LNCrawler

บทที่ 21 งานเลี้ยง (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 21 งานเลี้ยง (1)

บทที่ 21 งานเลี้ยง (1)

ยามเมื่อห้วงความฝันอันเหี้ยมโหดและขมขื่นในอดีตได้สิ้นสุดลง อันฉิงที่เผลอหลับไปในอ่างน้ำไม้พลันสะดุ้งรู้สึกตัวคืนสติขึ้นมาอย่างช้า ๆ หญิงสาวปรือตาขึ้นมองมู่ลี่สาวใช้คนสนิทที่กำลังร้องเรียกหานางด้วยสีหน้าห่วงใย

คงเป็นเพราะในวันนี้ร่างกายของนางเหนื่อยล้าจากการจัดการภารกิจมากเกินไป จึงได้เผลอหลับไปและจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราฝันร้ายยาวนานมากกว่าปกติ

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านแช่น้ำนานเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ยามนี้น้ำในอ่างเย็นชืดหมดแล้ว รีบขึ้นมาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เถิดเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นอาจจะจับไข้ได้” มู่ลี่เอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงพลางกุลีกุจอเตรียมผ้าเช็ดตัวผืนนุ่มไว้คอยท่า

“ข้าเผลอหลับไปนานเท่าใดแล้ว?”

อันฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบพลางผุดลุกขึ้นจากอ่างน้ำไม้ โดยมีมู่ลี่ก้าวตามมาดูแลติด ๆ

“คุณหนูหลับไปเกือบหนึ่งชั่วยามเต็มเลยเจ้าค่ะ” มู่ลี่บอกกล่าวในขณะที่บรรจงช่วยอันฉิงสวมใส่อาภรณ์เนื้อดีชั้นนอกอย่างเบามือ

“เห็นทีว่าวันนี้ข้าคงจะเหนื่อยเกินไปจริง ๆ”

อันฉิงหมุนกายมองสำรวจความเรียบร้อยของอาภรณ์บนเรือนร่าง ก่อนจะก้าวเท้าไปนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักใกล้หน้าต่างที่บานไม้ถูกปิดสนิทไว้เพื่อกันลมหนาวยามราตรี

มู่ลี่ทอดสายตามองเห็นผู้เป็นนายที่มีสีหน้าอ่อนโรยแวบหนึ่ง แล้วจึงรีบนำพาถ้วยน้ำแกงบำรุงสมุนไพรร้อน ๆ ที่จัดเตรียมไว้มาจัดวางเบื้องหน้าอีกฝ่าย

“คุณหนู น้ำแกงบำรุงสมุนไพรเจ้าค่ะ ดื่มเสียหน่อยนะเจ้าคะ จะได้ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นเจ้าค่ะ”

อันฉิงยื่นมือไปรับถ้วยน้ำแกงมายกขึ้นจิบอย่างเชื่องช้าพลางโบกมือไล่

“เจ้าออกไปพักผ่อนเถิด อีกเดี๋ยวข้าก็จะเข้านอนแล้ว”

“บ่าวขอตัวนะเจ้าคะคุณหนู”

มู่ลี่ย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม ก่อนจะค่อย ๆ ถอยห่างและก้าวเดินออกจากห้องพักไป

เมื่อภายในห้องหลงเหลือเพียงอันฉิงอยู่ตามลำพัง หญิงสาวจึงยกถ้วยน้ำแกงขึ้นจิบจนหมด แล้ววางลงบนโต๊ะไม้ข้างกาย นางนั่งนิ่งอยู่นานพลางครุ่นคิดถึงภาพความทรงจำในอดีตอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะผุดลุกขึ้นก้าวเท้าตรงไปยังเตียงแล้วล้มตัวลงนอนบนฟูกหนานุ่ม

แม้ว่านางจะพยายามข่มตานอน ทว่าในทุก ๆ คราที่นางหลับตาลง ภาพเหตุการณ์นรกในจวนลับ หอจันทราเสี้ยว เสียงกรีดร้องของอันรุ่ย และกองเถ้าถ่านเบื้องหน้าท่านยายเฉิงก็จะคอยวนเวียนย้ำเตือนหลอกหลอนนางอยู่เสมอ

ต่อให้วันเวลาจะหมุนเวียนผ่านพ้นไปกี่ปี ทว่านางก็ยังคงจดจำได้ทุกรายละเอียดได้อย่างแม่นยำขึ้นใจ

อันฉิงพยายามข่มตานอนทั้งอย่างนั้น จวบจนกระทั่งผล็อยหลับไปในที่สุดโดยไม่รู้ตัว...

