บทที่ 20 ชีวิตใหม่ (2)
บทที่ 20 ชีวิตใหม่ (2)
บทที่ 20 ชีวิตใหม่ (2)
เมื่อได้ฟังคำรายงานของพ่อบ้าน อันเหวินก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้
หากเด็กสาวผู้นั้นหลบหนีมาจากสถานที่แห่งนั้นจริง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยสักนิดที่บนร่างของนางจะมีร่องรอยการทารุณกรรมมากมายถึงเพียงนั้น
อีกทั้งการที่ร่องรอยและเบาะแสทั้งหมดภายในหอคณิกาถูกเผาทำลายและกำจัดทิ้งอย่างมิดชิดสมบูรณ์แบบ ยิ่งตอกย้ำว่ากลุ่มคนเบื้องหลังสถานที่แห่งนั้น ย่อมต้องอำนาจพอสมควรอย่างไม่ต้องสงสัย คนเหล่านั้นคงไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของสถานที่โสมมแห่งนี้เป็นแน่ จึงได้ลงมือทำลายทุกเบาะแสที่เกี่ยวข้องจนหมดเช่นนี้
“เจ้าจงส่งคนไปจัดการกำจัดร่องรอยทั้งหมดของเด็กสาวผู้นี้ให้หมด อย่าให้ใครรู้เป็นอันขาดว่าพวกเราพาตัวนางกลับมารักษาที่จวน” อันเหวินสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าฉายแววเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ขอรับนายท่าน”
พ่อบ้านประสานมือรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องไปจัดการตามคำสั่งทันที
ตกเย็นของวันเดียวกัน หลังจากที่อันเหวินสะสางภารกิจประจำวันเสร็จสรรพ เขาก็เดินทางมาร่วมทานอาหารเย็นกับฮูหยินอันตามปกติ แม้ใบหน้าของภรรยาจะดูแจ่มใสขึ้นมาก ทว่าเขาก็รู้ดีว่าในใจของนางยังคงเป็นห่วงเด็กสาวผู้นั้นอยู่ไม่น้อย ชายวัยกลางคนจึงคอยเอ่ยคำหวานปลอบใจนางอยู่ตลอดเวลา
จวบจนกระทั่งเมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อย อันเหวินจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวเบื้องหลังที่สืบรู้เกี่ยวกับตัวเด็กสาวให้ภรรยาได้รับฟังอย่างไม่คิดปกปิด
ยามเมื่อฮูหยินอันได้รู้เรื่องราวทั้งหมด นางก็ยิ่งรู้สึกสงสารเด็กสาวมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเพราะนางเองก็เคยเป็นมารดาคนมาก่อน เมื่อได้รับรู้ชะตากรรมอันน่าเศร้าของเด็กสาวที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรสาวตนที่จากไป ก็พลอยทำให้หัวอกคนเป็นมารดาหดหู่ไปด้วยอย่างอดไม่ได้
“ท่านพี่เจ้าคะ ไม่สู้...ไม่สู้พวกเรารับนางมาเป็นบุตรสาวของพวกเรา สวมรอยแทนที่ลี่เออร์ดีหรือไม่เจ้าคะ?” ฮูหยินอันเอ่ยปากร้องขอสามีด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เนื่องจากวิธีนี้เป็นทางออกเดียวที่ฮูหยินอันสามารถคิดออกได้ในยามนี้ ด้วยเพราะการจากไปของบุตรสาวคนเดียวนั้นได้ถูกปิดไว้เป็นความลับภายในจวนสกุลอัน ยังไม่ได้ประกาศออกไปให้ภายนอกรับรู้
หากพวกเขารับเด็กสาวปริศนาผู้นี้มาสวมรอยเป็นลี่เออร์ที่เพิ่งหายจากอาการป่วย ย่อมไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงสงสัยในตัวตนของนางได้อย่างแน่นอน และสิ่งนี้ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันอันแข็งแกร่งที่ช่วยให้เด็กสาวได้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปอย่างปลอดภัยในคราบของคุณหนูสกุลอันนั่นเอง
อันเหวินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาเข้าใจดีถึงจิตใจอันเอื้อเฟื้อและเมตตาของภรรยา ทว่าในฐานะผู้นำตระกูลอัน การจะตกปากรับคำตัดสินใจในทันที ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ชาญฉลาดนัก
“ฮูหยิน ข้ารู้ดีว่าเจ้าอยากจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือนาง ทว่าเรื่องนี้พวกเราไม่อาจด่วนตัดสินใจได้ อย่างไรเสีย พวกเราคงต้องรอดูท่าทีของนางยามตื่นขึ้นมาก่อน ไม่เช่นนั้นหากนางมีปัญหาขึ้นมา การรับนางเป็นบุตรสวมรอยแทนลี่เอ๋อร์อาจกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้าน นำภัยพิบัติมาสู่ตระกูลเราแทนได้” อันเหวินเอ่ยเตือนสติภรรยาอย่างใจเย็น
ซึ่งถ้อยคำตักเตือนอันมีเหตุผลของสามีก็ทำเอาฮูหยินอันพยักหน้ารับคำอย่างจำยอม ด้วยนางรู้ดีว่า ความปลอดภัยและความอยู่รอดของตระกูลอันคือสิ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด
หลายวันต่อมา ทางด้านอันฉิงที่นอนสลบไสลไม่ได้สติมาเนิ่นนานหลายวัน ในที่สุดสติสัมปชัญญะของเด็กสาวก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมาอีกครา
ทันทีที่เปลือกตาบางปรือขึ้น ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นเพดานไม้แกะสลักอันหรูหราแปลกตาที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน เด็กสาวคิดทบทวนเหตุการณ์ระทึกขวัญก่อนหน้านี้ทันที ซึ่งความทรงจำสุดท้ายคือการฝ่ากองเพลิงหนีพ้นออกมาจากหอจันทราเสี้ยว ก่อนที่นางจะหมดสติไปบนถนน
ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดนางจึงมานอนอยู่ในสถานที่แปลกตาแห่งนี้ได้กัน!
อันฉิงหาได้ใส่ใจอาการบาดเจ็บของตนแม้แต่น้อย ร่างเล็กรีบผุดลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถอยกายร่นไปชิดขอบเตียง นัยน์ตากลมโตฉายแววหวาดระแวงอย่างชัดเจน
“เจ้าฟื้นคืนสติแล้วหรือ?”
สาวใช้นางหนึ่งที่ยกถาดชามยาสมุนไพรเข้ามา เมื่อเห็นเด็กสาวตื่นขึ้นก็เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะหันไปสั่งให้สาวใช้อีกนางรีบไปแจ้งข่าวแก่นายท่านและฮูหยินทันที ส่วนนางก็ก้าวเข้าไปหมายจะช่วยประคองร่างของเด็กสาวให้นอนลงพักผ่อนดังเดิม
ทว่าอันฉิงกลับยกท่อนแขนอันสั่นเทาขึ้นปัดป่ายฝ่ามือของสาวใช้ ปฏิเสธไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ตนด้วยความหวาดระแวง
“เจ้าอย่าได้กลัวไปเลยนะ ข้าไม่ทำอันใดเจ้าหรอก เพียงแต่จะเข้ามาช่วยเช็ดล้างทายาสมานแผลให้เท่านั้น” สาวใช้เอ่ยปลอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ไม่คิดแปลกใจกับท่าทีระมัดระวังของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย อีกทั้งยังรู้สึกสงสารเด็กสาวเพิ่มมากขึ้นอีก
ทว่าอันฉิงกลับไม่ได้ตอบกลับอันใด นางยังคงถอยกายร่นหนีไปชิดขอบเตียงมากกว่าเดิม นัยน์ตาจ้องมองสาวใช้นางนั้นตาเขม็ง ทางด้านสาวใช้เองจึงทำได้เพียงมองดูอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายด้วยเกรงว่าจะทำให้เด็กสาวตกใจกลัวไปมากกว่านี้
