LNCrawler

บทที่ 18 โศกนาฏกรรม (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 18 โศกนาฏกรรม (2)

บทที่ 18 โศกนาฏกรรม (2)

อันฉิงไม่เสียเวลาเอ่ยสิ่งใดตอบกลับอีก นางเพียงแต่คลายมือออก ปล่อยตะเกียงน้ำมันในมือให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นไม้ที่เปียกโชกไปด้วยน้ำมันอย่างไม่แยแสสิ่งใด

เพล้ง!

ทันทีที่ตะเกียงกระทบพื้น เปลวไฟจากไส้ตะเกียงก็พลันพุ่งลุกลามขึ้นสู่พื้นน้ำมันในทันควัน

เพียงชั่วพริบตา ทั่วทุกพื้นที่ภายในหอจันทราเสี้ยวก็พลันปกคลุมไปด้วยทะเลเพลิงที่โหมกระหน่ำ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ราดไว้อย่างท่วมท้นประกอบกับขวดสุราที่แตกกระจาย กลายเป็นตัวเร่งให้เปลวไฟทวีความรุนแรง แผดเผาลุกลามไปตามโครงสร้างเรือนไม้อย่างรวดเร็วเกินกว่าสิ่งใดจะยับยั้งได้

เหล่าองครักษ์ต่างพากันเผยสีหน้าเคร่งเครียดออกมากันถ้วนหน้า ก่อนจะพาวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น เพียงไม่นาน ความอลหม่านและวุ่นวายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งตึก แขกเหรื่อหรือนางโลมบางส่วนที่ไม่ได้โดนยาสลบ ต่างพากันวิ่งชนกันแตกพ่ายไปคนละทิศคนละทางเพื่อเอาชีวิตรอด

“พวกเจ้าช่วยกันดับไฟเร็วเข้า!” องครักษ์ที่พอจะตั้งสติได้ รีบสั่งการคนที่เหลือทันที

ทว่าในยามนี้ ข้ารับใช้และทาสแรงงานต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ไม่มีผู้ใดสนใจคำสั่งอีกต่อไปแล้ว มีเพียงเหล่าองครักษ์เท่านั้นที่พยายามยกถังน้ำสาดดับเพลิง ทว่ามันกลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง ด้วยเปลวเพลิงได้ลุกโหมรุนแรงเกินกว่าจะดับลงได้เสียแล้ว

“ไม่ต้องดับไฟแล้ว! ช่วยพาตัวแขกออกไปก่อน!” องครักษ์อีกคนสั่งการท่ามกลางกลุ่มควันดำและผู้คนที่กำลังตื่นผวา

“ทุกคนช่วยกันพยุงพวกแขกหนีก่อน! เร็วเข้า!”

เหล่าองครักษ์ต่างพากันกุลีกุจอพยุงร่างของแขกเหรื่อที่หมดสติ ลากออกไปทางระเบียงด้านข้างที่พอจะยังไม่ถูกไฟลามไปถึง ทำให้ไม่มีผู้ใดหันมาสนใจอันฉิง ผู้เป็นต้นตอของวินาศกรรมในครานี้อีกเลย

 

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันฉิงที่ยืนจ้องมองภาพเบื้องหน้าอยู่มุมหนึ่งของอาคารด้วยสายตาที่เย็นชานั้น นางทอดสายตามองภาพความวุ่นวายอลหม่านเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง เสียงร้องโหยหวนปานใจจะขาดของคนที่กำลังถูกเพลิงไฟคลอกเนื้อ ดังสลับกับเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของเหล่านางโลมที่ติดอยู่ภายในห้องพักที่ถูกลงกลอนไว้ดังเซ็งแซ่อย่างต่อเนื่อง

ทว่าอันฉิงกลับทำเพียงยกมุมปาก ฉีกรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมขึ้นบนใบหน้าเท่านั้น ก่อนที่เด็กสาวจะหมุนกายก้าวเท้าเดินผ่านเปลวเพลิงที่เริ่มลุกลาม ขึ้นสู่บันไดชั้นบนสุด

มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของหม่าเทียนด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นและเด็ดเดี่ยว

 

ขณะเดียวกัน ณ ห้องทำงานส่วนตัวชั้นสามของหอจันทราเสี้ยว หม่าเทียนกำลังนั่งตรวจทานบัญชีอยู่อย่างสบายอารมณ์ดังเช่นปกติ ทันใดนั้นเอง บานประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับบ่าวรับใช้คนสนิทที่วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด

“นายท่านขอรับ! แย่...แย่แล้วขอรับ!”