 

หลังจากที่อันฉิงตื่นนอนในเช้าวันต่อมา นางก็ให้มู่ลี่เข้ามาช่วยแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราก่อนจะนั่งรถม้าประจำตระกูลอันเดินทางมุ่งหน้าสู่นอกจวน โดยมีจุดหมายปลายทางคือโรงน้ำชาชื่อดังใจกลางย่านการค้าอันคึกคัก

ซึ่งนางมักจะเดินทางมาจิบชาและสอดส่องข่าวสารที่นี่อยู่เป็นประจำ จนกลายเป็นแขกคนสำคัญของสถานที่แห่งนี้ไปเสียแล้ว

เมื่อเดินทางมาถึง ครั้นเสี่ยวเอ้อร์ของโรงน้ำชาเห็นนางก็รีบเข้ามาให้การต้อนรับและดูแลอย่างดีเยี่ยม พลางเร่งนำทางพาอันฉิงขึ้นสู่ห้องพักส่วนตัวบนชั้นสูงสุดตามปกติ โดยห้องนี้เมื่อทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ก็จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของย่านการค้าอันจอแจเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน

“คุณหนู น้ำชาเจ้าค่ะ”

มู่ลี่บรรจงรินชาหอมกรุ่นส่งมอบให้ผู้เป็นนายตามปกติ

อันฉิงยื่นมือไปรับจอกชายกขึ้นมาจิบอย่างละเมียดละไมและใจเย็น สายตาคมกริบของนางทอดมองลงไปยังถนนเบื้องล่างไปด้วย ที่ซึ่งในยามนี้ได้มีขบวนรถม้าขนาดใหญ่โตโอ่อ่ากำลังค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า

บนผนังและประตูของรถม้าคันงามนั้นถูกแกะสลักและประดับประดาด้วยตราประจำสกุล ‘หลิ่ว’ ไว้อย่างโดดเด่น

อันฉิงยังคงนั่งนิ่งสงบ นัยน์ตาหงส์จ้องมองขบวนรถม้าสกุลหลิ่วเคลื่อนผ่านไปจนลับสายตา พลางยกจอกชาชั้นเลิศขึ้นจิบอย่างเยือกเย็น ทว่าหากสังเกตให้ดีจะพบว่าบริเวณมุมปากของนางพลันยกโค้งขึ้นเล็กน้อย

วันนี้เดิมทีนางก็ตั้งใจมาเพื่อชมการกลับมาของสกุลหลิ่วโดยเฉพาะ เมื่อได้เห็นว่าอีกฝ่ายกลับมาเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่เพียงใด นางก็ยิ่งตั้งหน้าตั้งตารอคอยชมเรื่องราวต่อจากนี้ต่อไปมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

นางได้แต่หวังว่าของขวัญต้อนรับที่นางมอบให้จะถูกใจใต้เท้าหลิ่วก็แล้วกัน...

 

จวนสกุลหลิ่ว

นับตั้งแต่ ‘หลิ่วโม่’ บุตรชายของแม่นมหลิ่วผู้เป็นแม่นมคนสนิทและเป็นมือขวาขององค์หญิงเจาหนิง ได้รับความดีความชอบจากการไปดำรงตำแหน่งรองเจ้าเมืองทางทิศใต้นานหลายปี บัดนี้ด้วยผลงานอันโดดเด่นและการหนุนหลังอย่างลับ ๆ จากขั้วอำนาจในวังหลวง ก็ได้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมยุติธรรมคนใหม่

ด้วยเหตุนี้ เขาและครอบครัวจึงได้เดินทางกลับสู่เมืองหลวงอีกครั้งในรอบหลายปี และยังได้รับพระราชทานจวนใหม่หลังโตเพื่ออาศัยถาวร

ยามเมื่อหลิ่วโม่เดินทางมาถึงเมืองหลวง หลังจากเข้าเฝ้ารายงานตัวกับฮ่องเต้ตามธรรมเนียมเสร็จสรรพเรียบร้อย เขาก็เดินทางกลับมายังจวนแห่งใหม่เพื่อหมายจะพักผ่อนหย่อนใจ

ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ขุนนางออก เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยจากกรมยุติธรรมก็เร่งเดินทางมาขอพบถึงเรือนพัก หลิ่วโม่จึงจำใจต้องสั่งการให้เชิญคนผู้นั้นเข้ามาสนทนาทันควัน

“เดินทางมาพบข้าถึงจวนในยามนี้ มีเรื่องราวอันใดเร่งด่วนอย่างนั้นหรือ?” หลิ่วโม่เอ่ยถามด้วยความสงสัย

“เรียนใต้เท้าหลิ่ว! มีคดีความเร่งด่วนเข้ามาขอรับ คนของเราตรวจพบขุนนางถูกสังหารขอรับ!”

