บทที่ 20 ชีวิตใหม่ (1)
บทที่ 20 ชีวิตใหม่ (1)
บทที่ 20 ชีวิตใหม่ (1)
สาวใช้ไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองบาดแผลเหล่านั้นต่อ เนื่องจากร่องรอยเหล่านั้นทั้งน่ากลัว น่าขยะแขยง และชวนให้หดหู่เป็นอย่างยิ่ง หากเป็นพวกนางโดนทารุณกรรมถึงเพียงนี้ คงได้สิ้นใจตายไปตั้งนานแล้ว
หมอจางที่ก้าวเข้ามาพิศมองใกล้ ๆ ก็ถึงกับตกตะลึงไม่แพ้กัน ทั่วทั้งร่างกายใต้ร่มผ้าของเด็กสาวไร้ซึ่งผิวหนังส่วนใดเลยที่สมบูรณ์เรียบเนียนแม้แต่น้อย
หมอจางนิ่งงันไปเนิ่นนาน บาดแผลเหล่านี้มันมากมายเกินกว่าที่เด็กสาวจะกัดฟันทนทานรับไหว ทว่านางกลับฝืนมีชีวิตอยู่รอดมาได้ถึงเพียงนี้อย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งมีบาดแผลใหม่ปรากฏขึ้นทับลงบนบาดแผลเก่า เขาก็ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดนางจึงได้นอนหายใจรวยรินเช่นนี้
เมื่อตั้งสติได้ หมอจางก็รีบสั่งการให้สาวใช้นำผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดทำความสะอาดคราบเลือดอย่างเบามือ ก่อนจะยื่นตลับยาสมานแผลเข้มข้นให้สาวใช้บรรจงทาลงบนบาดแผลสดของนาง
“เด็กคนนี้ช่างน่าสงสารและเวทนายิ่งนัก...”
หมอจางเอ่ยพึมพำพลางบรรจงลงมือฝังเข็มเงินลงบนจุดชีพจรสำคัญทั่วเรือนร่าง เพื่อห้ามเลือดและรักษาอาการบอบช้ำภายใน ก่อนที่หมอจางจะเริ่มลงมือยื้อชีวิตของเด็กสาวเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
ขณะเดียวกัน ทางด้านอันเหวินและฮูหยินอันที่นั่งรอคอยฟังข่าวด้วยความตึงเครียดอยู่ที่ห้องโถงนั้น แม้จะรู้ว่าหมอจางกำลังลงมือรักษาอยู่อย่างสุดกำลัง ทว่าฮูหยินอันก็ยังคงเป็นห่วงและกระวนกระวายใจไม่ได้
“ท่านพี่เจ้าคะ เด็กสาวผู้นั้นจะไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
อันเหวินถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พลางยื่นมือไปกุมกระชับฝ่ามืออันสั่นเทาของภรรยา
“ฮูหยิน เจ้าอย่าได้กังวลใจไปเลย มีหมอจางคอยดูแลอยู่เช่นนี้ นางย่อมต้องปลอดภัยและไม่เป็นอันใดอย่างแน่นอน”
ฮูหยินอันพยักหน้ารับคำ ทว่าคำปลอบประโลมนั้นกลับไม่อาจบรรเทาความวิตกกังวลในอกของนางลงได้เลยสักนิด ตรงกันข้าม กลับยิ่งทำให้นางหวนนึกไปถึงเหตุการณ์ในอดีต ยามที่บุตรสาวเพียงคนเดียวของนางกำลังถูกยื้อชีวิตอยู่ในห้องรักษาเช่นเดียวกันนี้
ในตอนนั้น นางก็ทำได้เพียงนั่งเฝ้ารอคอยด้วยความหวังอันริบหรี่ ทว่าสุดท้ายสิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อหมอจางเดินก้าวออกมาพร้อมกับข่าวร้ายที่ทำให้ดวงใจของนางต้องแหลกสลายไปตลอดกาล
ในครานี้ แม้นางจะไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับเด็กสาวแปลกหน้าผู้นี้ ทว่านางก็กลัวเหลือเกินว่าทุกอย่างจะซ้ำรอยอดีตอีกครั้ง...
อันเหวินจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมของภรรยาด้วยความอ่อนใจ เขาคาดเดาได้ไม่ยากถึงความคิดของนาง ชายวัยกลางคนจึงทำได้เพียงตบหลังมือของภรรยาเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม พลางเบือนสายตากลับไปจ้องมองยังหน้าบานประตูห้องพักอย่างเงียบเชียบ
แม้พวกเขาสองสามีภรรยาจะไม่เคยพานพบหรือรู้จักเด็กสาวผู้นี้มาก่อน ทว่าการได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางในคืนนี้ก็นับเป็นวาสนาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
ในที่สุดประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของหมอจางที่ก้าวออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ฮูหยินอันที่นั่งรอคอยด้วยความตึงเครียดก็รีบผุดลุกขึ้น ก้าวเข้าไปเอ่ยซักถามด้วยความร้อนใจทันที
“ท่านหมอจาง เด็กสาวผู้นั้นนางเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
หมอจางถอนหายใจยาวออกมาด้วยความหนักอกหนักใจ เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะประสานมือเอ่ยตอบกลับไป
“เรียนนายท่าน ฮูหยิน บัดนี้เด็กสาวผู้นั้นพ้นขีดอันตรายถึงแก่ชีวิตแล้วขอรับ เพียงแต่ข้ามีเรื่องสำคัญบางอย่างที่จำต้องเรียนให้ท่านทั้งสองทราบก่อนขอรับ...”
สองสามีภรรยาหันมองหน้ากันในทันใดด้วยความสงสัย อันเหวินจึงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“มีสิ่งใดก็เอ่ยมาเถิดท่านหมอ”
“เชิญนายท่านและฮูหยินตามข้าเข้าไปด้านในเถิดขอรับ...”
อันเหวินและฮูหยินอันพยักหน้ารับคำ ก่อนจะก้าวเท้าตามหมอจางกลับเข้าไปภายในห้องพักอีกครา
ยามเมื่อเข้ามาด้านใน สองสามีภรรยาก็ได้มองเห็นร่างของเด็กสาวนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียง โดยมีผ้าผืนบางครอบคลุมเรือนร่างไว้
หมอจางพยักหน้าส่งสัญญาณให้สาวใช้สองนางค่อย ๆ ดึงผ้าผืนนั้นออก เผยให้เห็นเรือนร่างซูบผอมที่มีเพียงชุดชั้นในบางเบาปกปิดอยู่บางส่วน
“นะ...นี่อะไรกันเจ้าคะ!”
ฮูหยินอันอุทานออกมาเสียงหลงด้วยความตกใจ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้นางถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตื่นตระหนก ภายในใจปั่นป่วนเป็นอย่างยิ่ง
“เรียนฮูหยิน นี่คือร่องรอยบาดแผลเก่าบนร่างของเด็กคนนี้ขอรับ” หมอจางเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงหดหู่
“หากดูจากสภาพรอยแผลเป็นที่ตกค้าง นี่คือร่องรอยของการถูกทารุณกรรมอย่างต่อเนื่องยาวนานมาไม่ต่ำกว่าสี่ปีขอรับ แม้บาดแผลเหล่านั้นจะผ่านมาเนิ่นนานจนสมานตัวแล้ว ทว่า...”
