บทที่ 21 งานเลี้ยง (2)
บทที่ 21 งานเลี้ยง (2)
บทที่ 21 งานเลี้ยง (2)
เมื่อได้ฟังดังนั้น ใบหน้าของหลิ่วโม่ก็ยิ่งเคร่งเครียดและดุดันมากยิ่งขึ้น
การลงมือสังหารขุนนางขั้นหกกลางเมืองหลวงอย่างอุกอาจ ไร้ซึ่งความยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง อีกทั้งยังลงมือได้อย่างสะอาดหมดจดไร้ร่องรอยถึงเพียงนี้ หากเขาไม่อาจลากตัวคนร้ายมาลงโทษได้สำเร็จ มีหวังตำแหน่งและชื่อเสียงที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งคงต้องสั่นคลอนเป็นแน่
“สั่งการลงไป กระจายกำลังคนของเราออกไปสืบหาเบาะแสของทุกคนที่ได้พบปะสนทนากับหม่าเทียนเมื่อคืนนี้มาให้หมดสิ้น และตามรอยคนร้ายที่ลงมือให้พบ อย่าได้ปล่อยให้หลุดรอดสายตาไปได้แม้แต่คนเดียว!” หลิ่วโม่เอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ขอรับ”
นายทหารประสานมือรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะเร่งหมุนกายออกจากห้องทำงานเพื่อกระจายกำลังสืบหาข่าวสารในทันที
ขณะเดียวกัน ทางด้านของอันฉิง หลังจากที่ออกมาจากโรงน้ำชาใจกลางย่านการค้า นางไม่ได้เดินทางกลับจวนสกุลอันในทันที หากแต่เร่งรัดเดินทางมุ่งหน้าสู่ริมทะเลสาบฉิงจูอันกว้างใหญ่ เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงล่องเรือตามเทียบเชิญของจวนป๋ายกั๋วกง กว่าที่รถม้าของนางจะลัดเลาะมาถึงริมท่าเรือ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงยามบ่ายเสียแล้ว
อันฉิงก้าวเท้าขึ้นสู่เรือสำราญหรูหราสามชั้น โดยมีข้ารับใช้ของจวนป๋ายกั๋วกงคอยกุลีกุจอออกมารับหน้า นำทางพานางขึ้นสู่โถงรับรองกลางชั้นสอง ซึ่งหญิงสาวเลือกที่จะแยกตัวเดินหลบไปยืนจิบชาร้อนเงียบ ๆ ณ มุมระเบียงไม้ที่อับสายตา ด้วยไม่ปรารถนาจะเข้าไปสอดส่องหรือวุ่นวายกับเหล่าแขกเหรื่อที่เดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
แม้สตรีและบุรุษที่ก้าวเท้ามาเยือนเรือสำราญแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นฮูหยินสูงศักดิ์และคุณหนูคุณชายจากตระกูลชั้นสูงทั้งสิ้น ทว่าอันฉิงกลับไม่ได้ใส่ใจหรือปรารถนาจะร่วมสนทนากับคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย นางทำเพียงยืนจิบชาชั้นเลิศ ทอดสายตามองดูทัศนียภาพอันเงียบสงบของผืนน้ำทะเลสาบไปเรื่อย ๆ อย่างไร้อารมณ์
ทว่าเพียงไม่นานนัก ยามเมื่อเรือสำราญลำใหญ่เริ่มกางใบ ถอนสลัก เคลื่อนตัวออกจากฝั่งมุ่งสู่ใจกลางทะเลสาบฉิงจู เสียงสนทนาที่เคยดังก้องก็พลันดังเซ็งแซ่มากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อบุรุษหนุ่มรูปงามผู้โด่งดังและทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงทั้งสามคนได้ก้าวเท้าออกมารับลม ณ โถงกลางเรือสำราญ เรียกสายตาและเสียงกระซิบจากเหล่าคุณหนูชนชั้นสูงได้เป็นอย่างดี
แม้แต่อันฉิงที่ยืนอยู่มุมระเบียง ก็ยังต้องเบือนสายตากลับมาพิศมอง...
