บทที่ 2 ลูกหนี้คนแรก (1)
บทที่ 2 ลูกหนี้คนแรก (1)
บทที่ 2 ลูกหนี้คนแรก (1)
“ข้ารู้ว่าข้าทำผิดต่อเจ้า! แต่ข้าก็ขอโทษเจ้าไปแล้ว เหตุใดยังไม่ยอมปล่อยข้าไปอีก เจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่!”
หม่าเทียนแผดเสียงลั่นจนลำคอแห้งผาก เมื่อเห็นว่าการวิงวอนขอร้องอีกฝ่ายไม่เป็นผลอีกต่อไป เขาจึงแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ หวังใช้ตำแหน่งของตนเองมาข่มขู่นางแทน
“ข้าจะบอกเจ้าให้ หากเจ้ายังไม่ปล่อยข้า ตัวเจ้าเองนั่นแหละที่จะเดือดร้อน! อย่าลืมว่าข้าเป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้ง หากเจ้าสังหารข้าก็เท่ากับรนหาที่ตาย!”
อันฉิงหาได้มีท่าทีสะทกสะท้านหรือหวาดกลัวต่อคำขู่แต่อย่างใด นางกลับหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นราวกับสิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นเรื่องตลกขบขันก็ไม่ปาน
“ขุนนางราชสำนักงั้นหรือ? ก็แค่ขุนนางระดับกลางขั้นหก เจ้าคิดว่าหากเจ้าตายไปยังจะมีคนสนใจเจ้าอีกหรือ? ช่างตลกสิ้นดี!”
นางเหยียดยิ้มเย็นออกมาพลางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสมเพช ก่อนจะเดินอ้อมไปยังด้านหลังของเขา สองมือเรียวขาวเนียนค่อย ๆ วางลงบนบ่าทั้งสองข้างของหม่าเทียนอย่างแผ่วเบา ปลายเล็บแหลมคมจิกลงบนไหล่ที่อาบเลือด แล้วจึงก้มตัวลงกระซิบเสียงเย็นเยียบที่ข้างใบหูของอีกฝ่าย
“ต่อให้เจ้าจะรับคำสั่งจากท่านผู้นั้นมาจริงแล้วอย่างไรเล่า ข้าต้องหวาดกลัวหรือสนใจเรื่องนั้นด้วยหรือ? ข้าจะบอกให้ สิ่งที่ข้าสนใจมีเพียงอย่างเดียว คือการลากทุกคนที่เคยทำร้ายข้าลงสู่นรกทีละคนต่างหาก และเจ้าก็คือหนึ่งในนั้น!”
หม่าเทียนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากบาดแผลทั้งสองข้างประกอบกับการเสียเลือดอย่างต่อเนื่องเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือนและร่างกายอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว เมื่อตระหนักได้ถึงจุดจบที่ตนจะต้องพบเจอ ฉับพลันน้ำตาลูกผู้ชายก็หลั่งไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ข้ากลัวแล้ว ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ข้ายังมีมารดาที่แก่ชรา ยังมีภรรยากับลูกที่รอข้ากลับไปหา หากข้าเป็นอะไรขึ้นมาแล้วพวกนางจะอยู่กันอย่างไร หากไม่เห็นแก่ข้า ก็เห็นแก่คนบริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องในเรือนข้าเถิดอันฉิง!”
“แล้วอย่างไรเล่า?”
อันฉิงเหยียดยิ้มเย็นมุมปาก นางไม่ได้นำพาต่อคำพร่ำเพ้อพรรณนาเหล่านั้น มือเรียวตวัดมีดสั้นเล่มเดิมจ่อเข้าที่คอหอยของเขา ก่อนจะลากไล้คมมีดกรีดลงบนผิวเนื้อช้า ๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“สิ่งที่เจ้าพร่ำเพ้อมาตั้งมากมาย ข้าต้องสนใจมันด้วยหรือ?”
