บทที่ 19 ตราบใดที่พวกมันยังอยู่ นางจะไม่ยอมตาย (1)
บทที่ 19 ตราบใดที่พวกมันยังอยู่ นางจะไม่ยอมตาย (1)
บทที่ 19 ตราบใดที่พวกมันยังอยู่ นางจะไม่ยอมตาย (1)
“ข้าไม่น่าเมตตาเลี้ยงดูเจ้าไว้เลย! น่าจะปล่อยให้พวกเจ้าสองพี่น้องนอนเน่าตายไปเสียตั้งแต่ครานั้น! เจ้าคิดว่าท่านผู้นั้นจะปล่อยพวกเจ้าไว้จริง ๆ หรืออย่างไร? หากไม่ใช่เพราะข้าเมตตาปล่อยให้มีชีวิตรอดต่อ ป่านนี้เจ้าคงถูกกำจัดตายไปนานแล้ว แต่เจ้ากลับตอบแทนข้าเช่นนี้หรือ! นังเด็กอกตัญญูเลี้ยงไม่เชื่อง!”
หม่าเทียนทั้งกระหน่ำเท้าเตะกระทืบ ทั้งตวาดด่าทออันฉิงไปพร้อม ๆ กันด้วยความโมโห ร่างเล็กถูกเตะอัดกระแทกซ้ำ ๆ จนกระทั่งในที่สุดนางก็กระอักเลือดออกมาคำโต ทว่าหม่าเทียนก็ยังคงไม่ยอมหยุดระบายโทสะแต่เพียงเท่านั้น
“นังแพศยา! นังสารเลว! เลี้ยงไม่เชื่องเช่นนี้ก็จงตายไปเสีย!”
หม่าเทียนหมายจะกระทืบซ้ำให้นางตายคามือตนเอง ทว่าในตอนนั้นเอง บ่าวรับใช้คนสนิทก็วิ่งกลับเข้ามาในห้องเสียก่อน ทำให้หม่าเทียนจำต้องชะงักเท้าลงกลางคัน
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง!” หม่าเทียนเอ่ยถามด้วยความรีบร้อน
“เรียนนายท่าน! ยามนี้คนของเราช่วยพาตัวพวกแขกออกไปได้จนหมดสิ้นแล้วขอรับ! เพียงแต่เพลิงไฟโหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งนัก ยังมีเหล่านางโลมและทาสรับใช้ติดค้างอยู่ตามห้องพักส่วนตัวอีกบางส่วน และตอนนี้เปลวเพลิงเริ่มลุกลามขึ้นมาถึงชั้นสามแห่งนี้แล้วขอรับ!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำรายงานนั้น หม่าเทียนก็พ่นลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยหากพวกแขกขุนนางไม่ต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ หัวของเขาก็ยังคงตั้งอยู่บนบ่า
“เจ้าไม่ต้องไปใส่ใจพวกมัน คนพวกนั้นจะเป็นหรือตายก็ช่าง! ดูแลแค่พวกแขกให้ดีที่สุดก็พอ!”
“ทราบแล้วขอรับนายท่าน เพียงแต่ตอนนี้นายท่านต้องรีบหลบหนีออกจากที่นี่โดยด่วนแล้วนะขอรับ ไม่เช่นนั้นหากไฟลามมาปิดทางลงบันได เกรงว่าจะไม่อาจหนีออกจากอาคารได้แล้ว!”
หม่าเทียนพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้ เขารีบก้าวเท้าตรงไปยังโต๊ะทำงาน ยื่นมือไปคว้ากล่องไม้ใส่ทองคำแท่งมาถือไว้แน่นหนา เตรียมจะหลบหนีออกไป ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวพ้นประตูห้องพัก มือน้อยอันสั่นเทาและเต็มไปด้วยคราบเลือดของอันฉิงก็พลันยื่นมาคว้าจับเข้าที่ข้อเท้าของหม่าเทียนไว้แน่น
เด็กสาวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเท่าที่มีออกแรงดึงรั้งข้อเท้าของเขาไว้ หมายจะรั้งอีกฝ่ายให้ตกตายและมอดไหม้ไปในกองเพลิงพร้อมกับนาง
“นังเด็กบ้านี่! คิดจะลากข้าไปลงนรกพร้อมเจ้าหรืออย่างไร! หากอยากตายมากนักก็จงตายไปคนเดียวเสีย!”
หม่าเทียนสะบัดเท้าอย่างแรง อีกทั้งยังกระทืบซ้ำใส่ร่างเล็กอีกครั้ง ทว่ามือน้อยของนางก็ยังคงยื่นไปเกาะกุมข้อเท้าของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“หาก...หากเจ้าไม่ยอมตาย ข้าก็จะไม่ยอมตายเช่นกัน!”
