LNCrawler

บทที่ 22 เริ่มเดินหมาก (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 22 เริ่มเดินหมาก (1)

บทที่ 22 เริ่มเดินหมาก (1)

“ก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณหนูหลานหลิน สตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงนี่เอง” ป๋ายถิงเซียวเอ่ยตอบรับอย่างไม่ใส่ใจนัก ด้วยความจริงแล้ว เขาก็เพียงส่งเทียบเชิญไปตามมารยาทของจวนกั๋วกงเท่านั้นเอง

“ซื่อจื่อกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ตำแหน่งสตรีอันดับหนึ่ง หลานหลินไม่กล้ารับไว้หรอกเจ้าค่ะ”

หลานหลินเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงถ่อมตน นางเป็นบุตรีคนรองของรองแม่ทัพหลาน แม้อายุเพียงสิบเจ็ดปี ทว่าด้วยกิริยามารยาท รูปโฉมประดุจภาพวาด และความสามารถด้านศาสตร์ศิลป์ ทำให้นางได้รับขนานนามว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่ง

ทว่ากว่าจะได้ฉายานี้มา นางจำต้องทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ยามอยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้สูงศักดิ์กว่า นางย่อมไม่กล้าแสดงความยโสอวดอ้างตนเอง

“คุณชายทั้งสาม ต้องขออภัยที่น้องสาวของข้ามารบกวนเวลาผ่อนคลาย เพียงแต่นางมีข้อสงสัยในหลักธรรมคำสอน ที่แม้แต่ข้าผู้เป็นพี่ชายก็ไม่อาจไขความกระจ่างได้ จึงใคร่ขอรบกวนคุณชายกู้ ให้ช่วยชี้แนะเป็นทานความรู้สักนิดขอรับ”

‘หลานเฉิน’ ผู้เป็นพี่ชายได้อาศัยจังหวะนี้ผลักดันน้องสาวให้ได้ชิดใกล้กับกู้จิ่นหยาง ส่วนตัวเขาก็หมุนกาย หันไปชวนซื่อจื่อและคุณชายเจียงสนทนาเรื่องราวอื่น เพื่อหวังจะสร้างมิตรภาพสนิทสนม

กู้จิ่นหยางเมื่อได้ฟังดังนั้น ก็ระบายรอยยิ้มสุภาพนุ่มนวลให้แก่หลานหลินตามนิสัยปกติของเขา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“คุณหนูหลานมีสิ่งใดต้องการให้ข้าชี้แนะหรือ?”

หลานหลินก้มหน้าลงเล็กน้อย หลบซ่อนพวงแก้มแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย หัวใจของนางเต้นระส่ำเพียงแค่ได้ยืนพิศมองเขาในระยะประชิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยถามด้วยท่าทีซื่อบริสุทธิ์

“ข้าทราบมาว่าคุณชายกู้มีความรู้แตกฉานและลึกซึ้งยิ่งนัก จึงใคร่ขอคำชี้แนะเจ้าค่ะ...”

หลานหลินยื่นมือ ปลดแผ่นกระดาษสะกดอักษรออกมาจากใต้แขนเสื้อ ก่อนจะคลี่ออกเผยให้เห็นลายมือตัวอักษรจีนคำว่าเหยิ่น (忍) ที่แปลว่า ความอดทน

“เหตุใดคุณหนูหลานจึงถามข้าด้วยตัวอักษรคำนี้กัน?” กู้จิ่นหยางเอ่ยถาม

“ยามข้าศึกษาร่ำเรียน ท่านอาจารย์เคยสั่งสอนข้าว่า ตัวอักษรเหยิ่นนี้มีคมมีดสลักไว้เหนือหัวใจ หมายถึงความอดทน ข้าไม่เข้าใจเลยเจ้าค่ะ เหตุใดจึงต้องใช้โครงสร้างคมมีดเหนือหัวใจมาเปรียบเทียบ หรือแท้จริงแล้ว การอดทน คือการจำยอมให้คมมีดกรีดแทงฝืนทนรับความเจ็บปวดไว้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นหรือเจ้าคะ”

กู้จิ่นหยางคลี่ยิ้มออกมาทันใด เขาเข้าใจความหมายแฝงของนางในทันที คำถามของนางไม่ใช่ถามเพราะไร้ความรู้ ทว่านางกำลังโยนหินถามทางถึงขอบเขตความอดทนในความคิดของเขาต่างหาก นับว่าสตรีนางนี้มีความเฉลียวฉลาดแหลมคมสมคำร่ำลือจริง ๆ

