LNCrawler

บทที่ 22 เริ่มเดินหมาก (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 22 เริ่มเดินหมาก (2)

บทที่ 22 เริ่มเดินหมาก (2)

“เอาล่ะ พวกเราย้ายไปนั่งร่ำสุรารับลมที่หัวเรือกันเถิด จะได้พูดคุยสนทนากันให้สะดวกขึ้น”

ป๋ายถิงเซียวเอ่ยชักชวนสหายพลางก้าวเท้าเดินนำหน้าออกไปก่อน โดยมีเจียงเหยียนจือเดินตามติดไปอย่างสงบนิ่ง ส่วนกู้จิ่นหยางนั้น ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าตามไป เขาก็ไม่ลืมที่จะหมุนกายหันกลับมาระบายรอยยิ้มเอ่ยลาหลานหลินและหลานเฉินตามมารยาท จากนั้นจึงเอ่ยปากชวนมู่ชิงเหยาไปพร้อมกัน

“เหยาเออร์ พวกเราไปกันเถิด”

“เจ้าค่ะ ท่านพี่จิ่นหยาง”

มู่ชิงเหยาระบายรอยยิ้มหวานสดใส พยักหน้ารับคำพลางเดินเคียงคู่มุ่งตรงไปยังส่วนหัวเรือด้วยกันดั่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิต

ปล่อยให้สองพี่น้องสกุลหลาน ยืนจ้องมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสองไปด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง ยิ่งยามเมื่อทั้งสองก้าวเดินเคียงคู่กันไป เสียงพูดคุยและถ้อยคำสรรเสริญจากเหล่าฮูหยินและคุณหนูรอบข้างก็ยิ่งดังเซ็งแซ่ โดยส่วนใหญ่กล่าวชื่นชมถึงความเหมาะสมกันอย่างกิ่งทองใบหยกของกู้จิ่นหยางและมู่ชิงเหยา

ซึ่งถ้อยคำเหล่านั้นก็ราวกับเป็นคมมีดกรีดแทงเข้ากลางดวงใจของหลานหลินซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ปาน...

 

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันฉิงที่ยืนทอดสายตามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นนั้น แม้นางจะยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าในก้นบึ้งนัยน์ตาคู่โตกลับฉายแววไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน

นางทอดสายตามองหลานหลินสลับกับมู่ชิงเหยาด้วยความหงุดหงิดระคายใจอย่างยิ่ง นางไม่ชอบใจเลยสักนิดที่จะมีสตรีหน้าไหนก็ตามก้าวเท้าเข้ามาชิดใกล้กู้จิ่นหยาง

เพราะสำหรับอันฉิงแล้ว กู้จิ่นหยางคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยนำพานางให้ก้าวพ้นผ่านฝันร้ายและขุมนรกในอดีตมาได้ ดังนั้นนางจึงไม่ปรารถนาจะให้สตรีนางใดเข้ามาข้องเกี่ยวหรือครอบครองเขาเป็นอันขาด

เว้นเสียแต่ตัวนางเพียงผู้เดียวเท่านั้น!

เพียงไม่นานนัก ครั้นกลุ่มของคุณชายทั้งสามและมู่ชิงเหยาเคลื่อนกายก้าวเดินลับหายไปทางหัวเรือ สายตาของอันฉิงที่จับจ้องมองไปยังสองพี่น้องสกุลหลานก็พลันแปรเปลี่ยนไปในทันใด นางทอดมองหลานหลินและหลานเฉินด้วยแววตาเย็นชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมานิ่งสงบดุจผิวน้ำดังเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเพียรพยายามออกสืบหาเบาะแสเรื่องราวในอดีตมาโดยตลอด จนกระทั่งล่วงรู้ความจริงอันเหี้ยมโหดว่า แท้จริงแล้วบุรุษชั่วช้าที่ฉุดกระชากย่ำยีพี่สาวของนางจนตายในคืนนั้น ก็คือรองแม่ทัพหลานชางไห่ ชายผู้เป็นเจ้าของหนี้เลือดอันหนักหน่วงที่นางต้องทวงคืนด้วยชีวิตนั่นเอง

ทั้ง ๆ ที่หลานชางไห่ผู้นั้นกระทำการเลวทรามต่ำช้าไว้มากมาย ทว่ากลับได้ดิบได้ดีมีหน้ามีตาในราชสำนัก อีกทั้งบุตรชายและบุตรสาวของเขายังเสพสุขใช้ชีวิตอย่างหรูหรา กลายเป็นคุณชายคุณหนูเลื่องชื่อที่ผู้คนต่างยกย่องสรรเสริญอีกด้วย

นี่หรือคือความยุติธรรมของโลกใบนี้?

