LNCrawler

บทที่ 24 เมล็ดพันธุ์แห่งความวุ่นวาย (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 24 เมล็ดพันธุ์แห่งความวุ่นวาย (1)

บทที่ 24 เมล็ดพันธุ์แห่งความวุ่นวาย (1)

องค์รัชทายาทเยื้องก้าวเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของมู่ชิงเหยา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความห่วงใย

“คุณหนูมู่ เกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้าหรือ?”

ครั้นหลานหลินเห็นว่าไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยตอบคำถาม นางจึงก้าวออกมารายงานด้วยตนเองก่อน

“ทูลองค์รัชทายาท เมื่อครู่นี้คุณหนูซูเกิดอุบัติเหตุผลัดตกลงไปในน้ำเพคะ คุณหนูมู่ด้วยความมีคุณธรรมจึงได้ใช้วิชาตัวเบากระโดดลงไปช่วยเหลือนางขึ้นมา หม่อมฉันได้เห็นท่าทีห้าวหาญของคุณหนูมู่แล้ว ทั้งเก่งกาจและสง่างามสมเป็นบุตรีแม่ทัพยิ่งนักเพคะ”

หลานหลินรายงานด้วยรอยยิ้มประดิดประดอย ด้วยนางล่วงรู้มาเนิ่นนานแล้วว่าองค์รัชทายาทมีพระทัยเสน่หาในตัวมู่ชิงเหยา ดังนั้นนางจึงคิดจะใช้โอกาสนี้เชิดชูและสนับสนุนให้คนทั้งสองได้ครองคู่กัน เพื่อดึงตัวมู่ชิงเหยาให้ออกห่างจากกู้จิ่นหยางไปตลอดกาล

“อย่างนั้นหรือ...”

องค์รัชทายาทตรัสรับคำเบา ๆ พลางก้าวเท้าเข้าไปชิดใกล้มู่ชิงเหยามากยิ่งขึ้น พระองค์ยื่นมือไปดึงปลดเสื้อคลุมของจิ่นหยางออกจากเรือนร่างเปียกปอนของมู่ชิงเหยาด้วยพระองค์เอง ก่อนจะหันไปสั่งการองครักษ์ประจําพระองค์

“บนเรือของข้ามีอาภรณ์สตรีจัดเตรียมไว้สำรองอยู่พอดี เจ้าจงพาคุณหนูมู่ไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสียเถิด”

องค์รัชทายาทยื่นส่งเสื้อคลุมผืนนั้นคืนกลับให้แก่กู้จิ่นหยางด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความใส่ใจ ทว่าสายพระเนตรกลับจับจ้องมองมู่ชิงเหยาอยู่ตลอดเวลา

มู่ชิงเหยาแม้จะไม่เต็มใจนัก ทว่าเพราะอีกฝ่ายมีศักดิ์เป็นถึงองค์รัชทายาทผู้สูงส่ง นางจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับคำ แล้วก้าวตามองครักษ์ไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์บนเรืออีกฝ่ายแต่โดยดี

ส่วนทางด้านกู้จิ่นหยาง เขาก็ยื่นมือออกไปรับเสื้อคลุมของตนกลับมาถือไว้ด้วยท่าทีสุภาพนุ่มนวล ทำได้เพียงทอดสายตามองตามแผ่นหลังของมู่ชิงเหยาจากไปจนลับสายตา

องค์รัชทายาทลอบสังเกตเห็นสายตาอันซ่อนความเสน่หาของกู้จิ่นหยาง พระองค์จึงก้าวเท้าไปยืนบังสายตาของชายหนุ่มไว้อย่างเงียบงัน แม้จะไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ยโต้ตอบ ทว่าบรรยากาศรอบกายระหว่างบุรุษทั้งสองกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดและแรงกดดันไม่น้อย

ป๋ายถิงเซียวที่เห็นสถานการณ์ดูไม่สู้ดีแล้ว เขาจึงรีบก้าวออกมารับหน้า เพื่อคลี่คลายบรรยากาศอันอึดอัดในทันควัน