นางค่อย ๆ กดคมมีดลงอย่างเน้นย้ำ รอยกรีดบนลำคอค่อย ๆ ลึกลงไปทีละน้อยก่อนที่โลหิตจะเริ่มไหลซึมออกมาเป็นทางยาว ทว่านางจงใจควบคุมน้ำหนักมือไม่ให้ลึกพอที่จะตัดเส้นเลือดใหญ่ในทันที เพื่อยื้อความทรมานให้ยาวนานที่สุด
หม่าเทียนเจ็บแปลบขึ้นมาบนลำคออย่างต่อเนื่อง ความหวังที่จะมีชีวิตรอดของเขาเริ่มริบหรี่ดับมืดลงเรื่อย ๆ ร่างกายแข็งทื่อคล้ายศพขยับไปไหนไม่ได้ แม้แต่ลมหายใจก็ยังแผ่วเบา
“เจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ ในตอนนั้นข้าเองก็เคยร้องขอกับเจ้าแล้วเช่นกัน แต่เจ้าเคยฟังคำของข้าบ้างหรือไม่เล่า? หากว่าครอบครัวของเจ้าคือผู้บริสุทธิ์ แล้วตัวข้าเล่า? ข้าไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์หรืออย่างไร แล้วครอบครัวของข้าเล่า? พวกเขาต่างก็เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น เหตุใดตอนนั้นเจ้าถึงไม่เคยคิดถึงสิ่งเหล่านี้บ้าง!”
อันฉิงระเบิดคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นแน่นอก ดวงตาหงส์คู่สวยทอประกายดำมืดไร้ก้นบึ้งอย่างน่าสยดสยอง จิตสังหารแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องโถงร้างดิ่งวูบ
“แต่เอาเถิด เจ้าอย่าได้กลัวไปว่าเจ้าจะต้องโดดเดี่ยวอยู่ในปรโลก เพราะข้าจะลากพวกมันทุกคนไปขอขมาครอบครัวข้าในปรโลกทุกคนแน่”
“ไม่เว้นแม้แต่ท่านผู้นั้น!”
น้ำเสียงของนางเย็นเยียบชวนขนลุกไปถึงกระดูก ทว่าหม่าเทียนที่บัดนี้รู้แจ้งแล้วว่าตนไม่มีทางรอดชีวิต กลับแค้นหัวเราะออกมาอย่างแหบพร่าและขบขัน ความกลัวตายที่เคยบีบคั้นพลันเลือนหายไปเมื่อรู้ว่าอ้อนวอนไปก็ไร้ประโยชน์
ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เหตุใดเขาต้องยอมสยบให้นังเด็กนี่ด้วยกัน
“หึ! อย่างเจ้าน่ะหรือจะจัดการท่านผู้นั้นได้? ฝันกลางวันต่อไปเถิดนังสารเลว! เจ้ามันก็แค่มดปลวกตัวหนึ่ง วันไหนที่ท่านผู้นั้นขยับตัว เจ้าก็ต้องตายอย่างไร้ที่กลบฝัง!” เขาพูดสวนกลับอย่างเย้ยหยัน พลางจ้องมองนางด้วยสายตาดูแคลนระคนสมเพชอย่างไม่ปิดบัง
อันฉิงยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แววตานิ่งสนิทไร้แววไหววูบ คำพูดกรีดแทงของคนใกล้ตายหาได้มีผลอันใดกับนางไม่
“ได้หรือไม่ เจ้าก็จงเบิกตาคอยรอดูในปรโลกก็แล้วกัน”
กล่าวจบ รอยยิ้มหวานหยดพลันมลายหายไป อันฉิงกดปลายมีดลงที่ลำคอของเขาอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ตวัดคมมีดลากผ่านหลอดลมและเส้นเลือดใหญ่จนขาดสะบั้น โลหิตสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกมาเปรอะเปื้อนใบหน้างามของนางไปครึ่งแถบ
ร่างระหงขยับถอยห่างออกมาทันควัน เพื่อมองดูวาระสุดท้ายของเหยื่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและความสะใจ
ขณะเดียวกัน ทางด้านหม่าเทียนถึงกับดวงตาเบิกโพลง ร่างกายกระตุกเกร็งอยู่หลายครั้ง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายกำลังจะหลุดลอย ทว่าก่อนที่สติจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด เขากลับได้ยินเสียงหวานไพเราะของนางเอ่ยขึ้นเป็นสิ่งสุดท้าย
“อ้อ ข้าลืมบอกเจ้าไป อย่าได้เป็นห่วงครอบครัวของเจ้าเลย เพราะคนเหล่านั้นเองก็จะได้ไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเช่นเดียวกัน”
ดวงตาที่เบิกค้างของหม่าเทียนจับจ้องไปยังอันฉิงด้วยความเคียดแค้นและสิ้นหวังอย่างที่สุด เดิมนึกว่าความแค้นจะจบลงที่ตนเพียงลำพัง คิดไม่ถึงว่านางจะอำมหิตถึงขั้นถอนรากถอนโคนลากครอบครัวของเขาไปลงนรกไปด้วย
เขาอ้าปากพยายามจะเปล่งเสียงสาปแช่งทว่ามีเพียงลิ่มเลือดที่ทะลักออกมา สุดท้ายลมหายใจก็ขาดสะบั้นลงไปพร้อมกับความแค้นที่ฝังลึก ดวงตาทั้งสองข้างยังคงเบิกโพลงจับจ้องนางอยู่อย่างนั้น
“ตายไปแล้ว ก็อย่าได้ลืมข้าเชียวล่ะ...”
