บทที่ 18 โศกนาฏกรรม (1)
บทที่ 18 โศกนาฏกรรม (1)
บทที่ 18 โศกนาฏกรรม (1)
ในคืนต่อมา อันฉิงถูกเรียกตัวให้ไปคอยดูแลปรนนิบัติเหล่านางโลมบนชั้นสอง เด็กสาวก้าวเท้าขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความคล่องแคล่วว่องไว นางยังคงเอ่ยปากพูดคุย หยอกล้อ และประทินโฉมให้เหล่านางโลมด้วยรอยยิ้มแจ่มใสเช่นเดิม ไร้ซึ่งผู้ใดฉงนใจหรือติดใจสงสัยว่าเหตุใดเด็กสาวจึงยังคงรับใช้อยู่ได้ ทั้งที่เพิ่งสูญเสียพี่สาวคนเดียวไปแท้ ๆ
ด้วยเดิมที ผู้คนในหอคณิกาโสมมแห่งนี้ก็ไม่มีใครใส่ใจชีวิตผู้อื่นอยู่แล้ว ทำเพียงดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ เท่านั้น ไม่ว่าใครจะอยู่หรือใครจะตายก็ไม่ใช่เรื่องของพวกนาง
ต่อให้อันฉิงจะร้องไห้ฟูมฟายจนตาแฉะ พวกนางก็ไร้ซึ่งความสงสารเวทนาอยู่ดี
“อันฉิง! เจ้ามาช่วยข้าจัดพับชุดหน่อยสิ” เสียงเรียกของนางโลมคนหนึ่งดังขึ้น
“ข้าจะไปบัดนี้เจ้าค่ะ!” อันฉิงไม่รอช้า รีบวิ่งตรงเข้าไปช่วยจัดแจงอาภรณ์ให้อย่างรู้งาน
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะพี่หญิง”
“ดีมาก ประเดี๋ยวเจ้าเอาผ้ารอยขาดตรงนี้ไปเย็บซ่อมให้ข้าด้วยล่ะ”
สตรีคณิกายังคงสั่งการใช้งานอันฉิงอย่างไม่เกรงใจ ยามช่วยนางโลมคนหนึ่งเสร็จ อีกคนก็เรียกตัวนางไปใช้งานต่อ บนใบหน้าของเหล่านางโลมยังคงประดอยร้อยรอยยิ้มกว้าง ไร้ซึ่งคนใดคิดจะเอ่ยปากถามไถ่หรือเอ่ยคำปลอบประโลมเด็กสาวเลยแม้แต่คนเดียว
“อันฉิง! มาตัดเล็บให้ข้าที!”
“อันฉิง! มาบีบนวดเท้าให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
มีเพียงเสียงร้องเรียกใช้งานดังเซ็งแซ่มาจากทุกมุมห้อง อันฉิงเองก็ยังคงก้มหน้าก้มตาปรนนิบัติรับใช้ทุกคนอย่างตั้งอกตั้งใจ
“พี่หญิงทุกท่าน ข้าต้องขอตัวไปทำงานด้านล่างต่อก่อนนะเจ้าคะ”
อันฉิงเอ่ยบอกลาเหล่านางโลมพร้อมรอยยิ้มสดใส ยามเมื่อปรนนิบัติทุกคนจนเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว นางจึงก้าวเท้าเปิดประตูเดินออกจากห้องพักไป ทว่าทันทีที่บานประตูไม้ปิดลงสนิท รอยยิ้มประดิดประดอยบนใบหน้าของอันฉิงก็พลันมลายหายไปในชั่วพริบตา
นัยน์ตาคู่โตแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดำมืด เด็กสาวไม่รอช้า ยื่นมือน้อยไปจับสลักไม้ลงกลอนประตูห้องพักของเหล่านางโลมจากเบื้องนอกอย่างแน่นหนา ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปโดยไม่คิดจะหันกลับมาแยแสอีกเลย
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจกับเหล่านางโลม อันฉิงก็ตรงไปยังโรงครัวเพื่อยกถาดสำรับอาหารและขวดสุราไปจัดส่งให้แก่แขกเหรื่อตามห้องส่วนตัว
ระหว่างทางเดินตรงระเบียงไม้ นางเดินสวนเข้ากับยายเฉิงที่เพิ่งทำความสะอาดพื้นเสร็จพอดี ทั้งสองประสานสายตากันเพียงชั่วครู่ นัยน์ตาของหญิงชราฉายแววเด็ดเดี่ยว เป็นอันล่วงรู้แผนการลับร่วมกันในเงามืด ก่อนที่ต่างฝ่ายจะเดินสวนผ่านกันไปอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งร่องรอยให้ผู้ใดสงสัย
อันฉิงนำถาดอาหารและสุราไปจัดวางให้แก่แขกเหรื่อตามห้องต่าง ๆ จนครบถ้วน นางยังคงสนทนา ยิ้มแย้ม และย่อกายตอบรับแขกเหรื่อด้วยรอยยิ้มหวานดั่งเช่นทุกวัน แม้แต่เหล่านางโลมภายในห้องก็ไม่อาจจับสังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ ได้เลย
ครั้นจัดวางสำรับเสร็จสรรพ เด็กสาวก็เอ่ยขอตัวออกจากห้องพักไปอย่างนอบน้อม