เพียงไม่นาน อันเหวินและฮูหยินอันก็เดินทางมาถึงภายในห้อง เมื่อฮูหยินอันเห็นท่าทางสับสนระคนหวาดผวาของเด็กสาว นางก็ตรงเข้าไปนั่งลงบนขอบเตียงพลางยื่นมือออกไปหมายจะแตะไหล่อันสั่นเทาของอีกฝ่ายเพื่อปลอบโยน ทว่าอันฉิงกลับเบี่ยงกายหลบเลี่ยงฝ่ามือนั้นทันควัน นัยน์ตาจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความระแวดระวังและไม่ไว้วางใจอยู่ตลอดเวลา
ฮูหยินอันชะงักมือลงกลางคัน นางพอจะเข้าใจได้เด็กสาวผู้นี้คงผ่านมรสุมชีวิตมาไม่น้อย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยสักนิดที่อีกฝ่ายจะสร้างเกราะป้องกันตนเองและหวาดกลัวผู้คนถึงเพียงนี้ นางจึงทำเพียงระบายรอยยิ้มอ่อนโยน พลางเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เจ้าอย่าได้กลัวไปเลย ข้าและสามีไม่คิดทำร้ายเจ้าหรอก...”
ทว่าต่อให้กิริยาและน้ำเสียงของสตรีตรงหน้าจะอ่อนโยนเพียงใด ก็ไม่อาจทำลายความหวาดระแวงของอันฉิงได้เลยแม้แต่น้อย เพราะสำหรับนางแล้ว ใบหน้าที่ฉาบไปด้วยความเมตตาและถ้อยคำหวานหูเช่นนี้ นางเคยพบเจอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ซึ่งสุดท้าย คนเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นเพียงปีศาจร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากมนุษย์เท่านั้น!
ฮูหยินอันที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่คิดจะฝืนบังคับอีกต่อไป ยอมดึงมือตนเองกลับมาแต่โดยดี
“เจ้ายังตรงไหนอยู่อีกหรือไม่ ข้าจะได้สั่งให้คนไปตามหมอจางมาตรวจดูอาการ เจ้าวางใจเถิด ยามนี้เจ้าปลอดภัยแล้วนะ”
อันฉิงยังคงนิ่งเงียบ ไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ ฮูหยินอันจึงทำได้เพียงถอนหายใจยาวพลางหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นสามีที่ยืนทอดสายตามองดูเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ
“พวกเจ้าทุกคนออกไปรอคอยที่ด้านนอกก่อน”
อันเหวินหันไปเอ่ยสั่งการกับสาวใช้ ก่อนจะหันมาสบสายตากับภรรยาและพยักหน้าส่งสัญญาณอย่างรู้กัน ฮูหยินอันจึงลุกขึ้นนำพวกสาวใช้เดินออกจากห้องพักไป ปล่อยให้สามีรับช่วงต่อ
เมื่อภายในห้องพักเหลือเพียงคนทั้งสองตามลำพังแล้ว อันเหวินจึงเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญในทันที
“ข้ารู้ว่าเจ้าหลบหนีมาจากสถานที่ใด”
สิ้นเสียงของเขา อันฉิงก็พลันนัยน์ตาหดเกร็งลงทันที สีหน้าฉายแววเคร่งขรึมมากขึ้นกว่าเดิม ในใจพลันตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน ก่อนที่อันเหวินจะเอ่ยต่ออย่างไม่รีบร้อน
“ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใดสำหรับข้าเลยสักนิด ข้าหาได้สนใจอดีตของเจ้าไม่ และจะไม่ถามสิ่งใดให้มากความ สิ่งที่ข้าจะถามเจ้ามีเพียงคำถามเดียวเท่านั้น”
อันเหวินจ้องมองลึกเข้าไปในนัยน์ตากลมโตของเด็กสาวอยู่นาน ราวกับต้องการจะมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งจิตใจและความคิดอ่านของนาง ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้ายังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่?”