หมอจางชะงักคำพูดลงชั่วครู่ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยบอกความจริงอันน่าพรั่นพรึงอีกข้อหนึ่งออกไป
“ทว่าส่วนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่รอยแผลเป็นนี้ แต่เป็นอาการบาดเจ็บภายในของนางขอรับ ภายในร่างของนางมียาพิษแทรกซึมสะสมอยู่จำนวนมากจนยากที่จะถอนพิษได้ ตอนนี้อวัยวะภายในหลายส่วนเริ่มอ่อนแอลงจากเดิม ข้าคาดการณ์ว่าเด็กสาวผู้นี้คงมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้อีกไม่เกินห้าปีขอรับ”
สิ้นเสียงรายงานของหมอจาง บรรยากาศภายในห้องก็พลันเงียบสงัดลงในทันใด
ฮูหยินอันนิ่งอึ้งอยู่นาน ขณะที่ชายฉกรรจ์ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างอันเหวินก็ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาไม่อาจคาดเดาหรือจินตนาการได้เลยว่าอดีตที่ผ่านมา เด็กสาวผู้นี้ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายและขุมนรกใดมาบ้าง ถึงได้มีสภาพแหลกสลายเช่นนี้
“ท่านหมอจาง พิษในกายของนางไม่อาจรักษาให้หายขาดได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?” ฮูหยินอันเอ่ยถามเสียงสั่น ทว่าหมอจางกลับทำได้เพียงส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา
“เรียนฮูหยิน พิษในกายนางได้แทรกซึมลึกถึงอวัยวะมานานเกินกว่าจะใช้ยาสมุนไพรใดขับพิษออกได้หมดสิ้นแล้วขอรับ อีกทั้งร่างกายและอวัยวะภายในก็บอบช้ำเรื้อรังมาหลายปี การจะฟื้นฟูให้กลับมาสมบูรณ์ดังเช่นคนทั่วไปย่อมเป็นไปไม่ได้เลย”
“ลำพังเพียงแค่ฝืนประคองยื้อชีวิตให้อยู่รอดไปได้ถึงห้าปี ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์มากแล้วขอรับ ทั้งนี้จะอยู่ได้นานเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจของตัวนางเองด้วย”
“ท่านหมอจาง เช่นนั้นได้โปรดช่วยรักษานางอย่างสุดกำลังด้วยเถิดนะเจ้าคะ!”
ฮูหยินอันเอ่ยปากร้องขอทั้งน้ำตาคลอเบ้า แม้ช่วงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ของเด็กสาวผู้นี้จะสั้นดั่งเทียนเล่มน้อย ทว่านางก็ปรารถนาจะช่วยยื้อชีวิตอีกฝ่ายให้มีอนาคตสดใสได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ฮูหยินโปรดวางใจเถิดขอรับ ข้าน้อยจะกระทำทุกวิถีทางเพื่อรักษานางอย่างเต็มที่ขอรับ”
“ฝากท่านหมอด้วยนะเจ้าคะ หากขาดเหลือตัวยาใดก็บอกกล่าวแก่พวกสาวใช้ได้ทันที”
ฮูหยินอันสั่งการสาวใช้ให้ช่วยนำทางไปส่งหมอจางเรียบร้อย จากนั้นนางและสามีจึงก้าวเดินออกจากห้องพัก ปล่อยให้ภารกิจการดูแลเด็กสาวตกเป็นของพวกสาวใช้ต่อไป
อันเหวินโอบประคองฮูหยินอันก้าวเดินกลับสู่เรือนหลัก ตลอดเส้นทางชายวัยกลางคนต้องเอ่ยถ้อยคำนุ่มนวลคอยปลอบประโลมภรรยาอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้นางต้องวิตกกังวลจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
“ฮูหยิน เจ้าอย่าได้กังวลใจจนเกินไปเลย หมอจางก็ยืนยันแล้วว่านางพ้นขีดอันตรายแล้ว ยามนี้เจ้าเองก็ควรพักผ่อนเสียเถิดนะ ข้าจะไปสะสางงานที่ห้องทำงานต่ออีกสักหน่อย”