อันฉิงคลี่ยิ้มหวานให้กับร่างไร้วิญญาณที่นั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้อย่างไม่สะทกสะท้าน แววตาของนางกลับมาว่างเปล่าเย็นเยียบยากที่จะคาดเดาความรู้สึก
หลังจากจัดการส่งคนที่ทำร้ายนางในอดีตลงนรกสำเร็จไปอีกหนึ่ง นางจึงนำมีดสั้นเล่มงามไปเช็ดคราบเลือดที่ชุ่มโชกอยู่กับสาบเสื้อของหม่าเทียนอย่างไม่รีบร้อน จนกระทั่งคมมีดสะอาดหมดจด นางจึงเก็บมันเข้าในอกเสื้อเช่นเดิมก่อนจะหมุนตัวเดินนวยนาดกลับออกไปนอกเรือนรกร้าง
ขณะเดียวกัน บริเวณหน้าบ้านก็มีรถม้าคันเรียบหรูจอดรออยู่ก่อนแล้วในเงามืด เมื่อสาวใช้ที่ยืนรออยู่เห็นผู้เป็นนายเดินออกมาพร้อมคราบเลือดบนใบหน้าก็รีบก้าวเข้ามาส่งผ้าเช็ดหน้าเนื้อดีให้ทันที อันฉิงรับผ้ามาซับคราบเลือดที่ฝ่ามือและใบหน้าอย่างแผ่วเบาพลางเอ่ยถาม
“ด้านสกุลหม่าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้รายงานด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางยื่นมือรับผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเลือดกลับคืนมา
“ดี เช่นนั้นที่นี่ก็เก็บกวาดให้เรียบร้อย”
หญิงสาวเอ่ยสั่งการคำสั้น จากนั้นจึงเดินตรงไปยังลานที่รถม้าจอดอยู่ ทว่าก่อนที่จะก้าวเท้าขึ้นไปบนรถม้า อันฉิงพลันหยุดชะงัก นางแหงนหน้าขึ้นมองพระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้ามืดมิดชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างอารมณ์ดี
“พระจันทร์ในคืนนี้ช่างงดงามเสียจริง...”
นางยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แววตาฉายประกายเยือกเย็น ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปบนรถม้าเพื่อมุ่งตรงกลับจวน ปล่อยให้ความมืดมิดและกลิ่นคาวเลือดเบื้องหลังกลืนหายไปในยามราตรีอย่างสมบูรณ์
Talk
เนื้อหาในช่วงแรก ๆ จะเป็นการปูเนื้อเรื่องนะคะ เล่าถึงที่มาที่ไปของนางเอกและเรื่องราวทั้งหมด ดังนั้นจะมีบทบรรยายเล่าเนื้อหาค่อนข้างเยอะนิดนึง นักอ่านบางท่านจึงอาจรู้สึกว่าเดินเรื่องช้าได้ค่ะ แต่เดี๋ยวความเข้มข้นของเนื้อเรื่องจะค่อย ๆ ไต่ระดับไปเรื่อย ๆ ค่า
สุดท้ายนี้ ขอฝากติดตามผลงานเรื่องนี้ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่า ><