บทที่ 19 ตราบใดที่พวกมันยังอยู่ นางจะไม่ยอมตาย (2)
บทที่ 19 ตราบใดที่พวกมันยังอยู่ นางจะไม่ยอมตาย (2)
บทที่ 19 ตราบใดที่พวกมันยังอยู่ นางจะไม่ยอมตาย (2)
“ท่านยาย...ขอบคุณเจ้าค่ะ...”
อันฉิงยันตัวขึ้นคุกเข่า โขกศีรษะลงแนบกับพื้นดินเพื่อเอ่ยคำบอกลาหญิงชราเป็นครั้งสุดท้าย หยาดน้ำตาแห่งความโศกเศร้าหลั่งไหลรินนองสองแก้ม แม้ว่านางจะปวดใจกับการจากไปของยายเฉิงเพียงใด ทว่าในเวลานี้ นางจะยินยอมให้การเสียสละชีวิตของท่านยายเฉิงต้องสูญเปล่าไม่ได้เป็นอันขาด
อันฉิงกัดฟันฝืนพยุงร่างของตนลุกขึ้นยืน ใช้มือยันกำแพงเพื่อฝืนประคองร่างของตนเอาไว้ แล้วเดินลัดเลาะไปตามกำแพงข้างตรอกแคบ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ยังคงดังเซ็งแซ่ออกมาจากภายในหอคณิกา
เด็กสาวเดินลัดเลาะตามตรอกแคบท้ายหอจันทราเสี้ยวไปเรื่อย ๆ แม้เรือนร่างของนางจะบอบช้ำจนแทบจะก้าวขาต่อไปไม่ไหว ทว่าเด็กสาวก็ยังคงฝืนสังขารก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
จวบจนกระทั่งนางเดินพ้นออกมาถึงถนนเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากอาคารหอจันทราเสี้ยวออกมาพอสมควร อันฉิงก็ไม่อาจฝืนร่างกายต่อไปได้อีก
ตุบ!
ร่างบอบช้ำและชุ่มไปด้วยโลหิตของอันฉิงพลันทรุดลงไปกองกับพื้นกลางถนนทันที ดวงตาค่อย ๆ ปิดและหมดสติสลบไสลไปท่ามกลางความมืดมิดแห่งยามราตรีในที่สุด...
ขณะเดียวกัน บนเส้นทางถนนเลี่ยงเมืองอันเงียบสงัดและมืดมิด มีรถม้าคันหนึ่งกำลังแล่นผ่านไปอย่างเร่งรีบ ทว่ายามเมื่อเคลื่อนผ่านช่วงรอยต่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัง รถม้าก็พลันหยุดลงอย่างกะทันหันจนตัวรถโคลงเคลง
“เกิดอันใดขึ้นกัน?”
เสียงทุ้มของชายวัยกลางคนเอ่ยซักถามออกมาจากภายในรถม้าด้วยความตกใจ
“เรียนนายท่าน มีคนนอนหมดสติขวางทางอยู่ด้านหน้าขอรับ ข้าน้อยจึงจำเป็นต้องหยุดรถม้าอย่างกะทันหัน!” คนขับรถม้ารีบรายงานสถานการณ์ทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น สองสามีภรรยาผู้เป็นเจ้าของรถม้าก็พากันก้าวลงไปดูสถานการณ์ด้านนอก ก่อนที่สายตาของพวกเขาจะไปหยุดยังร่างของเด็กสาวนางหนึ่งที่นอนจมกองโลหิตอยู่บนถนน ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเซียวจนแทบไร้สี
หญิงวัยกลางคนผู้เป็นภรรยาเห็นภาพนั้นก็ตกใจทันที นางรีบก้าวเดินเข้าไปดูอาการของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ทว่าในตอนนั้นเอง มือน้อยอันสั่นเทาและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดของอันฉิงก็พลันยื่นมากำชายกระโปรงของหญิงวัยกลางคนไว้แน่น
เปลือกตาของเด็กสาวปรือขึ้นเพียงเล็กน้อย สติสัมปชัญญะที่คืนกลับมาเพียงชั่วครู่นั้นได้สั่งการให้นางเอ่ยร้องขอความช่วยเหลือจากคนตรงหน้าตามสัญชาตญาณ
“ช่วย...ช่วยข้าด้วย...ข้า...ข้ายังไม่อยากตาย...”
