LNCrawler

บทที่ 17 การสูญเสีย (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 17 การสูญเสีย (2)

บทที่ 17 การสูญเสีย (2)

อันฉิงยังคงนิ่งเงียบอยู่นาน ไม่โต้ตอบสิ่งใด ดวงตากลมโตจ้องมองเถ้าธุลีเบื้องหน้าตาเขม็งพร้อมกับหยาดน้ำตาที่หลั่งไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไร้ซึ่งเสียงสะอื้นไห้ ทว่าไหล่บางกลับสั่นไหวไม่หยุด

เด็กสาวค่อย ๆ ก้าวเท้าตรงเข้าไปหากองเถ้าถ่านเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ทุกฝีก้าวล้วนแต่หนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่ถ่วงรั้งไว้ก็ไม่ปาน ก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่า ยื่นสองมืออันสั่นเทาเอื้อมไปสัมผัสเศษเถ้ากระดูกนั้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ริมฝีปากบางอ้าขึ้นคล้ายต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา

อันฉิงกำเศษเถ้ากระดูกของอันรุ่ยไว้แน่น ก่อนที่ในที่สุดนางจะจะกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดปานใจจะขาด

“อ๊ากกกก!”

“พี่หญิง! ฮือออ พี่หญิงของข้า!”

อันฉิงในยามนี้ไม่แยแสต่อสิ่งใดบนโลกอีกต่อไปแล้ว นางแผดเสียงร้องเรียกหาพี่สาวดังลั่นไปทั่วลานดินร้าง นัยน์ตาแดงก่ำอย่างน่าหวาดหวั่น หยาดน้ำตาที่หลั่งไหลรินออกมาล้วนแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเสียใจและความเคียดแค้นอย่างล้ำลึก

“พี่หญิง ข้าขอโทษ! ฮือ ข้าผิดเองที่ช่วยท่านไว้ไม่ได้! ฮือ ข้าขอโทษ!”

เด็กสาวพร่ำเอ่ยคำขอโทษทั้งน้ำตาอย่างฟูมฟาย นางยกกำปั้นขึ้นทุบลงบนเนินดินแข็งซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนผิวเนื้อแตกฉานโลหิตซึมราวกับคนคลุ้มคลั่งเสียสติ

สำหรับอันฉิงแล้ว สิ่งที่นางเพียรพยายามทนทานและปกป้องมาตลอดหลายปี บัดนี้ได้สูญสิ้นมลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

พี่สาวที่นางเฝ้าทะนุถนอมด้วยชีวิต บัดนี้ไม่อยู่อีกต่อไป!

ยายเฉิงได้แต่มองภาพนั้นด้วยความปวดใจ ก่อนที่หญิงชราจะทรุดกายลงนั่งเคียงข้างแล้วโอบกอดร่างอันสั่นเทาของอันฉิงไว้แน่น

ทางด้านอันฉิงยังคงสะอื้นไห้คร่ำครวญอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ทว่าต่อให้เสียงกรีดร้องของนางจะดังบาดลึกเพียงใด ผู้คนภายในหอจันทราเสี้ยวก็ไร้ซึ่งผู้ใดหยุดเท้าหรือแยแสต่อความเจ็บปวดนี้ พวกเขายังคงทำงานของตนต่อราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีผู้ใดคิดหันมาสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

ปล่อยให้อันฉิงนั่งร้องไห้เบื้องหน้ากองเถ้ากระดูกของพี่สาวอยู่นานหลายชั่วยาม แม้จะมีท่านยายเฉิงคอยโอบกอดปลอบประโลม ทว่ามันกลับไม่อาจทำให้หัวใจอันแหลกสลายดวงนี้อบอุ่นขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย

จวบจนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไป อันฉิงก็ค่อย ๆ ตั้งสติได้ นางหยุดส่งเสียงร้องไห้ ทว่ายังคงนั่งจ้องมองกองเถ้ากระดูกเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เหม่อลอย

มือน้อยกำขี้เถ้าในฝ่ามือไว้แน่น ความเศร้าโศกเสียใจที่เคยมี บัดนี้กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงอาฆาตแค้นอันล้ำลึก

ในเมื่อบัดนี้ชีวิตของนางไม่หลงเหลือสิ่งใดให้ต้องพะวงอีกแล้ว แม้แต่พี่สาวคนเดียวก็ยังต้องมาจากไปเช่นนี้ แล้วเหตุใดนางจะต้องยอมก้มหน้าทนรับการกดขี่ทารุณอีกต่อไปกัน!

อันฉิงกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาสีแดงก่ำทอประกายความมุ่งมั่นและอำมหิตออกมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นางตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมเป็นเหยื่อให้พวกมันย่ำยีอีกต่อไป

ในเมื่อพวกมันกล้าทำลายสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของนาง นางก็จะเอาคืนพวกมันทุกคนอย่างสาสม!

นางจะลากพวกมันทั้งหมดลงสู่นรกปรโลกไปพร้อมกับพี่สาวของนาง!

“พี่หญิง ข้าจะไม่ยินยอมให้ท่านต้องทุกข์ทรมานเพียงลำพัง ข้าจะลากพวกมันทุกคนที่ทำร้ายท่านให้ตกตายตกนรกตามกันไป! ข้าจะทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม!”

อันฉิงเอ่ยประกาศกร้าวเบื้องหน้าเศษเถ้ากระดูก น้ำเสียงของนางเย็นชาและสั่นสะท้านไปถึงดวงวิญญาณ ดวงตาของเด็กสาววาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด

ยายเฉิงที่ได้ยินถ้อยคำสัตย์ปฏิญาณนั้นพลันตื่นตระหนกระคนตกใจไม่น้อย ด้วยไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า เด็กสาวที่เคยสงบเจียมตัวจะเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นได้ถึงเพียงนี้ ทว่ายามเมื่อหญิงชราสบสายตาอันแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวของอันฉิง นางก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจอันแรงกล้าทันที

ยายเฉิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเหี่ยวย่นกุมกระชับมือน้อยของอันฉิงไว้แน่น แล้วเอ่ยบอกเด็กสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน

“อันฉิง ไม่ว่าเจ้าคิดจะกระทำการสิ่งใด จงบอกกล่าวแก่ข้ามาเถิด หากมีสิ่งใดที่ยายแก่คนนี้พอจะช่วยเหลือเจ้าได้ ข้าก็จะช่วยเจ้าอย่างสุดกำลัง”

ทุกถ้อยคำของหญิงชราล้วนมาจากก้นบึ้งของหัวใจ นางแก่ชรามากแล้ว ไม่มีสิ่งใดในชีวิตให้ต้องหวาดกลัวหรือเสียดายอีกต่อไป ตลอดสามปีที่ผ่านมา นางเห็นสองพี่น้องเติบโตมาดุจลูกหลานในไส้ การจากไปอย่างทารุณของอันรุ่ยทำให้นางเจ็บปวดใจไม่น้อยไปกว่ากัน

อีกทั้งนางก็หมดความหวังที่จะก้าวพ้นออกไปจากนรกแห่งนี้มานานแล้ว หากสามารถช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้แก่เด็กสาวผู้บริสุทธิ์ได้ นางก็ยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ลังเล

 

ในเวลาเดียวกันนั้น ณ ห้องทำงานส่วนตัวอันหรูหราบนชั้นสามของหอจันทราเสี้ยว หม่าเทียนกำลังนั่งจิบชาร้อนรสเลิศอยู่อย่างสบายอารมณ์ เขาทอดสายตามองดูสมุดบัญชีรายรับประจำวันที่พุ่งสูงขึ้นด้วยความพึงพอใจยิ่ง ก่อนที่บ่าวรับใช้คนสนิทจะก้าวเข้ามาพร้อมกับยกสมุดบัญชีอีกเล่มมาส่งมอบให้

“นังเด็กอันฉิงนั่นเป็นอย่างไรบ้าง?”