“การจะเขียนคำว่าอดทนขึ้นมาได้ ย่อมต้องวางคมมีดไว้เหนือหัวใจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า หัวใจต้องยินยอมให้มีดกรีดแทงทารุณไปตลอด หากหมายถึงยามที่ความโกรธ ความเจ็บปวด หรือความปรารถนาจะตอบโต้บังเกิดขึ้น เราจำต้องวางสิ่งเหล่านั้นไว้ก่อน ไม่ปล่อยให้มันมาควบคุมการกระทำของเราอย่างไรเล่า”

“คนอ่อนแออดทนเพราะไร้ทางเลือก แต่คนเข้มแข็งอดทน เพราะเลือกที่จะไม่ยอมกลายเป็นเชลยของอารมณ์ คุณหนูหลานพอจะเข้าใจหรือไม่” เขาอธิบายให้นางฟังอย่างใจเย็น

หลานหลินลอบพิศมองใบหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบของเขาด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน นางเอ่ยถามสืบต่อเพื่อถ่วงเวลาให้อยู่ใกล้เขานานขึ้น

“เช่นนั้นหากจำต้องอดทนต่อสิ่งที่ไม่ควอดทนเล่าเจ้าคะ?”

“นั่นไม่ใช่การอดทน หากแต่คือความจำยอม” กู้จิ่นหยางเอ่ยตอบ

“อดทนต่อความยากลำบากเพื่อก้าวผ่าน คือคุณธรรม ทว่าอดทนต่อความอยุติธรรมจนลืมรักษาความถูกต้องของตนคือความโง่เขลา ผู้มีปัญญาไม่ใช่ผู้ที่ไม่เคยโกรธหรือเจ็บปวด หากแต่คือผู้ที่แม้ในยามที่หัวใจถูกคมมีดกดทับก็ยังเลือกกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ถ้อยคำชี้แนะนั้น ไม่เพียงซึมลึกเข้าสู่ดวงใจของหลานหลิน ทว่ายังลอยผ่านสายลมไปกระทบเข้ากับหูของอันฉิงที่ยืนจิบชาอยู่อีกมุมเช่นกัน นัยน์ตาของเด็กสาววาวโรจน์ขึ้นชั่วครู่ คำว่า ‘อดทนต่อความอยุติธรรมคือความโง่เขลา’ พลันทำให้ความรู้สึกภายในใจของนางปั่นป่วนขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ก่อนจะกลับไปสงบนิ่งดังเดิม

ประโยคนี้ ไม่ว่าใครต่างก็พูดได้ ทว่าเมื่อได้มาลองสัมผัสประสบการณ์จริงแล้ว พวกเขาเล่านั้นล้วนจะได้รู้เองว่าไม่ใช่ทุกคนหรือทุกอย่างจะควบคุมได้ดั่งใจ

บางคนยอมอดทนต่อความอยุติธรรมไม่ใช่เพราะความโง่เขลา แต่เพราะความอยู่รอดจึงต้องยอมอดทนต่างหาก...

“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชี้แนะเจ้าค่ะ หากวันหน้าข้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจ สามารถมาขอคำชี้แนะจากคุณชายอีกได้หรือไม่เจ้าคะ?” หลานหลินพยายามหาช่องทางเพื่อจะได้พบหน้าเขาอีกครา

ทว่ายังไม่ทันที่กู้จิ่นหยางจะได้เอื้อนเอ่ยตอบรับ เสียงกังวานสดใสของสตรีนางหนึ่งก็ดังมาจากทางท้ายเรือสำราญ

“ท่านพี่จิ่นหยาง!”

ร่างระหงในชุดอาภรณ์รัดกุมสีเข้มคล้ายบุรุษ วิ่งพรวดพราดเข้ามาหากลุ่มคุณชายทั้งสามพร้อมรอยยิ้มสดใสเปล่งประกาย

“เหยาเออร์ เจ้ามาได้อย่างไรกัน?”

กู้จิ่นหยางเอ่ยถามพลางระบายรอยยิ้มอ่อนโยนดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิส่งให้นาง อันเป็นรอยยิ้มที่แตกต่างจากรอยยิ้มตามมารยาทที่มอบให้หลานหลินอย่างเห็นได้ชัด ในสายตาของเขาในยามนี้ มีเพียงเงาสะท้อนของ ‘มู่ชิงเหยา’ บุตรีของท่านแม่ทัพใหญ่มู่เท่านั้น

“นั่นสิเหยาเออร์ ข้าได้ข่าวว่าเจ้าเพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหน้าด่าน คิดว่าเจ้าจะนอนพักผ่อนอยู่ในจวนเสียอีก ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงของข้าได้”

ป๋ายถิงเซียวและเจียงเหยียนจือต่างหมุนกายหันมาเอ่ยทักทายสตรีผู้มาใหม่ด้วยความตื่นเต้นและเป็นกันเองในทันควัน ส่งผลให้สองพี่น้องสกุลหลานถูกลดความสำคัญกลายเป็นคนนอกไปในพริบตาเดียว

“ซื่อจื่อ ข้าก็แค่อยากเดินทางมาเปิดหูเปิดตาบ้างไม่ได้หรืออย่างไรกัน อีกอย่าง ท่านเป็นคนส่งเทียบเชิญไปให้ข้าเองแท้ ๆ จะไม่ยินดีต้อนรับข้าเชียวหรือ!”