จากนั้นนางก็ก้าวเท้าเดินลัดเลาะไปตามทางเดินไม้ มุ่งตรงไปยังประตูลับทางด้านหลังอาคาร ยามเมื่อก้าวพ้นออกไปด้านนอก อันฉิงก็จัดการลงกลอนประตูลับจากเบื้องนอกไว้แน่นหนา โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าทางออกด้านหลังถูกปิดตายเรียบร้อยแล้ว เด็กสาวจึงเดินอ้อมทางด้านข้าง กลับเข้ามาทางประตูลับหน้าตึกอย่างสงบนิ่ง
ท่ามกลางผู้คนและแขกเหรื่อที่กำลังพลุกพล่านเดินขวักไขว่ อันฉิงอาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใดสนใจ แอบย่องไปลงกลอนปิดตายบานประตูใหญ่ทางด้านหน้าจากด้านใน
เมื่อปิดทางเข้าออกทั้งหมดไว้จนหมดสิ้นแล้ว เด็กสาวก็ถือไม้กวาด แสร้งทำเป็นเดินเก็บกวาดทำความสะอาดตามมุมห้องตามปกติ
เวลาหมุนเวียนผ่านพ้นไปอีกครู่ใหญ่ จู่ ๆ เสียงดนตรีที่เคยดังครึกครื้น ก็พลันแผ่วเบาลงและเงียบไปในที่สุด
เหล่าแขกเหรื่อผู้มีเงินทอง ขุนนางน้อยใหญ่ที่กำลังเสพสมสุขสมอยู่กับเหล่านางโลมต่างเริ่มมีอาการตาปรือ หัวหมุนง่วงซึมอย่างผิดปกติ หลังจากได้ลิ้มรสอาหารและจิบสุราราคาแพงที่ถูกแอบผสมยาสลบลงไป
เพียงไม่นาน ทุกคนภายในตึกก็ทยอยฟุบล้ม ร่างกายอ่อนแรงลง นอนสลบไสลไม่ได้สติกันเกลื่อนกลาดนับร้อยชีวิต
ด้านองครักษ์ที่ประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ เริ่มจับสังเกตเห็นถึงความผิดปกติทันที พวกเขาไม่รอช้า รีบวิ่งออกตรวจตราดูตามชั้นต่าง ๆ ทันควัน ก่อนจะพบว่าทั้งแขกเหรื่อ นางโลม และทาสรับใช้ ล้วนแต่ล้มนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ตามระเบียงและห้องหับเต็มไปหมด
ไม่ว่าจะเขย่าร่างหรือเรียกขานอย่างไร คนเหล่านั้นก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมาเลยสักคน
หนึ่งในองครักษ์จึงรีบส่งเสียงตะโกนเรียกรวมพลฉับพลัน
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! รีบไปรายงานนายท่านเร็วเข้า!”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทางด้านอันฉิงและท่านยายเฉิงกำลังช่วยกันแบกถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่จัดเตรียมซุกซ่อนไว้ก่อนหน้านี้ ออกมาราดลงบนพื้นไม้ระเบียงทางเดิน และเสาอาคารอย่างรีบร้อน จนกระทั่งน้ำมันถังสุดท้ายถูกเทราดลงจนหมดสิ้น
อันฉิงหยุดยืนมองดูผลงานของตนด้วยแววตาที่เย็นชาและว่างเปล่า เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงที่นางราดลงไปนั้น มิได้อยู่เพียงแค่บนพื้นกระดานหรือตามเสาอาคารเท่านั้น ทว่านางยังบรรจงราดน้ำมันลงบนอาภรณ์และเรือนร่างของเหล่านางโลม ข้ารับใช้ และแขกเหรื่อขุนนางที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ตามพื้นอีกด้วย
ในยามนี้ อันฉิงไม่แยแสหรือใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ว่าสตรีหรือบุรุษที่นอนสลบไสลอยู่นั้นจะเป็นใครมาจากไหน นางไม่คิดสนใจเลยด้วยซ้ำว่า หากคนเหล่านี้สะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางทะเลเพลิงที่กำลังแผดเผา พวกเขาจะต้องทรมานปานใจจะขาดเพียงใด
ตรงกันข้าม ส่วนลึกในใจของเด็กสาวกลับครุ่นคิดเพียงว่า การที่คนพวกนี้ต้องพบเจอกับชะตากรรมทรมานเช่นนี้ก็นับว่าเป็นโชคร้ายของพวกเขาเอง
หากจะกล่าวว่าคนเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ นางย่อมไม่คิดอย่างนั้นอย่างแน่นอน!
