท้ามีแต่รอยฟกช้ำและโลหิตไหลซึม

อันฉิงในยามนี้แทบไม่อาจควบคุมสติสัมปชัญญะของตนเองไว้ได้อีกต่อไป ภายในอกร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผา ความหวาดกลัวต่อชะตากรรมของพี่สาวทำให้นางร้อนใจจนแทบคลั่ง

จวบจนกระทั่งรุ่งเช้ามาเยือน องครักษ์จึงมาเปิดบานประตูออกให้อันฉิง

ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ร่างเล็กของอันฉิงก็พุ่งตัวพรวดพราดออกไปด้านนอกด้วยความร้อนใจ นางไม่แยแสต่อบาดแผลบนเรือนร่างแม้แต่น้อย สองเท้าวิ่งกระหืดกระหอบมุ่งตรงไปยังเรือนพักของเหล่าทาสรับใช้ทันที เพื่อดูว่าอันรุ่ยเป็นอย่างไรบ้าง

ทว่าเมื่อนางไปถึงยังเรือนพักกลับพบเพียงฟูกนอนที่ว่างเปล่า ไร้ร่องรอยของพี่สาวแต่อย่างใด

“พี่หญิง! พี่หญิงของข้าอยู่ที่ใด!”

อันฉิงพุ่งตัวเข้าไปจับแขนหนึ่งในทาสรับใช้พร้อมตะโกนถามทุกคนภายในห้องพักด้วยความกระวนกระวาย ยามนี้นางแทบจะสติหลุดคลุ้มคลั่งอยู่รอมร่อ ยิ่งเห็นเหล่าทาสหญิงภายในห้องเอาแต่ก้มหน้าหลบสายตา และนิ่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบ ลางสังหรณ์ในใจก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น

เด็กสาวรีบหมุนตัว วิ่งออกไปตามหาพี่สาวตามมุมต่าง ๆ ทั่วทั้งอาคารราวกับคนเสียสติ ทว่ากลับไม่พบเจอแม้แต่เงามืดของพี่สาวเลยสักนิด

จนกระทั่งอันฉิงวิ่งไปเจอท่านยายเฉิงที่กำลังก้าวเท้าเดินกลับมายังเรือนพักพอดี นางจึงพุ่งตัวเข้าไปหาหญิงชราพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลนองสองแก้ม พลางสะอื้นไห้ถามเสียงสั่น

“ท่านยาย! พี่หญิงของข้าอยู่ที่ใดเจ้าคะ! บอกข้าที พี่หญิงอยู่ที่ใด!”

ยายเฉิงทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น นัยน์ตาฉายแววสงสารเวทนาเด็กสาวจับขั้วหัวใจ

“อันฉิง เจ้าทำใจดี ๆ และสงบสติอารมณ์ลงก่อนเถิดนะ...” ยายเฉิงยื่นมืออันสั่นเทาไปจับท่อนแขน พยายามเอ่ยปลอบประโลมให้เด็กสาวใจเย็นลง ทว่าอันฉิงในยามนี้ไม่อาจควบคุมสติอารมณ์หรือรับฟังสิ่งใดได้อีกต่อไปแล้ว

“ข้าถามว่าพี่หญิงของข้าอยู่ที่ใด!”

นางแผดเสียงตวาดลั่นด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำและคลอไปด้วยหยาดน้ำตา หญิงชราเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยบอกเด็กสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เจ้า...ตามข้ามาเถิด”

อันฉิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางเพียงแต่วิ่งก้าวตามยายเฉิงไปอย่างเงียบเชียบ

ยายเฉิงนำทางพาอันฉิงลัดเลาะไปทางด้านหลังของเรือนพัก ก้าวเดินลึกเข้าไปในสวนป่าไม้เล็ก ๆ ไม่ไกลจากตัวอาคารมากนัก จนกระทั่งหญิงชราชะงักเท้าหยุดยืนลงเบื้องหน้าลานดินกว้างอับสายตาแห่งหนึ่ง

ยายเฉิงค่อย ๆ ยกนิ้วมือขึ้นชี้ตรงไปยังลานดินเบื้องหน้า ที่ซึ่งมีร่องรอยเศษไม้และคราบเถ้าถ่านสีดำสนิทจากการเผาไหม้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง

อันฉิงทอดสายตามองไปยังร่องรอยการเผาไหม้บนพื้นดิน ที่มีเศษเถ้าถ่านสีขาวปริมาณหนึ่งปลิวไหวตามสายลมด้วยความสงสัยและฉงนใจ ก่อนจะค่อย ๆ หันใบหน้าซีดเซียวกลับมามองหญิงชราด้วยสายตาสั่นระริกที่เต็มไปด้วยคำถาม

ทว่ายายเฉิงกลับหลบสายตาสั่นไหวคู่นั้นของเด็กสาว หญิงชราเบือนหน้าหนีพลางเอ่ยบอกออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“นี่คือพี่สาวของเจ้า...”

สิ้นเสียงดังกล่าว อันฉิงพลันรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายพลันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ร่างกายของนางชาวาบยืนนิ่งแข็งค้างอยู่เนิ่นนาน หัวสมองอื้ออึงว่างเปล่าราวกับดวงวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง

“ไม่มีทาง...เป็นไปไม่ได้แน่...ไม่มีทางหรอก...”

น้ำเสียงอันสั่นเครือและนัยน์ตาที่เหม่อลอยทำให้ท่านยายเฉิงถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเวทนาจับขั้วหัวใจ หญิงชรายื่นมือไปแตะไหล่อันสั่นเทาของเด็กสาว แล้วฝืนใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางฟัง

“อันฉิง เจ้าฟังยายให้ดีนะ นั่นคืออันรุ่ยจริง ๆ เมื่อคืนนี้นางถูกนายท่านส่งตัวไปปรนนิบัติบำเรอขุนนางชั้นสูงผู้หนึ่ง กระทั่งยามเช้าตรู่ ร่างของนางถูกพาออกมาในสภาพที่ไร้ซึ่งลมหายใจแล้ว นายท่านหม่าเทียนจึงสั่งให้นำร่างของนางมาเผาทำลาย เพื่อกำจัดร่องรอยและหลักฐานตามคำสั่งของขุนนางผู้นั้น”

“ที่เจ้าเห็นอยู่เบื้องหน้านี้ คือทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ของนาง...”