ในบรรดาคุณชายที่ถูกเอ่ยขนานนาม คงไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงไม่รู้จัก ‘ป๋ายถิงเซียว’ ซื่อจื่อแห่งจวนป๋ายกั๋วกง ชายหนุ่มผู้ริเริ่มเนรมิตงานเลี้ยงล่องเรือฉูดฉาดนี้ขึ้นมาเพียงเพราะความปรารถนาส่วนตัว ในมือน้อยของเขามักจะถือจอกสุราไว้ไม่ขาด บ่งบอกถึงนิสัยเจ้าเสเพลและรักสนุกอย่างเห็นได้ชัด
ป๋ายถิงเซียวเยื้องก้าวเข้ามาพร้อมกับสหายรักด้วยใบหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส ประหนึ่งไม่เคยมีเรื่องราวทุกข์ร้อนใด ๆ บีบคั้นในชีวิตเลยแม้แต่น้อย
“นาน ๆ ที พวกเจ้าจึงจะยอมตกปากรับคำออกมาเที่ยวเล่นผ่อนคลายกับข้าเช่นนี้ เช่นนั้นก็มาร่ำสุราด้วยกันเสียเถิด”
ซื่อจื่อหนุ่มเอ่ยบอกสหายทั้งสอง พลางผายมือเรียกให้บ่าวรับใช้เร่งรัดนำกาสุรารสเลิศเข้ามาจัดส่ง
“ซื่อจื่อ ท่านคิดจะร่ำสุราตั้งแต่ยามที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดินเชียวหรือ?”
‘เจียงเหยียนจือ’ บุตรชายของท่านอัครเสนาบดี ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดและยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ส่ายหน้าปฏิเสธที่จะรับจอกสุราอย่างตรงไปตรงมา
“เหยียนจือนะเหยียนจือ เจ้ามันเป็นคนไม่รู้จักศิลปะในการสู้ชีวิตและเสพสุขเอาเสียเลย!”
ป๋ายถิงเซียวหลุดหัวเราะอย่างชอบใจ ไม่ได้ถือสาหาความท่าทีปองร้ายเคร่งเครียดของสหาย ด้วยล่วงรู้นิสัยใจคอของเจียงเหยียนจือดีอยู่แล้ว เพียงแค่ชายผู้นี้ยอมก้าวเท้าออกจากกรมกองมาร่วมงานเลี้ยงได้ ก็นับว่าเกินความคาดหมายของเขาไปไกลแล้ว ซื่อจื่อหนุ่มจึงหมุนกายหันไปเอ่ยถามสหายอีกคนแทน
“เจ้าดูสิ วันนี้สภาพอากาศแจ่มใส ลมพัดเย็นสบายยิ่งนัก เหมาะแก่การล่องเรือชมทิวทัศน์เป็นที่สุด เจ้าว่าอย่างไรบ้างเล่าจิ่นหยาง”
“ต่อให้วันนี้สภาพอากาศไม่เป็นใจ เจ้าจะยินยอมอุดอู้อยู่แต่ในจวนหรืออย่างไร?”
กู้จิ่นหยางเอ่ยตอบกลับพร้อมกับส่ายหน้าน้อย ๆ เขายื่นมือรับจอกสุราจากบ่าวรับใช้มาถือไว้ด้วยความเต็มใจ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นดื่ม ทว่าเขาก็ยังคงถือจอกสุราไว้ในมือ เพื่อรักษาน้ำใจและมิตรภาพของผู้ให้
ทุกท่วงท่าและอิริยาบถของคุณชายสกุลกู้ ‘กู้จิ่นหยาง’ ล้วนแล้วแต่ตกเป็นเป้าสายตาและจุดศูนย์กลางของทุกคนบนเรือสำราญไปโดยปริยาย นอกเหนือไปจากความสง่างาม ผิวพรรณละอียดดุจหยกเนื้อดี รูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาไร้ที่ติ และการวางตนอันไร้ร่องรอยมัวหมองแล้ว ชื่อเสียงของกู้จิ่นหยางก็มักจะถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากในหมู่สตรีชนชั้นสูง เรียกได้ว่าเขาคือต้นแบบบุรุษในดวงใจที่หญิงสาวทั่วทั้งเมืองหลวงต่างใฝ่ฝันอยากครองคู่
หากจะกล่าวว่า งานเลี้ยงล่องเรือในวันนี้ เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ต่างตกปากรับคำเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ก็เพียงเพื่อจะได้ทอดสายตามองดูความสง่างามบริสุทธิ์ของเขาก็ว่าได้
และอันฉิงเองก็เช่นเดียวกัน!