สิ้นเสียงอันสั่นเครือนั้น มือบางก็ตกเลื่อนหลุดจากชายกระโปรงพร้อมกับดวงตาของอันฉิงปิดสนิท และหมดสติสลบไสลไปอีกครา
สองสามีภรรยาต่างพากันหันมามองหน้ากันในทันใด ความลังเลใจพลันบังเกิดขึ้นในอก ผู้เป็นสามีมีสีหน้าหนักใจยิ่งนัก แม้จะรู้สึกสงสารเวทนาเด็กสาว ทว่าเขาก็ต้องเอ่ยเตือนภรรยาด้วยความระแวดระวัง
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางหรอกนะ เพียงแต่เด็กคนนี้เป็นใคร มาจากที่ใด พวกเราก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลย หากว่านางมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา แล้วพวกเรายื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว เกรงว่าวันหน้าอาจนำพาภัยพิบัติมาสู่ตระกูลเราได้”
ผู้เป็นสามีเอ่ยเตือนด้วยความลำบากใจ ด้วยเพราะรู้จักนิสัยของภรรยาเป็นอย่างดี
ทว่าผู้เป็นภรรยากลับกุมฝ่ามืออันเย็นชืดของเด็กสาวไว้แน่น นัยน์ตาทอดมองใบหน้าซีดเซียวด้วยความเวทนาและสงสาร ก่อนจะเอ่ยรบเร้าขอร้องสามี
“แต่หากพวกเราไม่ช่วยเด็กคนนี้ไว้ นางอาจจะไม่รอดเอาก็ได้นะเจ้าคะ”
หญิงสาวเว้นวรรคไปชั่วครู่พลางเม้มริมฝีปากแน่นคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่างในใจ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถ้อยคำสำคัญที่บาดลึกเข้าถึงหัวใจของผู้เป็นสามี
“ท่านพี่...เด็กคนนี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลี่เออร์ของเราไม่ผิดเพี้ยน ยามข้ามองนาง ข้าก็อดนึกถึงบุตรสาวของเราไม่ได้เลยจริง ๆ เจ้าค่ะ หากว่าเราไม่ช่วยนางตอนนี้ นางก็คงมีจุดจบไม่ต่างจากลี่เอ๋อร์เป็นแน่”
ยามเมื่อได้ฟังภรรยาเอ่ยถึงบุตรสาวที่ล่วงลับไป หัวใจของผู้เป็นสามีก็พลันกระตุกวูบ
ก่อนหน้านี้ พวกเขาทั้งสองเคยมีบุตรสาวอันเป็นที่รักยิ่งอยู่หนึ่งคน ทว่าเพราะนางเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแอ มีโรคภัยรุมเร้า สุดท้ายบุตรสาวจึงได้จากพวกเขาไปก่อนวัยอันควร โดยที่พวกเขาไม่อาจช่วยรักษานางได้ทันการณ์
ซึ่งเหตุการณ์ครานั้นได้สร้างความบอบช้ำและโศกเศร้าให้แก่สามีภรรยาคู่นี้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังกลายเป็นตราบาปในใจที่ทำให้พวกเขารู้สึกผิดถึงทุกวันนี้ที่ไม่อาจช่วยยื้อชีวิตของบุตรสาวได้
“ท่านพี่ ท่านลองคิดดูเถิดเจ้าค่ะ ยามนั้นเพราะพวกเราช่วยชีวิตของลี่เอ๋อร์ไม่ทัน นางจึงได้จากพวกเราไป คราวนี้เราได้มีโอกาสช่วยเหลือเด็กคนนี้แล้ว พวกเราช่วยนางกันเถิดนะเจ้าคะ” ภรรยาร้องขออย่างเว้าวอน
เมื่อเห็นน้ำตาของภรรยา ประกอบกับความทรงจำอันขมขื่นของบุตรสาวที่ซ้อนทับลงบนร่างของเด็กสาวปริศนาตรงหน้า ชายวัยกลางคนก็พลันใจอ่อนยวบลงในทันใด ไม่อาจทำใจแข็งพอที่จะปฏิเสธคำขอร้องของภรรยาได้อีกต่อไป
“ได้ พวกเราจะช่วยนาง”
ชายวัยกลางคนเอ่ยตอบรับอย่างจำยอม ก่อนจะก้มลงอุ้มร่างอันบอบช้ำของอันฉิงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วประคองพาขึ้นสู่รถม้าในทันควัน ก่อนจะสั่งการคนขับรถม้าด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“กลับจวน!”