“องค์รัชทายาทเสด็จมาร่วมงานเลี้ยงล่องเรือของกระหม่อมในวันนี้ ช่างเป็นเกียรติแก่จวนกั๋วกงยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นให้กระหม่อมนำทางไปต้อนรับที่โถงกลางดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“ในเมื่อซื่อจื่อออกปากต้อนรับด้วยตนเองเช่นนี้ ข้าคงจำต้องร่วมร่ำสุราสักจอกเสียแล้ว”

องค์รัชทายาทพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มบาง ทำให้บรรยากาศอึดอัดสลายหายไปโดยปริยาย

ขณะเดียวกัน ทางด้านจวิ้นอ๋องที่ยืนอยู่ข้างกายองค์รัชทายาทอย่างเงียบเชียบมาโดยตลอด เขาไม่ได้มีความสนใจในสถานการณ์ชิงรักหักสวาทเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย ด้วยไม่ใช่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตน สายตาคมจึงทำเพียงกวาดมองไปรอบ ๆ งานเลี้ยงอย่างเอือมระอา

ทว่ายามเมื่อสายตาของจวิ้นอ๋องกวาดไปประสานเข้ากับนัยน์ตากลมโตของสตรีนางหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางแขกเหรื่อในงาน ดวงตาที่เคยแสนเบื่อหน่ายของอ๋องหนุ่มก็พลันทอประกายวาวโรจน์ขึ้นมาในทันใด

จวิ้นอ๋องไม่รอช้า เขารีบก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหานางในทันที

 

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันฉิง ยามเมื่อเห็นว่าจวิ้นอ๋องกำลังมุ่งหน้าตรงมาทางตน นางจึงถวายความเคารพผู้สูงศักดิ์ตามธรรมเนียม

“หม่อมฉันคารวะจวิ้นอ๋องเพคะ”

“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ว่าระหว่างเจ้ากับข้าต่างก็คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น”

จวิ้นอ๋องคลี่ยิ้มกว้างพลางเอ่ยติงหญิงสาวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ด้วยตัวเขาและอันฉิงนั้นได้รู้จักสนิทสนมกันมาเนิ่นนาน ตั้งแต่คราที่เขายังคงไปปฏิบัติภารกิจที่เมืองโจว ซึ่งในยามนั้น เขาได้ร่วมงานและพึ่งพาการค้าของสกุลอันอยู่หลายครา ส่งผลให้เขาและอันฉิงกลายเป็นคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ประกอบกับยามเมื่อได้สนทนากับนาง เขาก็ยิ่งรู้สึกถูกคอและถูกชะตา จวิ้นอ๋องจึงยกให้นางเป็นสหายสนิทคนหนึ่งที่ตนให้ความใส่ใจและไว้วางใจยิ่งนัก

“ไม่ได้หรอกเพคะ ท่านเป็นถึงจวิ้นอ๋องผู้สูงส่ง อีกทั้งในยามนี้ยังอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย หม่อมฉันจะกล้ากระทำการเสมอตนกับท่านได้อย่างไรกันเจ้าคะ นอกเหนือจากนี้ หม่อมฉันเพิ่งจะย้ายมาเมืองหลวงได้ไม่นาน จึงไม่ปรารถนาจะกระทำการใดให้เป็นที่จับจ้องสายตาของผู้คนเพคะ”

ครั้นได้ฟังเช่นนั้น จวิ้นอ๋องก็หัวเราะออกมาทันที หญิงสาวผู้นี้ยังคงวางตนถ่อมตนและรอบคอบอยู่เสมอ

นับตั้งแต่ที่เขาล่วงรู้ว่านางเดินทางย้ายกลับมาเมืองหลวง ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนหาเลยสักครั้ง ยามนี้ได้พานพบกันโดยบังเอิญ จึงปรารถนาจะแลกเปลี่ยนบทสนทนากับนางให้มากขึ้น

“เอาเถิด ๆ ว่าแต่เจ้าย้ายมาอยู่เมืองหลวงแล้ว ปรับตัวและคุ้นชินบ้างแล้วหรือยังเล่า? อันที่จริงข้าค่อนข้างประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นเจ้ามาปรากฏตัวที่นี่ได้”