อันฉิงเค้นเสียงเอ่ยบอกผ่านไรฟันที่เปรอะเลือด ก่อนจะกระอักโลหิตออกมาอีกระลอกใหญ่
“เจ้าฝันไปเถิด! นังเด็กเหลือขออย่างเจ้าจะมีปัญญามาทำอันใดข้าได้!”
หม่าเทียนหัวเสียยิ่งกว่าเดิม เขาถุยน้ำลายใส่ร่างของอันฉิงอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะออกแรงกระชากเท้าหลุดจากการเกาะกุม แล้วกระทืบซ้ำลงบนลำตัวของนางด้วยความโมโหถึงขีดสุด
“นายท่าน! รีบไปกันเถิดขอรับ!”
บ่าวรับใช้ร้องเตือนผู้เป็นนายอย่างลนลาน ยามเห็นกลุ่มควันดำเริ่มทะลักเข้ามาภายในห้อง
หม่าเทียนรู้ดีว่าหมดเวลาแล้ว เขาไม่อาจมาเสียเวลากับนังเด็กใกล้ตายผู้นี้ได้อีก เพราะอย่างไรเสีย นางก็ต้องถูกเพลิงไฟคลอกตายอยู่ในห้องแห่งนี้อยู่ดี ดังนั้นก่อนจะหมุนกายเดินจากไป เขาจึงเตะอัดใส่ร่างของอันฉิงอีกคราเป็นการทิ้งท้าย
อันฉิงที่บาดเจ็บสาหัสไปทั่วทั้งร่างนั้น นางก็ยังคงพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิด หมายจะยื่นมือไปคว้าข้อเท้าของหม่าเทียนอีกครั้ง ทว่าด้วยพิษบาดแผลก็พลันทำให้นางกระอักเลือดออกมาอีกคราพร้อมเรี่ยวแรงที่อ่อนลง ไม่อาจยื่นมือไปถึงขาของอีกฝ่ายได้อีกต่อไป
เด็กสาวทำได้เพียงนอนซมจมกองโลหิต นัยน์ตาสีแดงก่ำจ้องมองแผ่นหลังของหม่าเทียนตาเขม็งด้วยความอาฆาต ก่อนจะกัดฟันเค้นถ้อยคำเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความแค้น
“หากข้า...หากข้ารอดชีวิตไปได้...ข้าจะกลับมาทวงแค้นพวกเจ้าทุกคนให้สาสม!”
หม่าเทียนที่ได้ยินเช่นนั้น เขาก็หันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาราวกับกำลังมองคนโง่ก็ไม่ปาน ก่อนจะหลุดหัวเราะเยาะออกมาลั่นห้อง
“อย่างเจ้าน่ะหรือ? เอาชีวิตรอดไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนเถิด!”
กล่าวจบ หม่าเทียนพร้อมกับบ่าวรับใช้ก็รีบหลบหนีออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้ร่างอันบอบช้ำและชุ่มไปด้วยโลหิตของอันฉิงนอนซมอยู่บนพื้นไม้เพียงลำพัง ท่ามกลางเปลวเพลิงนรกที่กำลังลุกลามคืบคลานเข้ามาล้อมรอบตัวนาง
หลังจากที่เวลาผ่านพ้นไปได้สักพัก ร่างของอันฉิงที่เคยแน่นิ่งจมกองโลหิตอยู่บนพื้นพลันเริ่มเคลื่อนไหวขึ้นอีกครา ยามเมื่อสติสัมปชัญญะค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา เด็กสาวก็กัดฟันแน่นจนเลือดซึม ฝืนความเจ็บปวดพาเรือนร่างอันบอบช้ำของตนคลานออกจากห้องทำงานนั้นอย่างยากลำบาก
ฝ่ามืออันสั่นเทาพยายามยื่นไปคว้าจับเกาะขอบเสาไม้เพื่อพยุงกายผุดลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีแดงก่ำทอประกายความแค้นอันล้ำลึก นางจะมาจบชีวิตลงในขุมนรกโสมมแห่งนี้ไม่ได้เป็นอันขาด
ในเมื่อพวกมันทุกคนที่ทำร้ายพี่สาวของนางยังคงมีลมหายใจเสพสุขอยู่บนโลก นางก็จะไม่ยอมตายไปง่าย ๆ เช่นกัน!
อันฉิงแปรเปลี่ยนความอาฆาตแค้นให้กลายเป็นพลังเฮือกสุดท้ายในชีวิต เพื่อพาร่างกายอันบอบช้ำของตนก้าวเดินออกจากห้องพักนั้นไป
ขณะเดียวกัน ทางด้านยายเฉิงที่เลี่ยงกายออกไปรออยู่ด้านนอก ยามองเห็นเปลวเพลิงโหมไหม้ลุกลามใหญ่โต ทว่าอันฉิงกลับยังออกมาเสียที ในใจพลันเกิดความกังวลขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หญิงชราจึงตัดสินใจกลับเข้าไปด้านในอีกครั้งเพื่อตามหาอีกฝ่าย
เมื่อหญิงชราไปพบเข้ากับอันฉิงในสภาพชุ่มไปด้วยคราบโลหิต ร่างกายโงนเงนคล้ายจะทรงไม่อยู่ ยายเฉิงก็เร่งก้าวเข้าไปช่วยประคองร่างของเด็กสาวไว้ในทันที
“อันฉิง! เจ้า...เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!”