“ขอรับ”
สิ้นเสียง รถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากบริเวณนั้น มุ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในที่สุด ตัวรถก็ค่อย ๆ ชะลอความเร็วและหยุดลงหน้าประตูทางเข้าจวนสกุลอัน
อันเหวินผู้เป็นประมุขเจ้าของจวนได้ก้าวลงจากรถม้าทันที เขารีบเรียกสาวใช้สองนางให้เข้ามาช่วยกันประคองร่างบอบช้ำของเด็กสาวที่นอนสลบไสลอยู่ภายในรถม้า มุ่งตรงไปยังห้องพักเรือนรับรองในทันที จากนั้นจึงหันกลับมารับตัวฮูหยินอันลงจากรถม้า แล้วก้าวเดินตามกันเข้าเรือนไปอย่างเร่งรีบ
ภายในเรือนรับรอง ฮูหยินอันก็เอาแต่เดินวนไปมารอบเตียงด้วยความร้อนใจ ยิ่งเมื่อเห็นว่าสีหน้าของเด็กสาวปริศนาเริ่มซีดหนักมากกว่าเดิม ในใจก็กระวนกระวายมากยิ่งขึ้น จนผู้เป็นสามีต้องก้าวเข้ามากุมมือและโอบกอดนางไว้เพื่อปลอบประโลม
“เจ้าไปแจ้งพ่อบ้านให้ตามหมอจางมาตรวจอาการโดยด่วน!”
อันเหวินสั่งการสาวใช้นางหนึ่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง สายตาคมกริบกวาดมองไปยังเรือนร่างอันซูบผอมของเด็กสาวบนเตียงด้วยความรู้สึกยากจะคาดเดาว่าเขากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ภายในใจกันแน่
เพียงไม่นาน พ่อบ้านก็รีบนำทางหมอจาง ผู้เป็นหมอประจำสกุลอันพร้อมกับสะพายกล่องยาสมุนไพรส่วนตัวก้าวเข้ามาภายในห้องพัก ครั้นหมอวัยกลางคนเห็นสองสามีภรรยาผู้เป็นนาย เขาก็รีบประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“รีบตรวจรักษาคนก่อนเถิด” อันเหวินเอ่ยปากเปิดทางให้หมอจางตรงเข้าสู่เตียงนอน
“ขอรับนายท่าน แต่รบกวนท่านทั้งสองออกไปรอคอยที่ด้านนอกก่อนเถิดขอรับ”
อันเหวินและฮูหยินอันพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ ทั้งสองจึงพากันก้าวเดินออกไปรอคอยที่ห้องโถงด้านนอก ปล่อยให้หมอจางลงมือรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ โดยสั่งให้สาวใช้สองนางคอยอยู่ช่วยเป็นลูกมือภายในห้อง
หมอจางไม่รอช้า ตรงเข้าไปจับข้อมือเพื่อเทียบชีพจรของเด็กสาวในทันที ก่อนจะพบว่าชีพจรของนางแผ่วเบาและเต้นอ่อนแรงลงมาก หากไม่รีบเร่งยื้อชีวิตไว้ บาดแผลและอาการบอบช้ำภายในคงพานางสู่ปรโลกในไม่ช้าอย่างไม่ต้องสงสัย
หม่าจางเปิดกล่องยา หยิบกระบอกเข็มเงินออกมาตระเตรียมฝังเข็มประคองสติ ทว่ายามเมื่อเขายื่นมือไปถกแขนเสื้อของเด็กสาวขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้คนเป็นหมอที่ผ่านการรักษาผู้คนมานับร้อยชีวิตถึงกับต้องตะลึงงันไปชั่วขณะ
ท่อนแขนซูบผอมทั้งสองข้างล้วนแต่เต็มไปด้วยรอยมีดสั้นกรีดลึกเป็นทางยาว รอยแส้เฆี่ยน และรอยฟกช้ำนับมาถ้วน เพียงแค่กวาดสายตามองดูก็แทบไม่กล้าจะคาดเดาถึงความทุกข์ทรมานที่อีกฝ่ายต้องประสบพบเจอมาเลยแม้แต่น้อย
หมอจางรีบดึงสติของตนกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการรักษาชีวิตคนต้องมาก่อนเป็นอันดับแรกในยามนี้
“พวกเจ้าสองคนช่วยถอดอาภรณ์ชั้นนอกของนางออกที!”
หม่าจางถอยห่างออกมาให้สาวใช้เข้าไปจัดการ ด้วยตระหนักว่าเด็กสาวเป็นสตรี การให้สาวใช้จัดการแทนย่อมเหมาะสมกว่า
ทางด้านสาวใช้ทั้งสองเมื่อได้รับคำสั่งก็เข้าไปช่วยกันปลดอาภรณ์ชุ่มโลหิตของอันฉิงออกอย่างระมัดระวัง ทว่ายามเมื่ออาภรณ์ชั้นนอกถูกปลดออกและเผยให้เห็นเรือนร่างซูบผอมใต้ชุดชั้นใน สาวใช้ทั้งสองถึงกับผงะถอยหลัง ยกมือขึ้นปิดปากและหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความหวาดผวาระคนตื่นตระหนก
“ทะ...ท่านหมอ นี่มัน...”