“หม่อมฉันกำลังพยายามปรับตัวอยู่เพคะ เพียงแต่ได้รับเทียบเชิญจากจวนกั๋วกง จึงตั้งใจเดินทางมาร่วมงานเพื่อเปิดหูเปิดตาดูบ้างเพคะ” อันฉิงระบายรอยยิ้มบางตอบกลับตามปกติ

“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ หากวันใดข้าว่างเว้นจากราชกิจ ข้าจะอาสาพาเจ้าไปเที่ยวชมทัศนียภาพให้ทั่วเมืองหลวงเอง”

“ขอบพระทัยจวิ้นอ๋องเพคะ...”

“ในวันนี้ข้ามีเวลาจำกัดนัก อีกเดี๋ยวก็ต้องเดินทางกลับแล้ว มาเถิด ข้าจะพาเจ้าไปทำความรู้จักกับคนใหญ่คนโตในเมืองหลวงเสียหน่อย”

จวิ้นอ๋องแย้มยิ้มกว้างพลางก้าวเท้าเดินนำพาอันฉิงมุ่งตรงไปยังกลุ่มขององค์รัชทายาทในทันที ซึ่งอันฉิงเองก็ก้าวตามไปอย่างว่าง่ายด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางอยู่ตลอดเวลา

 

ขณะเดียวกัน ทางด้านองค์รัชทายาทที่กำลังเบื่อหน่ายกับการสนทนากับเหล่าขุนนางอยู่นั้น พระองค์ก็พลันหันพระพักตร์มาทอดพระเนตรเห็นจวิ้นอ๋องกำลังเดินกลับมาพอดี อีกทั้งยังมีสตรีนางหนึ่งตามกลับมาด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นได้ยากยิ่ง

ที่สำคัญไปกว่านั้น คือท่าทีสนิทสนมเอ็นดูที่จวิ้นอ๋องมีต่อสตรีนางนั้น ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่รัชทายาทไม่น้อยเลยทีเดียว

“จวิ้นอ๋อง เจ้าพาผู้ใดมาอย่างนั้นหรือ?”

จวิ้นอ๋องยกยิ้มที่มุมปากครู่หนึ่ง ก่อนจะผายมือไปยังอันฉิง เพื่อเอ่ยแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก

“ทูลองค์รัชทายาท สตรีนางนี้คือคุณหนูอันฉิงพ่ะย่ะค่ะ”

“หม่อมฉันคารวะองค์รัชทายาทเพคะ” อันฉิงย่อกายถวายความเคารพองค์รัชทายาทอย่างนอบน้อม

องค์รัชทายาทเพียงแค่พยักหน้ารับตามมารยาทเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป ด้วยพระองค์ไม่เคยล่วงรู้หรือรู้จักนามของคุณหนูผู้นี้มาก่อนเลย

ทางด้านจวิ้นอ๋องที่คาดเดาความนึกคิดขององค์รัชทายาทออก ก็เร่งรัดเอ่ยบอกรายละเอียดปูมหลังสืบต่อในทันควัน

“สกุลอันของนางสืบสายเลือดมาจากท่านอดีตราชครูอันในรัชสมัยฮ่องเต้จงเสวียนพ่ะย่ะค่ะ”

ยามเมื่อได้ยินนามราชครูอันและรัชสมัยฮ่องเต้จงเสวียน องค์รัชทายาทก็พลันนึกออกในทันใด

ด้วยรัชสมัยฮ่องเต้จงเสวียน คืออดีตฮ่องเต้ที่ครองราชย์ก่อนหน้าพระบิดาของพระองค์ถึงสองรัชกาล หากเอ่ยถึงยุคสมัยนั้น ไม่มีผู้ใดในแผ่นดินไม่ล่วงรู้ว่าเป็นยุคเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุด!