อันฉิงชะงักค้างไปชั่วครู่ ด้วยนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยถามนางเช่นนี้
มีชีวิตอยู่ต่อไปหรือ?
แน่นอนว่านางย่อมต้องอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป!
ในเมื่อพวกมันทุกคนที่ทำร้ายนางยังมีชีวิตอยู่ แล้วเหตุใดนางจะต้องยอมตายไปด้วยกัน!
อันฉิงสูดลมหายใจเข้าลึกพลางเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายด้วยแววตาแน่วแน่ ไร้ซึ่งความหวาดระแวงเหมือนก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง
“อยากเจ้าค่ะ”
“ในเมื่อเจ้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อ ข้าก็ยินดีจะช่วยเจ้า เพียงแต่เจ้าจะต้องให้คำสัตย์สาบานกับข้า ว่าเจ้าจะไม่นำพาภัยพิบัติหรืออันตรายใด ๆ มาสู่ตระกูลอันเป็นอันขาด!” อันเหวินเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง
ครั้นอันฉิงฟังได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาพลันทอประกายวูบไหวด้วยความสงสัยทันที เนื่องจากนางสะดุดหูอย่างยิ่งกับนามตระกูลที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมา
“ท่านบอกว่า ‘สกุลอัน’ อย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
อันเหวินหรี่ตาลงมองเด็กสาวเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับคำ
“ถูกต้อง ที่นี่คือจวนสกุลอัน ‘อัน’ (安) ที่มีความหมายว่าแสงสว่างและความสงบสุข”
อันฉิงหลุบสายตาลงเล็กน้อย หัวใจของนางสั่นสะท้านอย่างไม่อาจห้ามได้
นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าโชคชะตาจะนำพานางให้ได้รับความช่วยเหลือจากสกุลที่มีนามออกเสียงคล้ายคลึงกัน อีกทั้งยังเป็นสกุลอันที่มีความหมายตรงกันข้ามกับแซ่อันดั้งเดิมของนางอย่างสิ้นเชิงอีกต่างหาก
ซึ่งแซ่ ‘อัน’ (暗) ดั้งเดิมของนางนั้น หมายถึงความมืดมน ลึกลับ และนรกอันไร้แสงสว่าง
ในขณะที่แซ่ ‘อัน’ (安) ของอีกฝ่ายมีหมายถึงแสงสว่างและความสงบสุข
ไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือเรื่องบังเอิญ หรือคือโชคชะตาลิขิตของฟ้าดินกันแน่....
“แล้วเจ้าจะตัดสินใจอย่างไร?” อันเหวินเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
อันฉิงนิ่งเงียบไปอีกครา สองมือภายใต้แขนเสื้อกำหมัดแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตากับอันเหวินด้วยแววตาแน่วแน่มั่นคง ไร้ซึ่งความลังเลใด ๆ
“ข้ายินดีให้คำสัตย์สาบานเจ้าค่ะ”
“ดี...เช่นนั้นจงอย่าได้ลืมถ้อยคำที่ตนเองรับปากไว้ เพราะหากเมื่อใดที่เจ้านำพาภัยมืดมาสู่ตระกูลอันของข้า เมื่อนั้นเจ้าจะต้องรับผิดชอบด้วยชีวิตของเจ้าเอง!”
อันเหวินเน้นย้ำด้วยสีหน้าดุดัน น้ำเสียงทรงอำนาจยืนยันเด็ดขาดว่าทุกคำพูดของเขาย่อมสามารถกระทำได้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าอันฉิงกลับไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่น้อย นางเอ่ยตอบกลับไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอย่างไม่เกรงกลัว
“ข้ายินดีรับผิดชอบด้วยชีวิตของข้าเจ้าค่ะ!”