LNCrawler

บทที่ 23 งิ้วฉากเล็ก (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 23 งิ้วฉากเล็ก (2)

บทที่ 23 งิ้วฉากเล็ก (2)

เสียงตะโกนขอความช่วยเหลืออันตื่นตระหนกได้ดึงดูดสายตาและความสนใจของแขกเหรื่อทุกคนบนเรือให้มุ่งตรงไปยังระเบียงเรือด้านข้างในทันใด ผู้คนที่อยู่ใกล้ต่างกุลีกุจอกรูกันเข้าไปมุงดูเหตุการณ์อย่างชุลมุน

อันฉิงเองก็เช่นเดียวกัน นางหมุนกายหันไปมองตามเสียงร้องนั้น โดยบนระเบียงเรือยามนี้เต็มไปด้วยเหล่าคุณหนูและฮูหยินตระกูลสูงยืนมุงดูด้วยความตกผวา ทว่าท่ามกลางความอลหม่านของฝูงชนนั้น สายตาของอันฉิงพลันสังเกตเห็นเงาร่างของสาวใช้คนสนิทของหลานหลิน ซึ่งกำลังลอบเดินแยกตัวออกจากจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็วและแนบเนียนโดยไร้ซึ่งผู้ใดสังเกตเห็น

ขณะเดียวกัน ทางด้านของคุณชายทั้งสามและมู่ชิงเหยาที่กำลังสนทนากันอยู่บริเวณหัวเรือ ยามเมื่อได้ยินเสียงโวยวายก็รีบก้าวเท้าเดินทางมาดูเหตุการณ์ทันที

ป๋ายถิงเซียวที่เห็นร่างของคุณหนูซูกำลังจะจมหายไปในผืนน้ำ เขาก็ไม่รอช้า รีบสั่งการให้บ่าวรับใช้ชายกระโดดลงไปช่วยเหลือนางในทันควัน

ทว่าในขณะที่บ่าวรับใช้ชายกำลังจะพุ่งตัวกระโดดลงไปนั้น หลานหลินที่ยืนแฝงตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มคุณหนูก็พลันเอ่ยปากร้องห้ามขึ้นมาทันใด

“ไม่ได้นะเจ้าคะ! คุณหนูซูถึงวัยออกเรือนแล้ว จะยินยอมให้บ่าวรับใช้ชายลงไปแตะเนื้อต้องตัว จนทำให้นางต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติยศได้อย่างไรกัน!”

“จริงอย่างที่คุณหนูหลานกล่าว ซื่อจื่อ! หากให้บ่าวรับใช้ชายช่วยเหลือนางขึ้นมา แล้วชื่อเสียงของคุณหนูซูในวันหน้าจะเป็นอย่างไรเล่าเจ้าคะ!” ฮูหยินนางหนึ่งเอ่ยปากเห็นพ้องด้วยความเคร่งครัดในจารีตประเพณี

“คุณชายทั้งหลาย พวกท่านล้วนแล้วแต่มีศักดิ์ศรีและฐานะทัดเทียมกัน ไม่มีผู้ใดจะเสียสละยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางบ้างหรืออย่างไร”

การที่ชายหญิงจะแตะเนื้อต้องตัวกันกลางสาธารณชน ยิ่งกับสตรีในห้องหอ ย่อมถือเป็นเรื่องเสื่อมเสียร้ายแรงยิ่งนักในยุคสมัยนี้ ฮูหยินจึงเสนอให้เหล่าคุณชายชั้นสูงลงไปช่วยอีกฝ่ายแทน เพื่อรักษาหน้าตาให้แก่คุณหนูซู ทว่ากลับไม่มีคุณชายคนใดอาสากระโดดลงไปเลยสักคนเดียว

เพราะพวกเขาล่วงรู้ดีว่า หากกระทำการเช่นนั้น ตามธรรมเนียมโบราณย่อมต้องตกแต่งรับสตรีนางนั้นเข้าจวนเพื่อรักษาเกียรติยศ แล้วเหตุใดพวกตนจะต้องยอมเอาอนาคตและชีวิตแต่งงานไปผูกติดกับสตรีที่ไม่ได้พึงใจด้วยกัน

เหล่าคุณชายจึงทำได้เพียงยืนมองดูคุณหนูซูที่กำลังตะเกียกตะกายว่ายน้ำด้วยความลังเลใจ

“แต่ว่า...นั่นคือชีวิตคนบริสุทธิ์เลยนะเจ้าคะ! พวกท่านจะนิ่งเฉยได้อย่างไรกัน?”