คนโฉดชั่วกลับได้เสพสุขชูคอ ส่วนคนบริสุทธิ์ไร้ทางสู้ดั่งเช่นพี่สาวของนางกลับไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อ!

ในเมื่อโลกใบนี้มันบิดเบี้ยวและไร้ซึ่งความยุติธรรมถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดนางจะยังต้องไปยึดติดใส่ใจเรื่องถูกผิดหรือศีลธรรมอันใดอีกเล่า!

อันฉิงทอดสายตามองสองพี่น้องสกุลหลาน สลับกับควันขาวกรุ่นที่พวยพุ่งขึ้นมาจากถ้วยชาในมือ พลางครุ่นคิดแผนการในใจอย่างเงียบงัน ในเมื่อผู้เป็นบิดาได้กระทำเรื่องราวอันงดงามไว้มากมายถึงเพียงนั้น นางก็ไม่สมควรจะเก็บงำความจริงนี้ไว้รับรู้เพียงผู้เดียว

ทว่าควรจะช่วย ‘แบ่งปัน’ เรื่องราวดีงามเหล่านั้นให้บุตรชายและบุตรสาวของเขาได้รับรู้ด้วย ถึงจะนับว่านางเป็นคนใจกว้างอย่างแท้จริง

“มู่ลี่ ทางด้านสกุลหลานเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้วหรือยัง?”

อันฉิงเอ่ยถามสาวใช้คนสนิทที่ยืนอารักขาอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

มู่ลี่โน้มกายลงมากระซิบกระซาบตอบกลับข้างหูของผู้เป็นนายด้วยความนอบน้อม

อันฉิงยกยิ้มเย็นที่มุมปากเล็กน้อยพร้อมทั้งพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้เบา ๆ ก่อนจะยกจอกชาร้อนขึ้นจิบอย่างใจเย็น พลางรอคอยเวลาที่จะเดินหมากตัวต่อไป เพื่อลากสกุลหลานลงสู่นรกอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ขณะเดียวกัน หลังจากที่หลานหลินและหลานเฉิงถูกทอดทิ้งให้ยืนเคว้งคว้างอยู่กลางงานเลี้ยง หลานหลินจึงจำต้องก้าวเท้าเร่งรัดเดินแยกตัวไปเข้ากลุ่มกับเหล่าคุณหนูตระกูลอื่น เพื่อรักษาหน้าตาและศักดิ์ศรีของตนเองไว้ แสร้งกระทำทีเป็นว่านางเป็นฝ่ายขอตัวแยกย้ายออกจากกลุ่มของคุณชายทั้งสามตามปกติธรรมดา โดยมีหลานเฉิงผู้เป็นพี่ชายก้าวตามมาร่วมกลุ่มด้วย

แม้เบื้องหน้า หลานหลินจะระบายรอยยิ้มหวานประดิดประดอย พูดคุยหัวเราะกับเหล่าคุณหนูตระกูลสูงอย่างเป็นมิตร ทว่านัยน์ตาคู่สวยของนางกลับลอบตวัดสายตาจับจ้องทอดมองไปยังแผ่นหลังของคุณชายกู้จิ่นหยางอยู่ไม่ขาดสาย

ยิ่งยามเมื่อนางทอดสายตารับรู้เห็นมู่ชิงเหยากำลังสนทนาร่าเริงอย่างสนิทสนมเคียงข้างคุณชายทั้งสาม อกข้างซ้ายของนางก็ยิ่งร้อนรุ่มและแผดเผาไปด้วยเพลิงริษยา ทว่ายามนี้อยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก นางจึงจำต้องเก็บงำควบคุมอารมณ์ขุ่นมัวเหล่านั้นไว้ภายใต้รอยยิ้มเพื่อตบตาผู้คน

