LNCrawler

บทที่ 23 งิ้วฉากเล็ก (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 23 งิ้วฉากเล็ก (1)

บทที่ 23 งิ้วฉากเล็ก (1)

“ขอบคุณคุณหนูหลานเจ้าค่ะ ท่านยังคงใส่ใจและอบอุ่นกับคนรอบข้างเสมอมา เพียงแต่...ข้าสังเกตเห็นสีหน้าของท่านในยามนี้ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก มีเรื่องราวอันใดไม่สบายใจหรือไม่เจ้าคะ?”

อันฉิงยื่นมือน้อยไปรับจอกชาจากซู่ซู่ ก่อนจะหมุนกายหันมาเอ่ยถามหลานหลินด้วยความหวังดีและเป็นห่วงเป็นใย

หลานหลินถอนหายใจยาวออกมาเบา ๆ พลางแสร้งทำหน้าเศร้าในทันควัน นางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สร้างความเข้าใจผิดและป้ายสีให้ผู้คนเกลียดชังมู่ชิงเหยามากยิ่งขึ้น

“ที่จริงแล้วก็ไม่มีเรื่องราวใหญ่โตอันใดหรอก” หลานหลินเอ่ยเสียงแผ่วอย่างน่าสงสาร นางนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยถ้อยคำตัดพ้อออกมา

“เพียงแต่เมื่อครู่ ข้าถูกคนผู้หนึ่งหักหน้ากลางงานเข้า จึงรู้สึกสะเทือนใจและเสียหน้าไม่น้อย แต่นั่นก็คงเป็นความผิดของตัวข้าเอง คุณหนูอันอย่าได้ใส่ใจเลย”

อันฉิงลอบกระตุกรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปากเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแสร้งเอ่ยถามด้วยความสงสัยและตื่นตระหนก เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายอย่างเต็มที่

“ผู้ใดกันถึงได้กล้ากระทำเรื่องราวไร้มารยาทเช่นนั้น?”

“คุณหนูอัน ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะให้ผู้อื่นต้องมาพลอยเข้าใจผิดหรอกนะเจ้าคะ” หลานหลินก้มหน้าลงพร้อมทั้งบอกเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สีหน้าดูกล้ำกลืนฝืนทนราวกับสตรีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกรังแกไม่มีผิด

“เมื่อครู่นี้ ข้ากำลังตั้งใจสนทนากับคุณชายกู้ถึงข้อธรรมะที่ไม่เข้าใจ และคุณชายกู้ก็กำลังชี้แนะข้าอย่างละเอียด ทว่ายังไม่ทันที่ข้าจะได้เข้าใจความหมายดี คุณหนูมู่ก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาแทรกกลาง แล้วเอ่ยชักชวนให้คุณชายกู้ละทิ้งข้า เพื่อไปพูดคุยกับนางแทน ข้าเลยรู้สึกอับอายและเสียหน้าอยู่ไม่น้อย”

“ทว่าข้าก็เข้าใจดีว่าคุณหนูมู่สนิทสนมกับเหล่าคุณชาย การที่นางกระทำเช่นนั้นคงเป็นเพราะความเคยชินชั่วครู่ จึงไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น...คงผิดที่ตัวข้าเองที่เข้าไปพูดคุยกับคุณชายกู้เองเจ้าค่ะ”

หลานหลินพร่ำเอ่ยเล่าความด้วยท่าทีน่าสงสารเวทนา ยอมรับความผิดไว้ที่ตนเองอย่างใจกว้าง ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นกลับทำให้มู่ชิงเหยาดูแย่เสียเต็มประดา ส่งผลให้ใครต่อใครที่ยืนได้ยินรอบข้าง ต่างก็พากันสงสารและเห็นอกเห็นใจสตรีอันดับหนึ่งกันถ้วนหน้า

อันฉิงได้ยินถ้อยคำตัดพ้อเหล่านั้นแล้ว นางก็ยื่นมือบางไปกุมกระชับมือของหลานหลินไว้เพื่อปลอบโยน พลางเอ่ยปากตำหนิมู่ชิงเหยาอย่างตรงไปตรงมา

“คุณหนูมู่ผู้นี้ เหตุใดจึงได้ไร้มารยาทถึงเพียงนี้กัน! คุณหนูหลาน เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของท่านเลยแม้แต่น้อย เป็นนางต่างหากที่ไม่รู้จักกาลเทศะและความเหมาะสม!”

