LNCrawler

บทที่ 2 ลูกหนี้คนแรก (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 2 ลูกหนี้คนแรก (2)

บทที่ 2 ลูกหนี้คนแรก (2)

รถม้าคันหรูเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าผ่านความมืดมิดของยามราตรี ก่อนจะจอดสนิทลงอย่างนุ่มนวลที่หน้าประตูทางเข้าจวนสกุลอัน ก่อนที่อันฉิงจะก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามสะกดสายตา ทว่าทุกย่างก้าวกลับเปี่ยมไปด้วยความเยียบเย็นชวนให้ผู้คนรอบข้างขนลุกชัน

นางหาได้สนใจความเงียบสงัดที่โอบล้อมรอบกาย หรือสายลมหนาวที่พัดผ่านร่างแม้แต่น้อย นัยน์ตาหงส์ทอดมองตรงไปข้างหน้า เมินเฉยต่อทุกสิ่งเพื่อมุ่งตรงกลับไปยังเรือนพักส่วนตัวของตนในทันที

ภายในเรือนพักอันอบอวลด้วยกลิ่นกำยานอ่อน ๆ มู่ลี่สาวใช้คนสนิทผู้รู้เห็นทุกความเคลื่อนไหวได้ยืนสงบเสงี่ยมรอต้อนรับผู้เป็นนายอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาของนางไม่มีแววตระหนกตกใจเลยแม้แต่น้อยยามที่สายตาปะทะเข้ากับคราบโลหิตสีแดงฉานที่เปรอะเปื้อนจนชุ่มโชกบนอาภรณ์ไหมเนื้อดีของอันฉิง สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยและมีท่าทางปกติเช่นเคย

“กลับมาแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู บ่าวเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูเชิญอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ให้สบายตัวเถิดเจ้าค่ะ”

อันฉิงเพียงแค่พยักหน้ารับเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอนของตนอย่างไม่รีบร้อน ร่างบางทรุดกายลงนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งทองเหลือง สายตาจับจ้องเงาสะท้อนของตนเองในกระจกบานใหญ่อย่างลึกซึ้ง

ทางด้านมู่ลี่เองก็ก้าวตามเข้ามาด้านหลังอย่างรู้หน้าที่ นางเอื้อมมือถอดปิ่นปักผมหยกและเครื่องประดับบนศีรษะของนายหญิงออกทีละชิ้นอย่างความเบามือ

“เรื่องที่ให้ไปสืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”

อันฉิงเอ่ยถามเสียงเรียบ มือเรียวหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนบางขึ้นมาซับคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังบนใบหน้างดงามอย่างเชื่องช้า

“เรียนคุณหนู คนของเรารายงานมาว่า ใต้เท้าหลิ่วพร้อมด้วยครอบครัวกำลังเดินทางกลับมายังเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ คาดว่าพรุ่งนี้เช้าก็น่าจะเดินทางมาถึง” มู่ลี่รายงานตามข้อมูลที่ตนได้รับมาอย่างละเอียด

“เช่นนั้นก็ดี เตรียมของขวัญเอาไว้ให้พร้อม อย่าได้ขาดตกบกพร่องจนเสียมารยาทเชียว” นางสั่งเสียงเรียบก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อถอดชุดออก

“ทราบแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”

มู่ลี่ขยับกายเข้าไปช่วยถอดเสื้อผ้าของอันฉิงออกทีละชั้นอย่างระมัดระวัง ซึ่งนางสวมใส่เสื้อผ้าทับซ้อนกันหนาแน่นถึงสามชั้น ราวกับว่าต้องการใช้อาภรณ์เหล่านี้ปกปิดบางอย่างเอาไว้

เมื่ออาภรณ์ชิ้นสุดท้ายถูกปลดเปลื้องลงจนหมดสิ้น เรือนร่างระหงที่ควรจะนวลเนียนผุดผ่องดุจหยกขาวกลับเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์มากมายที่สลักลึกอยู่บนร่างกายอันงดงามนี้

ตั้งแต่หัวไหล่บอบบางลากยาวเป็นเส้นตรงจนถึงข้อศอกทั้งสองข้าง ล้วนเป็นบาดแผลที่เกิดจากของมีคมบาดลึกซ้ำ ๆ จนกลายเป็นแผลเป็นนูนหนาเด่นชัด ทั่วทั้งลำแขนไม่มีพื้นที่ใดเลยที่เรียบเนียนรอดพ้นจากคมมีดในอดีต