เขาเอ่ยบอกภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะส่งตัวนางให้สาวใช้พาเข้าไปพักผ่อนภายในห้องนอน จากนั้นเขาจึงหมุนกายแยกตัวตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวทันที
เมื่อมาถึงห้องทำงาน ใบหน้าที่เคยนุ่มนวลของอันเหวินก็พลันเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งและจริงจัง เขาเรียกพ่อบ้านคนสนิทให้เข้ามาพบในทันใด ก่อนจะสั่งการออกไปด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“เจ้าจงส่งคนของเราออกไปสืบหาที่มาที่ไปและประวัติความเป็นมาของเด็กสาวผู้นั้นเสีย”
“ขอรับนายท่าน”
พ่อบ้านประสานมือรับคำสั่ง แล้วหมุนกายเดินจากไปสืบความอย่างรวดเร็ว
หลายวันต่อมา ภายในเรือนรับรองอันเงียบสงบของจวนสกุลอัน ยังคงมีหมอจางเข้าออกคอยตรวจรักษาอยู่อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับสั่งการให้พวกสาวใช้คอยสลับสับเปลี่ยนเวรยาม เข้าไปเช็ดล้างและทายาสมานแผลให้แก่เด็กสาวบนเตียงอย่างเคร่งครัด
ด้านอันเหวินเองก็ได้รับรายงานคืบหน้าการรักษาอาการบาดเจ็บของนางอย่างต่อเนื่อง ทว่าเขาก็ทำเพียงรับฟังด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ปล่อยให้หมอจางช่วยรักษาดูแลนางต่อไปอย่างเงียบเชียบ
กระทั่งในยามบ่ายของวันหนึ่ง ขณะที่อันเหวินกำลังนั่งตรวจงานอยู่ในห้องทำงาน ประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของพ่อบ้านคนสนิทที่ก้าวเข้ามารายงานข้อมูลที่สืบรู้มาให้แก่ผู้เป็นนาย
“เรียนนายท่าน เรื่องที่นายท่านสั่งการให้ไปสืบความก่อนหน้านี้ ยามนี้คนของเราได้รายงานความคืบหน้ากลับมาแล้วขอรับ พบว่าวันและเวลาที่นายท่านพบเด็กสาวผู้นั้นนอนหมดสติอยู่กลางถนน เป็นวันเดียวกับที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่งในแถบนั้นเกิดเหตุเพลิงไหม้ขอรับ”
อันเหวินละสายตาจากเอกสารในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นฟังอย่างตั้งใจ
“จากการตรวจสอบเส้นทาง โรงน้ำชาแห่งนั้นมีประตูลับเชื่อมต่อกับตรอกแคบเบื้องหลัง ซึ่งสามารถเดินลัดเลาะทะลุออกสู่ถนนสายหลัก ตรงจุดที่นายท่านพบนางสลบอยู่พอดีขอรับ นอกเหนือจากนั้น คนของเราได้สืบประวัติของโรงน้ำชาแห่งนั้นจนพบความจริงว่า แท้จริงแล้วสถานที่แห่งนั้นไม่ใช่โรงน้ำชาธรรมดา หากแต่เป็นหอคณิกาลับชื่อดังที่รู้จักกันดีในตลาดมืดขอรับ”
“สตรีและบ่าวรับใช้ที่ทำงานอยู่ที่นั่น ล้วนแล้วแต่ถูกขายสัญญาเป็นทาสชั่วชีวิต และไม่เคยมีผู้ใดได้ก้าวพ้นออกมาแม้แต่คนเดียว นอกจากข้อมูลเหล่านี้แล้วก็ไม่อาจสืบหาเบาะแสอื่นใดเพิ่มได้อีกเลยขอรับ เกรงว่าร่องรอยและหลักฐานที่เกี่ยวข้องคงถูกเพลิงไฟและกลุ่มคนเบื้องหลังเผาทำลายจนหมดสิ้นแล้ว ข้าน้อยจึงคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เด็กสาวผู้นี้จะหลบหนีฝ่าเปลวเพลิงออกมาจากหอคณิกาแห่งนั้นขอรับ”