ยามเมื่อได้เห็นสีหน้าแสดงความเดือดเนื้อร้อนใจแทนตนเองของอันฉิง หลานหลินก็พลันรู้สึกพึงพอใจและสะใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สามารถทำให้ภาพพจน์ของมู่ชิงเหยาดูตกต่ำและแย่ลงในสายตาผู้อื่นได้สำเร็จ ทว่าเพื่อรักษาหน้ากากดอกบัวขาวบริสุทธิ์อันอ่อนหวานน่าทะนุถนอมเอาไว้ นางจึงรีบเอ่ยปากปรามอันฉิงทันควันด้วยท่าทีใจกว้าง

“ท่านอย่าได้กล่าววาจาเช่นนั้นเลย คุณหนูมู่เป็นสตรีที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชมและเอ่ยขนานนามว่าใจกว้างและมากด้วยฝีมือ หากผู้ใดมาได้ยินเข้าจะหาว่าข้าลอบนำความไปใส่ร้ายป้ายสีนางได้”

“จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ!”

อันฉิงแสร้งเอ่ยโต้แย้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง ตอกย้ำให้เห็นว่านางยืนอยู่เคียงข้างหลานหลินอย่างเต็มตัว

“คุณหนูมู่ผู้นี้ ข้าเองก็พอจะได้ยินชื่อเสียงมาบ้างว่านางเป็นบุตรีของท่านแม่ทัพใหญ่ การที่นางมีความสามารถด้านการศึกสงครามก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ทว่าต่อให้จะเป็นคนใจกว้างขวางแล้วอย่างไรเล่า ยามเมื่อกระทำตนไร้มารยาทเช่นนี้ก็เห็นได้ชัดเจนเลยว่า นางไร้ซึ่งคุณสมบัติของกุลสตรีในห้องหออย่างสิ้นเชิง! สตรีที่ไม่เหมือนสตรีเช่นนี้ บุรุษสูงศักดิ์ที่ไหนจะมาจริงจังหรือให้ความสนใจกัน!”

ถ้อยคำยุยงที่แสร้งเอ่ยเอาใจของอันฉิงพลันจุดประกายความคิดบางอย่างในหัวของหลานหลินทันที

ใช่แล้ว...

สตรีที่ไม่เหมือนสตรีอย่างมู่ชิงเหยา แม้ว่านางจะโดดเด่นไม่เหมือนใคร ทว่าจะมีบุรุษที่ไหนชมชอบนางจากใจจริง หากว่านางสามารถทำให้คุณชายกู้เห็นว่ามู่ชิงเหยาไม่ใช่สตรีที่เพียบพร้อมเหมาะกับการเป็นภรรยา เขาย่อมต้องเลิกสนใจอีกอย่างแน่นอน

ตอนนี้ที่เขาสนใจมู่ชิงเหยานั้น ย่อมไม่พ้นเป็นเพราะความสนิทสนมที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัยเป็นแน่

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ดวงตาของหลานหลินพลันทอประกายเจ้าเล่ห์วาบผ่านชั่วครู่ ก่อนที่นางจะกลับมารักษาท่าทีและสีหน้าปกติได้อย่างแนบเนียน

“คุณหนูอัน ข้ายังมีธุระสำคัญต้องขอตัวก่อน ท่านอยู่สนทนากับคุณหนูเหล่านี้ต่อเถิดนะ”

หลานหลินระบายรอยยิ้มหวานให้อันฉิง ก่อนจะขอตัวปลีกตัวออกไปอีกทางพร้อมกับสาวใช้คนสนิทอย่างเร่งรีบ

อันฉิงทำเพียงพยักหน้ารับคำ ทอดสายตามองตามแผ่นหลังของหลานหลินที่แยกตัวออกไปด้วยรอยยิ้มเย็น เพราะเป้าหมายที่นางวางไว้นั้นเป็นไปตามแผนการอย่างงดงาม!

หลังจากยืนร่วมสนทนากับเหล่าคุณหนูสกุลอื่นอยู่ครู่หนึ่ง อันฉิงก็เริ่มเคลื่อนหมากรุกเปลี่ยนเป้าหมายในการปั่นหัวต่อไปทันที นางเบือนสายตาหันไปมองหลานเฉิงที่กำลังยืนทอดสายตาชมทัศนียภาพอยู่ไม่ไกล ก่อนจะส่งรอยยิ้มทักทายไปให้ตามประสาคนคุ้นเคย

หลานเฉิงเมื่อทอดสายตาเห็นอันฉิง เขาก็คลี่ยิ้มรับ แล้วก้าวเท้าเข้ามาเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง

“คุณหนูอัน ไม่เจอกันเสียนาน คราวก่อนเครื่องประดับที่ท่านช่วยแนะนำให้ ข้านำไปมอบให้ท่านน้า ปรากฏว่าท่านน้าพึงพอใจเป็นอย่างมาก ฝีมือการเลือกเครื่องประดับของเจ้านี่ช่างยอดเยี่ยมกว่าผู้ใดเลยจริง ๆ แล้วงานในวันนี้เป็นอย่างไรบ้างเล่า สนุกหรือไม่?”

“คุณชายหลานชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าเองก็เพิ่งจะมีโอกาสได้เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงเป็นครั้งแรก บรรยากาศดูครึกครื้นไม่น้อยเลย เพียงแต่ข้ายังไม่ค่อยรู้จักผู้คนมากนัก จึงไม่ค่อยได้สนทนากับใครมากเท่าใดนัก”

อันฉิงเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้มบาง หลานเฉิงที่ได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาทันที

“เรื่องเช่นนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป เดี๋ยวก็คุ้นเคยไปเอง”

เขาบอกกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก ด้วยล่วงรู้ดีว่าคุณหนูอันผู้นี้เพิ่งจะย้ายเข้ามาพำนักในเมืองหลวงได้ไม่นาน การที่นางจะไม่รู้จักลูกหลานสกุลขุนนางคนใดก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

“ข้าจะพยายามปรับตัวเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นคุณชายหลานจ้องมองคุณหนูมู่อยู่เนิ่นนาน เกรงว่านางคงจะเป็นแสงจันทร์ขาวในใจของท่านกระมังเจ้าคะ”

อันฉิงแสร้งเอ่ยซักถามด้วยท่าทีหยอกเย้า ทว่าถ้อยคำนั้นกลับทำเอาชายหนุ่มอย่างหลานเฉิงถึงกับตระหนกตกใจไม่ใช่น้อย

“ทะ ท่านล่วงรู้ได้อย่างไรกัน?” เขาเอ่ยถามเสียงเบา พยายามเก็บงำอาการเขินอายไว้อย่างสุดกำลัง

“คุณชายหลานเจ้าคะ สายตาของท่านที่จับจ้องมองไปยังคุณหนูมู่นั้น ลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยความเสน่หายิ่งนัก อีกทั้งท่านยังทอดสายตามองนางอยู่เนิ่นนาน ข้าจึงแอบคาดเดาเอาเองเจ้าค่ะ” อันฉิงตอบกลับพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

“คุณหนูอันช่างสังเกตยิ่งนัก...” หลานเฉิงยกมือขึ้นลูบต้นคอแก้เขิน

“คุณชายหลาน ท่านนี่สายตาแหลมคมและตาถึงยิ่งนัก! คุณหนูมู่ผู้นี้มีความพิเศษแตกต่างจากสตรีทั่วไป ไม่มีผู้ใดเทียบทานได้ นับว่าเป็นยอดสตรีโดยแท้ บุรุษที่มีสายตาเฉียบแหลมเท่านั้น จึงจะเลือกคู่ครองได้ยอดเยี่ยมเช่นท่าน อีกทั้งท่านเองก็เชี่ยวชาญการศึกและการต่อสู้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ หากได้ก้าวเดินเคียงคู่กับนาง ย่อมเป็นคู่ที่เหมาะสมและน่าอิจฉาที่สุดในเมืองหลวงเป็นแน่”

อันฉิงทอดสายตามองมู่ชิงเหยาสลับกับพิศมองหลานเฉิงไปด้วย แสดงเจตนาและเอาใจช่วยเขาอย่างเป็นนัย ๆ โดยถ้อยคำปราบประโลมนั้นได้สร้างความพึงพอใจและลำพองใจให้แก่หลานเฉิงเป็นอย่างยิ่ง

“คุณหนูอันกล่าวเกินจริงไปแล้ว...”

หลานเฉิงยิ้มรับ ทว่าก็ยังคงถ่อมตนเพื่อรักษาภาพลักษณ์คุณชายเอาไว้ ไม่ให้แสดงออกจนประเจิดประเจ้อเกินไป

อันฉิงระบายรอยยิ้มบาง ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางทำเพียงหมุนกายเดินกลับไปรับฟังการสนทนาของเหล่าคุณหนูคนอื่นตามเดิม ทว่านัยน์ตาคมกริบของนางกลับลอบจ้องมองไปยังหลานหลินที่ในยามนี้กำลังกระซิบกระซาบบางสิ่งกับสาวใช้คนสนิทอย่างตึงเครียดบริเวณมุมหนึ่งของเรือ

เพียงไม่นาน สาวใช้นางนั้นก็เร่งรัดแยกตัวออกไปอีกทาง ส่วนหลานหลินก็หมุนกายเดินกลับเข้าไปร่วมสนทนากับสตรีอีกกลุ่มหนึ่งอย่างแนบเนียน ประหนึ่งไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ท่ามกลางเสียงพิณบรรเลงคลอสายลมยามบ่ายที่กำลังกังวานครึกครื้น ฉับพลันก็มีเสียงตะโกนโวยวายและแตกตื่นดังขึ้นมาจากระเบียงอีกฝั่งหนึ่งของเรืออย่างกะทันหัน

ตูม!

“กรี๊ดดด!”

“ช่วยด้วย! มีคนตกน้ำ!”