เขาเอ่ยถามพลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ แล้วยื่นมือไปรับสมุดบัญชีเล่มใหม่มาเปิดอ่าน

“เรียนนายท่าน พอนังเด็กนั่นรู้เรื่องที่เกิดขึ้นก็ร้องไห้อาละวาดอยู่พักใหญ่ขอรับ ทว่ายายเฒ่าเฉิงก็เข้าไปกล่อมจนนางสงบลงแล้ว ยามนี้กลับไปซุกตัวอยู่ในเรือนพักทาสเรียบร้อยแล้วขอรับ ด้านนอกมีองครักษ์คุมเชิงเฝ้าไว้แน่นหนา หากนังเด็กนั่นคิดจะอาละวาดขึ้นมาอีก องครักษ์ก็จะจัดการลงไม้ลงมือทันทีขอรับ”

บ่าวรับใช้ก้มหน้ารายงานพลางบรรจงรินชาเติมใส่ถ้วยให้แก่ผู้เป็นนายอย่างนอบน้อม

“ดี ข้าก็นึกว่านังเด็กนั่นจะก่อเรื่องอันใดให้รำคาญใจอีก อย่างน้อยสุนัขจนตรอกเช่นมันก็ยังรู้จักเจียมกะลาหัวอยู่บ้าง”

หม่าเทียนหลุดหัวเราะเยาะออกมาในคอ ก่อนจะโบกไล่ให้บ่าวรับใช้ก้าวเดินออกจากห้องไป

ยามเมื่ออยู่ตามลำพังภายในห้องพัก หม่าเทียนก็ยื่นมือไปหยิบกล่องไม้เนื้อดีทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาวางตรงหน้า เขาค่อย ๆ ปลดสลักและเปิดฝากล่องออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นก้อนทองคำแท้เหลืองอร่ามจำนวนมหาศาลวางเรียงรายอยู่ภายในกล่องไม้นั้น

ดวงตาของชายวัยกลางคนทอประกายโลภมากและอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่คือค่าตอบแทนก้อนโตที่เขาได้รับมาจากใต้เท้าหลานชางไห่ ซึ่งมอบให้เขาเป็นค่าตอบแทนสำหรับสินค้าล้ำค่าอย่างอันรุ่ยนั่นเอง

หม่าเทียนยื่นมือไปหยิบก้อนทองคำขึ้นมาลูบไล้ด้วยความพึงพอใจ เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่านังเด็กสติไม่สมประกอบอย่างอันรุ่ย จะสามารถสร้างกำไรมหาศาลและทำเงินให้เขาเป็นกอบเป็นกำได้ถึงเพียงนี้

มูลค่าตั๋วเงินและทองคำแท่งที่ได้รับมาในคืนเดียว มีมูลค่ามากกว่าค่าตัวของนางโลมดาวเด่นประจำหอจันทราเสี้ยวรวมกันตลอดครึ่งปีเสียอีก!

หากเขารู้อย่างนี้ คงสั่งจับนังเด็กนั่นประเคนส่งให้ใต้เท้าหลานชางไห่ไปตั้งแต่นานแล้ว...

 

หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้น อันฉิงก็ถูกสั่งให้หยุดพักงานไปนานหลายวัน ด้วยหม่าเทียนหวาดเกรงว่าเด็กสาวจะคลุ้มคลั่งสติหลุดจนก่อเรื่องฉาวโฉ่กับแขกเหรื่ออีกครา ทว่าหลังจากส่งคนไปแอบสอดส่องพฤติกรรมของอันฉิง กลับพบว่านางไม่ได้มีท่าทีโศกเศร้า คร่ำครวญ หรือโกรธแค้นอาฆาตเลยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม นางกลับระบายรอยยิ้มสดใส กวาดถูพื้นเรือน และเอื้อนเอ่ยพูดคุยกับผู้คนรอบข้างด้วยท่าทีปกติธรรมดาราวกับว่าไม่เคยเกิดเรื่องเลวร้ายกับพี่สาวขึ้นก็ไม่ปาน

หม่าเทียนเห็นดังนั้นจึงยิ้มเยาะ คิดไปเองว่านังเด็กรับใช้ผู้นี้คงล่วงรู้ความ ยอมจำนนต่อชะตากรรมและรู้จักเจียมกะลาหัวแล้ว จึงอนุญาตให้นางกลับเข้ามาทำงานในหอจันทราเสี้ยวตามเดิม