เพราะหากคนเหล่านี้บริสุทธิ์จริง ยามที่พี่สาวของนางส่งเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ยามที่อันรุ่ยถูกลากตัวไปย่ำยีทรมานจนตาย เหตุใดคนพวกนี้จึงทำเพียงนิ่งเฉย เบือนหน้าหนี และไม่คิดที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเล่า!
ยิ่งคิด เพลิงแค้นในอกก็ยิ่งแผดเผาจนแทบคลั่ง หากคนพวกนี้พอจะมีจิตเมตตาหรือความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์สักนิด พี่สาวของนางก็คงไม่ต้องมาตายอย่างทรมานกลายเป็นกองเถ้าถ่านเช่นนี้
ในช่วงเวลาหลายปีที่นางและอันรุ่ยต้องทนทุกข์ทรมานในนรกแห่งนี้ ไม่เคยมีหน้าไหนยื่นมือเข้าช่วยเลยสักคน แล้วในวันนี้ ยามที่พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพนรกขุมเดียวกันบ้าง นางก็อยากจะรู้นักว่าจะมีเทพองค์ใดยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเขาเช่นกัน...
สิ่งที่นางทำในวันนี้ ก็แค่เพียงทำให้คนพวกนี้ได้ล่วงรู้และรับสัมผัสถึงความทุกข์ทรมานที่พี่สาวของนางเคยได้รับก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็อย่าได้ถือโทษว่านางใจดำเหี้ยมโหดเลยก็แล้วกัน!
“อันฉิง เรียบร้อยแล้ว...”
ในตอนนั้นเอง ยายเฉิงที่แยกตัวไปราดน้ำมันอีกฝั่งหนึ่งก็ก้าวเท้ากลับมาหาพร้อมกับถือตะเกียงน้ำมันส่องสว่างอยู่ในมือ อันฉิงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะยื่นมือน้อยไปรับตะเกียงน้ำมันนั้นมาถือไว้
ขอเพียงแค่นางปล่อยมือ สถานที่แห่งนี้ก็จะมอดไหม้กลายเป็นกองเถ้าถ่าน ไม่แตกต่างไปจากพี่สาวของนางเลยแม้แต่น้อย
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงตวาดลั่นขององครักษ์พลันดังขึ้น ก่อนที่พวกเขาจะวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงบริเวณนั้นได้ทันการณ์ก่อนที่อันฉิงจะทันได้ลงมือจุดไฟ ทว่าท่าทีของเด็กสาวกลับไร้ซึ่งความตื่นตระหนกตกใจแม้แต่น้อย นางไม่แม้แต่จะเหลียวสายตาไปมองพวกมันเลยสักนิด
ท่าทีนิ่งสงบของอันฉิงยิ่งสร้างความหวั่นใจให้แก่เหล่าองครักษ์อย่างยิ่ง ด้วยหากนางทิ้งตะเกียงน้ำมันลงสู่พื้นไม้ที่เปียกโชกไปด้วยน้ำมันในยามนี้ หอจันทราเสี้ยวทั้งตึกสี่ชั้นย่อมกลายเป็นทะเลเพลิงแผดเผาในพริบตาเดียวเป็นแน่
ทางด้านอันฉิงพลันยกยิ้มเย็นที่มุมปากชั่วครู่ นางเอียงตะเกียงในมือเตรียมจะปล่อยลงสู่พื้นอย่างไม่รีบร้อน
ครั้นเหล่าองครักษ์เห็นเช่นนั้น ต่างพากันก้าวเท้าถอยร่นหนีไปหลายก้าวด้วยความตกใจ
ขณะเดียวกัน เด็กสาวก็หันกลับไปหาหญิงชราพลางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความลังเล
“ท่านยายเฉิง ท่านไปรอในสถานที่ปลอดภัยด้านนอกก่อนเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะจัดการเรื่องราวต่อจากนี้เอง”
ยายเฉิงฉายแววลังเลใจเล็กน้อย ทว่ายามเมื่อประสานสายตาอันเด็ดเดี่ยววาวโรจน์ของเด็กสาว หญิงชราก็พยักหน้ารับคำ แล้วพาร่างของตนหลบหนีออกไปทางช่องประตูลับแต่โดยดี
เมื่อเห็นว่าหญิงชราก้าวพ้นออกไปแล้ว อันฉิงจึงหมุนกายหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าองครักษ์อีกครา
“เจ้าอย่าได้คิดจะกระทำเด็ดขาดนะ! ไม่อย่างนั้น นายท่านไม่เก็บเจ้าไว้แน่!” องครักษ์ตวาดห้ามปรามพลางเอ่ยคำข่มขู่สารพัด
ทว่าอันฉิงกลับหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นด้วยความขบขัน ในเวลานี้แล้วอีกฝ่ายยังจินตนาการไปเองอีกหรือ ว่านางยังมีความหวาดกลัวต่อสิ่งใดบนโลกใบนี้อยู่อีก?