หม่าเทียนเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาขุ่นมัว ในใจรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยที่ถูกขัดจังหวะ ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“มีเรื่องอันใดก็รีบพูดมา! อย่าได้มารบกวนเวลาทำงานของข้า!”

“นายท่านขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วขอรับ! ทั้งแขกเหรื่อขุนนางและคนของเราต่างถูกวางยาสลบกันจนหมดสิ้น! อีกทั้ง...ตอนนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่ชั้นล่าง เปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำลุกลามไปทั่วทั้งตึกแล้วขอรับ!”

เมื่อได้ยินถ้อยคำรายงานนั้น หม่าเทียนก็ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในทันใด ใบหน้ายโสพลันแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดและซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

“มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน? เหตุใดจึงเกิดเพลิงไหม้ขึ้นได้! แล้วยามนี้พวกองครักษ์ทำสิ่งใดกันอยู่!” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือไปด้วยความวิตกกังวล

“ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดขอรับนายท่าน! ยามนี้เพลิงไฟลุกโหมรุนแรงเกินกว่าจะดับลงได้ทันแล้วขอรับ เหล่าองครักษ์ต่างพยายามช่วยกันพาร่างของพวกแขกหลบหนีออกไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้นขอรับ!”

“เจ้ารีบไปสั่งการคนของเราทั้งหมด ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องช่วยพาแขกทุกคนออกไปให้หมดสิ้น! ห้ามให้แขกขุนนางเป็นอันตรายไปแม้แต่คนเดียว ไม่เช่นนั้นก็เอาหัวของพวกเจ้ามาแลกเสีย!”

“ทราบแล้วขอรับนายท่าน!” บ่าวรับใช้รับคำสั่งอย่างลนลาน ก่อนจะหมุนกายวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

เมื่ออยู่ตามลำพังภายในห้องพัก หม่าเทียนก็ทำได้เพียงเดินวนไปมาด้วยความกระสับกระส่าย เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมเช่นนี้ขึ้นได้

อีกทั้งแขกเหรื่อแต่ละคนที่เดินทางมาใช้บริการที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นขุนนางและผู้มีอิทธิพลทั้งสิ้น หากเกิดสิ่งใดขึ้นแก่คนเหล่านั้น มีหวังลาภยศและอนาคตของเขาได้จบสิ้นลงเป็นแน่

เพียงไม่นานนัก บานประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอีกครา หม่าเทียนรีบหันหน้ากลับไป หมายจะเอ่ยปากซักถามความคืบหน้า ทว่าบุคคลที่หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบานประตูกลับไม่ใช่บ่าวรับใช้ของเขา หากแต่เป็นอันฉิงที่กำลังยืนมองเขาตาเขม็ง

“เจ้าเข้ามาทำสิ่งใดที่นี่?” หม่าเทียนตะคอกถามด้วยความหงุดหงิดตึงเครียด

“ข้ามีเรื่องสำคัญจะมารายงานให้นายท่านทราบเจ้าค่ะ” อันฉิงระบายรอยยิ้มบางพลางก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องอย่างใจเย็น

“มีสิ่งใดก็รีบพูดมา หากเรื่องที่เจ้าจะพูดไม่ใช่เรื่องสำคัญ รู้ใช่หรือไม่ว่าข้าจะลงโทษเจ้าอย่างไร!” เขาชักสีหน้าใส่อย่างรำคาญ

ทว่าอันฉิงกลับไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดตอบกลับ นางทำเพียงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยนัยน์ตากลมโตที่ทอประกายความเกลียดชังและโกรธแค้นล้ำลึก กลิ่นอายดุดันพลันแผ่ออกมาจากร่างเล็ก ทำเอาหม่าเทียนถึงกับขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่ชอบใจ

“นังเด็กนี่! เจ้าคิดว่าตนเองกำลังทำสิ่งใดอยู่ วอนหาที่ตายเสียแล้วใช่หรือไม่!”

“เช่นนั้นเจ้าก็จงตายไปเสียเถิด!”