“คุณหนู น้ำชาเจ้าค่ะ”

ซู่ซู่ สาวใช้คนสนิทบรรจงรินชาร้อนลงในจอก มอบให้แก่ผู้เป็นนายด้วยความระมัดระวัง

นางรับใช้ใกล้ชิดหลานหลินมาเนิ่นนาน ย่อมล่วงรู้นิสัยใจคอและตัวตนแท้จริงของคุณหนูดียิ่งกว่าผู้ใด แม้เบื้องหน้าต่อสายตาผู้คนโดยทั่วไป คุณหนูของนางจะงดงาม อ่อนหวาน และเพียบพร้อมประดุจเทพธิดา ทว่าเบื้องหลังกลับซุกซ่อนความร้ายกาจ เจ้าคิดเจ้าแค้น และอารมณ์เกรี้ยวกราดไว้เต็มอก

หลานหลินยื่นมือไปรับจอกชาขึ้นจิบพลางเอ่ยปากสนทนากับคุณหนูตระกูลอื่นด้วยท่าทีอ่อนโยน นางล่วงรู้แจ้งดีว่า สตรีในห้องหอเหล่านี้เข้าหาก็เพียงเพราะหวังจะอาศัยชื่อเสียงสตรีอันดับหนึ่งของนางไปประดับบารมีและสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น นางจึงทำเพียงปั้นหน้ายิ้มแย้มตอบรับไปตามมารยาทสังคม

ทันใดนั้นเองก็ปรากฏน้ำเสียงนุ่มนวลอันคุ้นเคยดังขึ้นจากไม่ไกล

“คุณหนูหลาน ไม่ได้พบเจอกันนานเลยนะเจ้าคะ”

อันฉิงก้าวเข้ามาทักทายสหายเก่าด้วยรอยยิ้มบาง หลานหลินยามเมื่อทอดสายตาเห็นอันฉิง รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันคลี่ยิ้มกว้างและสดใสขึ้นมาในทันที

“คุณหนูอัน ไม่ได้พบเจอกันนานเลย ท่านสบายดีหรือไม่? คิดไม่ถึงเลยว่าท่านก็เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงล่องเรือในวันนี้ด้วยเช่นกัน” หลานหลินเอ่ยตอบรับอันฉิงด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน สีหน้าดูเป็นมิตรไม่น้อย

“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ เพียงแต่ได้รับเทียบเชิญ จึงตั้งใจเดินทางมาเปิดหูเปิดตาสักครั้ง เผื่อจะได้ทำความรู้จักกับผู้คนเพิ่มมากขึ้นก็เท่านั้น” อันฉิงเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มอันสงบนิ่ง

เดิมที นาง หลานหลิน และหลานเฉิง เคยพานพบและทำความรู้จักกันมาก่อน เมื่อคราที่อันฉิงย้ายเข้ามาพำนักในเมืองหลวงแรก ๆ ภายใต้คราบของคุณหนูสกุลอัน ซึ่งนางได้พบกับสองพี่น้องที่ร้านเครื่องประดับชื่อดังใจกลางย่านการค้า ด้วยการพูดคุยที่อัธยาศัยดีและถูกคอ จึงทำให้ได้คบหาสมาคมเป็นสหายกันเรื่อยมา

แม้จะไม่ได้นัดพบเจอกันบ่อยครั้งนัก ทว่าทุกคราที่พานพบ หลานหลินก็มักจะก้าวเข้ามาพูดคุยและสนทนากับนางเป็นเวลาเนิ่นนาน จนเรียกได้ว่าสนิทสนมกันในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา อันฉิงเองก็ทำตัวเป็นสหายที่ดีและแสนจริงใจมาโดยตลอด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่หลานหลินจะไว้วางใจและกล้าเปิดอกสนทนากับนางมากกว่าคุณหนูคนอื่น ๆ ในงานเลี้ยง

“เช่นนั้นก็มาร่วมดื่มชาสนทนากับพวกเราเถิด...”

หลานหลินเอ่ยปากชักชวนพลางพยักหน้าส่งสัญญาณให้ซู่ซู่ ก่อนที่สาวใช้ของนางจะรีบกุลีกุจอจัดเตรียมจอกชาและรินชาร้อนให้แก่อันฉิงในทันที