มู่ชิงเหยาเอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา นางเติบโตมาในกองทัพหน้าด่าน จึงมีนิสัยใจคอผ่าเผยคล้ายบุรุษ อีกทั้งยังมีฝีมือการต่อสู้ไม่แพ้บิดา แตกต่างจากสตรีในห้องหอโดยสิ้นเชิง

อีกทั้งนางและเหล่าคุณชายทั้งสาม ต่างเติบโตและวิ่งเล่นมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์จึงมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับกู้จิ่นหยาง ที่ทั้งสองต่างมีใจตรงกันมาเนิ่นนานแล้ว

“ข้าหรือจะไม่ยินดีต้อนรับเจ้า มีแต่เจ้านั่นแหละ ที่ไม่ต้องการมาพบหน้าข้า!” ป๋ายถิงเซียวแสร้งทำหน้าเศร้า

“ขนาดงานเลี้ยงจวนท่านแม่ทัพ เจ้ายังแอบหนีไปเที่ยวเล่นไม่ยินยอมเข้าร่วม แต่วันนี้กลับยอมมาร่วมงานล่องเรือของซื่อจื่อ ข้าว่าประเด็นนี้ อีกประเดี๋ยวคงมีพายุหมุนถล่มกระมัง” เจียงเหยียนจือเอ่ยหยอกล้อนางด้วยความเอ็นดู

“พวกท่านนี่อย่างไรกัน! ข้ามาก็ว่า ข้าไม่มาร่วมงานก็ด่าทอ ท่านพี่จิ่นหยาง! ท่านดูพวกเขาสิเจ้าคะ!” มู่ชิงเหยาหมุนกายหันไปขอความช่วยเหลือจากชายหนุ่มข้างกายทันที

“พวกเจ้าก็อย่าได้เย้าแหย่นางนักเลย...”

กู้จิ่นหยางเอ่ยปรามสหายทั้งสองด้วยรอยยิ้มละมุน ทว่าป๋ายถิงเซียวและเจียงเหยียนจือก็ยังคงส่งเสียงหัวเราะหยอกล้อมู่ชิงเหยากันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทั้งหลานหลินและหลานเฉินต่างก็ลอบกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อยาวจนเล็บแทบจิกซึมเข้าเนื้อ ยามนี้พวกตนถูกลบล้างตัวตนออกไปจากสายตาของคุณชายทั้งสามโดยสิ้นเชิง...

หลานหลินลอบตวัดสายตาพิศมองดูมู่ชิงเหยาที่กำลังหัวเราะร่าเริงอย่างมีความสุข ด้วยนัยน์ตาที่ตลบอบอวลไปด้วยเพลิงริษยาและความเจ็บแค้น ทว่านางก็จำต้องกดข่มเก็บงำอารมณ์มืดมนเหล่านั้นไว้ภายใต้รอยยิ้มงดงามประดิดประดอย

ทั้ง ๆ ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางยอมทุ่มเทตรากตรำเรียนรู้ศาสตร์ศิลป์ จริยมารยาท และการวางตนอย่างหนักหน่วง เพื่อให้ตนเองโดดเด่น เพียบพร้อม และได้รับยกย่องเป็นสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ทว่าบัดนี้ สิ่งที่นางเพียรพยายามสร้างมา กลับไม่อาจเทียบทานสตรีจับดาบตากแดดตากลมที่เอาแต่ฝึกต่อสู้ไปวัน ๆ อย่างมู่ชิงเหยาได้เลยแม้แต่น้อย!

ขณะเดียวกัน หลานเฉินผู้เป็นพี่ชายก็รู้สึกขุ่นเคืองและปวดร้าวใจไม่แตกต่างกัน ด้วยเขาเองก็เคยลอบหมายปองมู่ชิงเหยามาตั้งแต่คราพานพบกับนางที่สนามรบหน้าด่าน ทว่าสตรีผู้นั้นกลับไม่เคยชายตาแลหรือมอบรอยยิ้มให้แก่เขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ยามเมื่อต้องมาเห็นนางแสดงท่าทีใกล้ชิดสนิทสนมกับกู้จิ่นหยางต่อหน้าต่อตา เพลิงโทสะและอิจฉาก็ยิ่งแผดเผาในอกจนหน้าดำหน้าแดง