เมื่อได้ยินถ้อยคำรายงานนั้น หลิ่วโม่ก็พลันมีสีหน้าจริงจังและตึงเครียดขึ้นมาในทันใด ด้วยนี่นับเป็นคดีฆาตกรรมแรกในมือของเขา นับตั้งแต่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมยุติธรรม อีกทั้งผู้ตายยังเป็นถึงขุนนางในราชสำนัก หากเขาสามารถไขคดีและลากตัวคนร้ายมาลงทัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว ย่อมเป็นการพิสูจน์ศักยภาพให้เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ยอมรับว่าตนคู่ควรกับตำแหน่งนี้

“เช่นนั้นก็รีบไปกันเถิด!”

หลิ่วโม่ไม่รอช้า เขาจัดแจงสำรวจความเรียบร้อยของอาภรณ์เพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าตามเจ้าหน้าที่ มุ่งตรงไปยังที่ว่าการกรมยุติธรรมทันที

เมื่อเดินทางมาถึงที่ว่าการกรมยุติธรรม หลิ่วโม่ก็ได้รับการนำทางตรงไปยังห้องเก็บศพอันอับชื้น ที่ซึ่งร่างไร้ลมหายใจของขุนนางผู้เคราะห์ร้ายถูกจัดเก็บไว้เพื่อรอการชันสูตรหลักฐาน

ครั้นพิศมองดูสภาพศพที่ถูกทำร้ายอย่างสยดสยอง หลิ่วโม่ก็หมุนกายก้าวเท้าเข้าสู่ห้องทำงานส่วนตัว เพื่ออ่านเอกสารรายงานที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้อย่างละเอียดยิบ โดยมีนายทหารผู้คุมคดีคอยเอ่ยรายงานความคืบหน้าอยู่เคียงข้าง

“เรียนใต้เท้าหลิ่ว นี่คือหลักฐานทั้งหมดที่คนของเราตรวจพบขอรับ ผู้ตายเป็นขุนนางระดับกลางขั้นหก นามว่าหม่าเทียน ร่างของเขาถูกชาวบ้านพบเจอในยามเฉินบริเวณตรอกร้างชานเมืองหลวง จากการชันสูตรบาดแผลเบื้องต้น พบร่องรอยการถูกทรมานด้วยมีดสั้นจำนวนหลายแผลขอรับ”

หลิ่วโม่กวาดสายตาอ่านรายงาน พร้อมกับฟังคำรายงานของนายทหารไปพร้อม ๆ กัน นัยน์ตาของเขาหรี่ลงด้วยความสงสัย

“ในเมื่อเป็นการฆาตกรรมขุนนาง เหตุใดในรายงานฉบับนี้จึงไม่มีเบาะแสหรือร่องรอยของผู้ต้องสงสัยเลยสักคนเล่า? ในจุดเกิดเหตุไม่ได้ระบุหลักฐานอื่นใดนอกจากสิ่งของระบุตัวตนของหม่าเทียนเลยหรืออย่างไร?”

“เรียนใต้เท้า นอกจากร่างของหม่าเทียนแล้ว ในจุดเกิดเหตุกลับไม่พบร่องรอยอื่นใดของคนร้ายหลงเหลือไว้เลยแม้แต่น้อยขอรับ มีเพียงคำให้การของพ่อบ้านประจำจวนหม่าเทียน ที่ระบุว่าหม่าเทียนได้ก้าวออกจากเรือนพักในยามค่ำ เพื่อไปร่วมดื่มสุรากับสหายขุนนางที่หอสุราเฟิงอี้ แล้วก็ไม่ได้กลับจวนตลอดทั้งคืน จวบจนกระทั่งมีคนไปพบศพในยามเช้าตรู่ขอรับ แม้พวกเราจะสืบหากระทั่งจุดที่พบศพอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทว่าก็ไร้ซึ่งเบาะแสให้สืบต่อได้เลยขอรับ” นายทหารก้มหน้ารายงานตามจริง