สิ้นเสียงอันเย็นชา อันฉิงก็ชักมีดสั้นที่แอบซุกซ่อนไว้เบื้องหลังออกมา แล้วพุ่งตัวจ้วงแทงเข้าใส่หม่าเทียนอย่างรุนแรงโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

แม้หม่าเทียนจะพยายามเอี้ยวตัวหลบด้วยความตกใจ ทว่าก็ยังเชื่องช้าไปก้าวหนึ่ง คมมีดสั้นในมือของอันฉิงจึงฟันฉับเข้าใส่ท่อนแขนของเขาอย่างจัง โลหิตสีสดไหลซึมทะลักออกมาทันที เขาถึงกับตาลุกวาวด้วยความโมโหและตื่นตระหนกตกใจไปพร้อมกัน

“นังเด็กบ้า! เจ้าคิดจะทำสิ่งใด!”

หม่าเทียนเอามือกุมบาดแผลบนท่อนแขนที่เปรอะเปื้อนโลหิตไว้ พลางตวาดใส่อันฉิงเสียงดังลั่นห้อง

ทว่าอันฉิงกลับไม่ได้มีท่าทีดูหวาดกลัวไม่ นางกลับแสยะยิ้มส่งให้อย่างเหี้ยมเกรียม

“จะทำสิ่งใดอย่างนั้นหรือ? ข้าก็กำลังจะฆ่าเจ้าอย่างไรเล่า! ในเมื่อเจ้าบังอาจเอาชีวิตของพี่หญิงข้าไป เจ้าก็ไม่ควรมีลมหายใจอยู่ต่อไปเช่นเดียวกัน! ในวันนี้เจ้าจะต้องชดใช้ให้พี่หญิงของข้าด้วยชีวิตของเจ้าเอง!”

เด็กสาวกำด้ามมีดในมือแน่น ก่อนจะพุ่งเข้าใส่หม่าเทียนอีกครั้ง ทว่าหม่าเทียนผู้มีเรือนร่างกำยำและใหญ่โตกว่ามาก ยามเมื่อตั้งสติได้ เขาก็หลบหลีกการโจมตีของเด็กสาวได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งด้วยกำลังแรงที่เหนือกว่ามหาศาล เขาจึงยื่นมือไปคว้าเข้าที่ข้อมือของอันฉิง แล้วสะบัดออกอย่างแรงจนมีดสั้นหลุดร่วงลงสู่พื้น

เพี๊ยะ!

หม่าเทียนเงื้อมือตบเข้าที่ใบหน้าของอันฉิงอย่างเต็มแรง ส่งผลให้ร่างเล็กของเด็กสาวพลันล้มไถลลงไปกองกับพื้นทันควัน

อันฉิงพลันรู้สึกมึนงงและศีรษะหมุนเคว้งไปชั่วครู่ ทว่านางกลับไม่คิดจะยอมแพ้แต่อย่างใด ร่างเล็กพยายามยื่นมือควานหามีดที่ตกอยู่บนพื้น หมายจะหยิบขึ้นมาสู้ต่ออีกครา ทว่าหม่าเทียนกลับยกเท้ายันถีบเข้าเต็มกลางลำตัวของนางอย่างโหดเหี้ยม

ปัง!

โครม!

แรงถีบส่งร่างของอันฉิงให้กลิ้งไถล ก่อนจะไปกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างรุนแรง

“นังเด็กบ้า! เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน! กล้าดีอย่างไรถึงคิดจะมาฆ่าข้า!”

หม่าเทียนย่างเท้าตรงเข้ามาหาอันฉิงด้วยความโทสะขุ่นมัว เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เด็กสาวเช่นนางจะกล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้ เห็นทีว่าที่ผ่านมาเขาคงดูถูกความกล้าของนางมากเกินไปจริง ๆ

ทว่าต่อให้นางจะกล้าหาญหรือพยายามเพียงใด สุดท้ายสุนัขจนตรอกเช่นนางก็ไม่มีทางพ้นเงื้อมมือของเขาไปได้อยู่ดี!

“นังเด็กสารเลว! เรื่องเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เป็นฝีมือของเจ้าด้วยใช่หรือไม่!”

หม่าเทียนตวาดถามพลางยกเท้ากระทืบเข้าใส่ลำตัวและหน้าท้องของอันฉิงอย่างหนักหน่วงหลายต่อหลายครา ยามนี้เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันได้แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้จะต้องเป็นฝีมือของนังเด็กสารเลวตรงหน้านี้อย่างไม่ต้องสงสัย!

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันฉิงที่ไม่อาจสู้แรงของชายวัยกลางคนได้ นางก็ทำได้เพียงงอกายทรุดลงไปนอนกับพื้นไม้ ในขณะที่สองมือกุมหน้าท้องตนเองไว้ด้วยความเจ็บปวด