อันฉิงทำได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความยากลำบาก นางไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดตอบกลับ ลำพังเพียงแค่ฝืนครองสติไม่ให้สลบไปกลางทางก็นับว่าทำเต็มที่มากแล้ว
“ไม่ต้องพูดสิ่งใดแล้ว ข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่เอง”
กล่าวจบ ยายเฉิงก็เข้าไปช่วยพยุงร่างของอันฉิงเดินฝ่ากองเพลิงที่กำลังลุกโชนออกไปด้านนอกอย่างทุลักทุเล
ในยามนี้ นอกจากพวกนางแล้ว ยังมีเหล่านางโลม ข้ารับใช้ และแขกเหรื่อที่เพิ่งฟื้นจากยาสลบ พวกเขาต่างพากันวิ่งหนีตายวุ่นวายเบียดเสียดแย่งชิงทางออกกันจ้าละหวั่น จนบันไดหลักไม่อาจใช้งานได้อีกต่อไป
เมื่อเส้นทางหลักถูกปิดตาย ยายเฉิงจึงจำต้องเปลี่ยนทิศทางประคองพาอันฉิงลัดเลาะไปตามทางเดินลับด้านข้างอาคารแทน ด้านอันฉิงก็พยายามกัดฟันดึงสติของตนไว้อย่างสุดกำลัง ด้วยรู้ดีว่าหากนางหมดสติลงในยามนี้ ร่างของนางและท่านยายก็คงต้องถูกเพลิงไฟคลอกตายอยู่ที่แห่งนี้เป็นแน่
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวไปถึงประตูลับทางออกเบื้องหน้า คานไม้ขนาดใหญ่ที่กำลังลุกไหม้บนศีรษะก็พลันถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว
โครม!
ชั่วขณะนั้นเอง ยายเฉิงตัดสินใจใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีรวบตัวและออกแรงผลักร่างของอันฉิงให้พุ่งกระเด็นออกไปพ้นบานประตูลับทันควัน ส่วนตัวหญิงชรานั้นกลับถูกคานไม้ลุกไหม้ถล่มลงมากดทับร่างไว้เต็มแรง
“ท่านยาย!”
อันฉิงส่งเสียงเรียกด้วยความตกใจ ร่างเล็กไถลลงกับพื้นดินด้านนอกตามแรงเหวี่ยง ก่อนที่นางจะพยายามคลานกลับเข้าไปเพื่อยื่นมือช่วยหญิงชราออกมา ทว่าเปลวเพลิงกลับเริ่มลุกลามขยายวงกว้างมากขึ้นและโหมแรงมากกว่าเดิมจนอันฉิงไม่อาจเข้าไปถึงตัวของยายเฉิงได้อีกต่อไป
“หนีไป! เจ้าต้องมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้!”
ยายเฉิงกระอักเลือดออกมาคำโต ขณะที่ยื่นมือเหี่ยวย่นอันสั่นเทาสะบัดไล่ให้อันฉิงเร่งหนีไป
“ไม่...ท่านยาย ไม่นะเจ้าคะ...”
อันฉิงส่ายหน้ารัวทั้งน้ำตา นางสูญเสียพี่หญิงไปแล้ว นางไม่อยากสูญเสียท่านยายเฉิงไปอีกคน
“ไปเถิด...ไปใช้ชีวิตให้ดี”
ยายเฉิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง ดวงตาฉายแววอบอุ่นอ่อนโยนดั่งเช่นที่เคยเป็นมาเสมอ ก่อนที่คานไม้อีกท่อนจะถล่มลงมากดทับร่างของหญิงชราซ้ำอีกคราจนมิดหายไปในกองเพลิง
โครม!
“ท่านยาย!”
อันฉิงตะโกนเรียกเสียงหลงพร้อมกับนัยน์ตากลมที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เบื้องหน้าของนางในตอนนี้ไม่หลงเหลือร่างของหญิงชราให้เห็นอีกต่อไปแล้ว มีเพียงเปลวเพลิงสีแดงฉานที่กำลังลุกโชนสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาอันสั่นระริกของอันฉิง
หัวใจดวงน้อยพลันปวดร้าวราวกับถูกมีดคมกรีดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ปาน ดวงใจแหลกสลายไม่เป็นชิ้นดีเมื่อต้องสูญเสียคนที่รักเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ไปตลอดกาลอีกครั้ง