นับตั้งแต่บุรุษหนุ่มทั้งสามก้าวเท้าเข้าสู่โถงกลางเรือ สายตาของอันฉิงก็จับจ้องอยู่ที่เรือนร่างของคุณชายกู้จิ่นหยางอยู่ตลอดเวลา
อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไร้ราคีที่เขาสวมใส่อยู่นั้น เปรียบเสมือนดวงจิตอันนุ่มนวลและเมตตาของเขาอย่างแท้จริง นัยน์ตาที่เคยว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งของเด็กสาว พลันแปรเปลี่ยนเป็นทอประกายความอบอุ่นอ่อนโยนขึ้นมาในทันใด
อันฉิงไม่เคยลืมเลือนทุกช่วงเวลาที่นางเคยพานพบและได้รับความช่วยเหลือจากเขาในอดีต นางยังคงจำรอยยิ้มประโลมใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตานั้นได้อย่างแม่นยำขึ้นใจ จนกระทั่งบัดนี้ กู้จิ่นหยางก็ยังคงเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลกอันมืดมิดของนาง
ในระหว่างที่เหล่าคุณชายกำลังยืนสนทนากันอยู่นั้น เสียงดนตรีพิณและปี่ที่จัดเตรียมไว้ก็เริ่มต้นบรรเลงเพลงขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศภายในเรือสำราญครึกครื้นขึ้นไปอีกระดับ
“ข้ากำลังคิดอยู่พอดี ว่าในวันพรุ่งนี้ข้าควรจะจัดงานเลี้ยงร่ำสุราสถานที่ใดอีกดี” ป๋ายถิงเซียวยืนทอดสายตามองดูนางรำที่กำลังร่ายรำ พลางเอ่ยถึงภารกิจในวันพรุ่งนี้อย่างสบายอารมณ์
“เจ้าไม่คิดจะหยุดพักไปช่วยสะสางงานการที่จวนกั๋วกงบ้างเลยหรืออย่างไรกัน?” เจียงเหยียนจือส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา
“เจ้าจะให้ข้าตรากตรำทำงานหนักดั่งเช่นเจ้าหรืออย่างไร? ตอนที่ข้าตั้งอกตั้งใจทำงาน เจ้าไม่ได้มามองเองต่างหาก ข้าก็แค่กำลังผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักอย่างไรเล่า!”
ซื่อจื่อหนุ่มยังคงส่งเสียงหัวเราะชอบใจ แน่นอนว่าเขากำลังพักผ่อนอยู่จริง ๆ เพียงแต่อาจจะพักผ่อนบ่อยครั้งไปสักนิดเท่านั้นเอง
“คงไม่มีซื่อจื่อจวนใดพักผ่อนร่ำสุราได้บ่อยครั้งเท่าเจ้าอีกแล้วกระมัง”
เจียงเหยียนจือเอ่ยตัดบทอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เช่นกัน ส่วนกู้จิ่นหยางทำเพียงทอดสายตามองดูสหายรักทั้งสอง พลางส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูและอ่อนใจ
“คารวะคุณชายกู้ ซื่อจื่อ คุณชายเจียงเจ้าค่ะ”
ท่ามกลางเหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงที่ยืนส่งสายตาจ้องมองอยู่ไกล ๆ โดยไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเท้าเข้ามาทักทายคุณชายทั้งสาม ทันใดนั้นพลันมีสตรีนางหนึ่งเยื้องก้าวเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย อาภรณ์ผ้านิ่มสีชมพูอ่อนที่นางสวมใส่ช่วยขับเน้นเรือนร่างให้ดูอ่อนหวาน น่าทะนุถนอม ดุจดอกบัวบริสุทธิ์แรกแย้มเบ่งบานกลางสระ
เบื้องหลังของนาง มีบุรุษหนุ่มใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันก้าวตามติด สองพี่น้องย่อกายทำความเคารพคุณชายทั้งสามอย่างนอบน้อมนิ่มนวล