หลานหลินกวาดสายตาพิศมองทุกคนอย่างน่าสงสาร ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปชิดใกล้มู่ชิงเหยา แล้วเอ่ยปากร้องขอนางด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“คุณหนูมู่เจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าท่านเชี่ยวชาญวรยุทธ์และว่ายน้ำเป็น ท่านเป็นสตรีย่อมต้องเข้าใจความรู้สึกของสตรีด้วยกันเป็นที่สุด ข้าขอร้องท่านได้โปรดช่วยชีวิตคุณหนูซูด้วยเถิดเจ้าค่ะ! หากข้าว่ายน้ำเป็น ข้าคงกระโดดลงไปช่วยนางตั้งนานแล้ว...ได้โปรดช่วยนางด้วยนะเจ้าคะ!”

การเอ่ยร้องขออย่างน่าสงสารของหลานหลินได้ส่งผลให้ผู้คนรอบข้างต่างพากันมองนางเป็นสตรีผู้มีน้ำใจงดงาม ยอมย่อกายขอร้องผู้อื่นเพื่อช่วยชีวิตคน ขณะเดียวกันก็เป็นการผลักเอาแรงกดดันและภาระทั้งหมดไปตกอยู่บนบ่าของมู่ชิงเหยาได้อย่างแยบยล โดยที่ตนเองไม่ต้องลงมือทำสิ่งใดเลย

“เหยาเออร์ไม่ได้นะ! มันอันตรายเกินไป!” กู้จิ่นหยางรีบเอ่ยปากห้ามปรามด้วยความห่วงใยทันควัน

ทว่าผู้คนส่วนใหญ่ในงานเลี้ยงกลับเห็นพ้องกับคำร้องขอของหลานหลิน ด้วยเห็นว่าชีวิตคนสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเร่งรัดกดดันให้มู่ชิงเหยาเร่งรัดลงไปช่วยคุณหนูซูโดยเร็ว

มู่ชิงเหยาสบสายตากับหลานหลินอยู่เนิ่นนาน นางรู้ได้ในทันทีว่าคุณหนูสกุลหลานผู้นี้กำลังใช้ศีลธรรมและเสียงของคนหมู่มาก มาบีบบังคับให้นางต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและไม่อาจปฏิเสธได้

หญิงสาวหมุนกายหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้กู้จิ่นหยางวางใจ ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานร่างกระโดดลงสู่ผืนน้ำทะเลสาบเบื้องล่างอย่างงดงาม

เพียงไม่นานนัก มู่ชิงเหยาก็ออกแรงคว้าข้อมือของคุณหนูซูขึ้นมาจากผืนน้ำแล้วโอบร่างประคองเอาไว้แนบอก ก่อนจะสะกิดปลายเท้าลอยตัวกลับขึ้นสู่บนเรือในที่สุด

แม้จะใช้เวลาเพียงชั่วครู่ ทว่าเรือนร่างและอาภรณ์ของคนทั้งสองกลับเปียกโชกแนบเนื้อไปทั่วร่าง

หลานหลินอาศัยโอกาสนี้แสร้งทำทีเป็นห่วงเป็นใยคุณหนูซูอย่างชัดเจน นางรีบสั่งให้สาวใช้นำเสื้อคลุมเนื้อดีของตนเข้าไปคลุมร่างของคุณหนูซูไว้พลางประคองและคอยดูแลนางอย่างเป็นห่วง

ทว่าสำหรับคุณหนูซูที่กำลังหนาวสั่นนั้น ในใจของนางกลับรู้ดีว่ามีคนจงใจเจตนาผลักนางตกน้ำ ทว่ากลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปได้ ด้วยไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ...

ขณะเดียวกัน ทางด้านกู้จิ่นหยางที่มองดูมู่ชิงเหยาอยู่ตลอดเวลา เขาก็ไม่รอช้ารีบปลดเสื้อคลุมของตนเองออกมาสวมคลุมลงบนเรือนร่างเปียกโชกชุ่มน้ำของมู่ชิงเหยาไว้ทันที

ซึ่งในตอนนั้นเอง หลานเฉินที่ปลดเสื้อคลุมของตนเองออก เตรียมจะก้าวเข้ามาสวมคลุมให้แก่สตรีในดวงใจก็พลันชะงักค้างไปกลางอากาศ เนื่องจากเขาช้ากว่ากู้จิ่นหยางไปเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงทนมองกู้จิ่นหยางมอบความอบอุ่นและได้หน้าต่อหน้ามู่ชิงเหยาด้วยความขุ่นเคือง

ไม่ต่างไปจากหลานหลินที่กำลังประคองคุณหนูซูอยู่ นางทำได้เพียงลอบกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อด้วยความอิจฉาริษยาและไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง

“ขอบคุณคุณหนูมู่ยิ่งนักที่ยื่นมือช่วยชีวิตคุณหนูซูไว้ ไม่เช่นนั้นเกรงว่านางคงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปแล้ว...”

หลานหลินเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง พลางสั่งให้ข้ารับใช้ประคองนำตัวคุณหนูซูเข้าไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ด้านใน

มู่ชิงเหยาทำเพียงพยักหน้ารับคำเบา ๆ นางกระชับเสื้อคลุมของกู้จิ่นหยางเข้าหาตัวเพื่อคลายความหนาวเย็น ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับสบประสานจ้องมองหลานหลินอยู่เนิ่นนานด้วยแววตาแปลกประหลาด

สำหรับนางแล้ว การยื่นมือช่วยเหลือชีวิตคนมิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด ทว่าเล่ห์เหลี่ยมและสถานการณ์บังคับในครานี้ต่างหากที่สำคัญ

เพียงแค่คิดดูก็รู้แล้วว่าคุณหนูหลานผู้นี้มีเจตนาร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย!

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันฉิงที่ยืนทอดสายตามองดูละครฉากใหญ่อยู่ไม่ไกลนั้น มุมปากพลันยกโค้งขึ้นเล็กน้อย

“คุณหนูเจ้าคะ เรือประทับขององค์รัชทายาทเสด็จมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

มู่ลี่โน้มกายลงมากระซิบกระซาบบอกเล่าผู้เป็นนายให้รับรู้ ก่อนที่อันฉิงจะพยักหน้ารับคำเบา ๆ แล้วปรับสีหน้าและแววตาให้กลับคืนสู่ความสงบเรียบเฉยตามเดิม

“รัชทายาทเสด็จ!”

สิ้นเสียงประกาศขององครักษ์ที่เฝ้าอยู่รอบเรือ ก็ปรากฏเรือสำราญลำใหญ่สลักตราสัญลักษณ์มังกรทองแห่งองค์รัชทายาทเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบข้างเรือสำราญจวนกั๋วกง ผู้คนและแขกเหรื่อทั้งหมดภายในงานเลี้ยงต่างก็รีบเข้าไปตั้งแถวยืนรอต้อนรับผู้สูงศักดิ์อย่างพร้อมเพรียง

ไม่นานนัก สะพานไม้ขนาดใหญ่ก็ถูกทอดลงประสานระหว่างเรือทั้งสองลำ เงาร่างอันสง่างามและเปี่ยมด้วยบารมีขององค์รัชทายาทและจวิ้นอ๋องก็ได้ก้าวเท้าข้ามสะพานไม้ข้ามมาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนที่พระองค์จะเอ่ยปากซักถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทรงอำนาจ

“เกิดเรื่องราวอันใดขึ้นกัน?”

ทุกคนบนเรือต่างย่อกายถวายพระพรเคารพองค์รัชทายาทและจวิ้นอ๋องอย่างพร้อมเพรียง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยตอบคำถามนั้นเลยแม้แต่คนเดียว

องค์รัชทายาทกวาดสายตาคมกริบพิศมองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของมู่ชิงเหยา ทว่ายามเมื่อสายตาพระเนตรทอดมองเห็นเสื้อคลุมผ้านิ่มของคุณชายกู้จิ่นหยางที่นางกำลังสวมทับอยู่นั้น นัยน์ตาก็พลันหม่นแสงลงชั่ววูบ ก่อนจะกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว

เป็นที่รู้กันดีในวงสังคมขุนนางชั้นสูงว่ารัชทายาทปรารถนาจะตบแต่งมู่ชิงเหยาเป็นพระชายาเอก ไม่ใช่เพียงเพราะพึงใจในรูปโฉมและความห้าวหาญของนางเท่านั้น ทว่ายังต้องการอำนาจขุมกำลังทหารสกุลมู่ของบิดานางมาช่วยหนุนหลังตนให้มั่นคงอีกด้วย ดังนี้พระองค์จึงใส่ใจและแสดงความเป็นเจ้าของในตัวนางมากเป็นพิเศษ