และท่านราชครูอัน ก็คือยอดขุนนางผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือยาวนาน คอยเป็นพระหัตถ์ซ้ายขวาช่วยฮ่องเต้จงเสวียนบริหารแผ่นดิน ทว่าเมื่อฮ่องเต้สวรรคต ท่านราชครูอันก็ขอเกษียณตนเอง ถอนตัวจากราชสำนักไปใช้ชีวิตบั้นปลายพร้อมลูกหลานที่เมืองโจว ไม่สนใจยุ่งเกี่ยวกับราชการเมืองอีก หากแต่ผันตัวไปจับงานการค้าสร้างความมั่งคั่งแทน

แม้จะผ่านพ้นมานานถึงสองรัชกาล ทว่านามของราชครูอันก็ยังคงเป็นที่รู้จักและได้รับการนับหน้าถือตาในหมู่บัณฑิตและขุนนางชั้นสูงอยู่ไม่น้อย

ดังนี้แม้ปัจจุบันสกุลอันจะเป็นเพียงคหบดีตระกูลพ่อค้า ทว่าด้วยบารมีดั้งเดิมของอดีตราชครูอัน จึงยังคงมีเกียรติยศและหน้าตาในสังคมเมืองหลวงอยู่เสมอ

“ได้ยินว่าสกุลอันอาศัยอยู่ที่เมืองโจวมาโดยตลอด ครานี้สกุลอันตัดสินใจย้ายกลับคืนสู่เมืองหลวงแล้วหรือ?” องค์รัชทายาทตรัสถามด้วยความสงสัย

“ทูลองค์รัชทายาท หลังจากที่ท่านพ่อและท่านแม่ของหม่อมฉันได้จากไปก็ไร้สิ้นข้ารับใช้ที่ไว้วางใจได้ หม่อมฉันจึงตัดสินใจย้ายกลับมาเมืองหลวง เพื่อดูแลกิจการโรงเตี๊ยมและการค้าทั้งหมดด้วยตนเองเพคะ” อันฉิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพยิ่งนัก

องค์รัชทายาทพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจในทันที ด้วยพระองค์เองก็พอจะทรงทราบมาบ้าง ว่าสกุลอันมีกิจการโรงเตี๊ยมและหอการค้าใหญ่โตสืบทอดกันมาหลายแห่งในเมืองหลวง การที่คุณหนูตระกูลอันจะย้ายกลับมาพำนักเพื่อดูแลทรัพย์สิน ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

“ทูลรัชทายาท ก่อนหน้านี้ยามที่กระหม่อมไปปฏิบัติราชกิจที่เมืองโจว กระหม่อมเองก็มีโอกาสได้ร่วมงานและขอความช่วยเหลือจากสกุลอันอยู่บ่อยครั้ง จึงได้พบปะสนทนากับคุณหนูอันอยู่หลายคราจนกลายเป็นสหายคนคุ้นเคยกันไปเสียแล้ว ในตอนนั้นยามเมื่อทางการประสบปัญหาขาดแคลนเสบียง นางก็ยินดีสละทรัพย์ยื่นมือเข้าช่วยเหลือราชสำนักอย่างเต็มกำลัง นับว่าเป็นสตรีที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อและกว้างขวางไม่น้อยเลยพ่ะย่ะค่ะ”

จวิ้นอ๋องเอ่ยบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ เพื่อรับรองตัวตนของอันฉิงต่อหน้าองค์รัชทายาทด้วยตนเอง เป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมว่าสตรีนางนี้คือสหายสนิทตนที่อีกฝ่ายสามารถไว้วางใจได้

“ท่านอ๋องกล่าวชมหม่อมฉันเกินจริงไปแล้วเพคะ...” อันฉิงก้มหน้าเอ่ยบอกด้วยความถ่อมตน

“ในเมื่อเป็นถึงสหายสนิทของจวิ้นอ๋อง เช่นนั้นหากวันหน้ามีโอกาสก็พานางมาร่วมจิบชาสนทนากับข้าด้วยก็แล้วกัน”

องค์รัชทายาทตรัสรับสั่งอย่างเป็นกันเอง ท่าทีดูผ่อนคลายมากขึ้น ในเมื่อเป็นสตรีที่ผ่านการรับรองจากจวิ้นอ๋องด้วยตนเอง พระองค์ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องไปตั้งแง่หรือระแวดระวังนางอีกต่อไป