ยามเมื่อมองไปยังแผ่นหลังอ้อนแอ้นเรื่อยลงไปจนถึงบั้นท้าย กลับยิ่งน่าสยดสยองเมื่อมันเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากไฟไหม้แผ่นใหญ่และแผลพุพองที่แห้งกรังจนผิวเนื้อบิดเบี้ยวผิดรูปดูแทบไม่ได้ ไม่หลงเหลือเค้าเดิมของผิวพรรณสตรีชั้นสูงแม้แต่น้อย

บริเวณหน้าท้องเนียนยังมีรอยกรีดลึกยาวพาดผ่าน แม้บาดแผลเหล่านั้นจะตกสะเก็ดและหายดีมานานนับปี ทว่าร่องรอยเด่นชัดที่ทิ้งไว้กลับเป็นหลักฐานชั้นดีที่บ่งบอกว่านางต้องผ่านนรกบนดินมาโหดร้ายเพียงใด

ไม่เว้นแม้แต่ต้นขาเรียวยาวไปจนถึงเข่าทั้งสองข้างก็ยังคงเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยนตี และแผลเป็นมากมายที่ไม่อาจลบล้างออกไปได้ชั่วชีวิต

มู่ลี่ที่คอยอยู่รับใช้และเป็นผู้ทายาให้แก่ผู้เป็นนายมานานนับปี ยามที่ได้เห็นร่องรอยเหล่านี้ตรึงอยู่บนร่างของอันฉิงนับครั้งไม่ถ้วน ลึก ๆ ในใจของนางก็ยังคงไม่เคยชินและไม่อาจทำใจให้เป็นปกติได้เลย ทุกครั้งที่สายตาจับจ้องไปยังแผลเป็นเหล่านั้น ความรู้สึกปวดร้าวลึกและเวทนาแทนผู้เป็นนายย่อมแล่นพล่านเข้ามาในอกอยู่ร่ำไป

หลังจากช่วยถอดอาภรณ์ทั้งหมดเรียบร้อย นางจึงโค้งกายถอยห่างและก้าวออกไปเฝ้าระวังอยู่นอกห้องนอนอย่างเงียบเชียบ

ขณะเดียวกัน ทางด้านอันฉิง นางยังคงยืนนิ่ง จ้องมองเรือนร่างที่เต็มไปด้วยรอยอัปยศของตนเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกทองเหลือง บาดแผลมากมายที่ปรากฏเด่นชัดให้นางได้เห็นในทุกวันนั้น ไม่ต่างจากการย้ำเตือนถึงอดีตอันมืดมนและโหดร้ายที่นางเคยเผชิญ ทว่าใบหน้าและดวงตาคู่งามที่ทอดมองบาดแผลเหล่านั้นกลับเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความโศกเศร้าหรือความอ่อนแอใด ๆ

นางเพียงกวาดสายตามองสำรวจรอยแผลทีละจุดอย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการตอกย้ำและจดจำทุกลมหายใจที่เจ็บปวด เพื่อใช้มันเป็นแรงผลักดันและย้ำเตือนถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ต่อของนางในทุกวันนี้

ไม่นานนักอันฉิงละสายตาจากหน้ากระจก นางเดินไปยังด้านหลังของฉากกั้นไม้ฉลุบานใหญ่ในห้องอาบน้ำ ที่ซึ่งมีอ่างน้ำอุ่นควันกรุ่นลอยกลีบดอกไม้เตรียมไว้รองรับ ร่างบางค่อยๆ หย่อนกายก้าวลงไปนอนแช่ในอ่างน้ำ ความอุ่นร้อนของสายน้ำช่วยขับไล่ไอเย็นชืดและละลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย

นางเอนศีรษะพิงกับขอบอ่างพลางหลับตาลงช้า ๆ ในความเงียบ ปล่อยให้สมองคิดทบทวนถึงเหตุการณ์เลือดพล่านที่เพิ่งผ่านมาเงียบ ๆ ถึงแม้ในวันนี้จิตวิญญาณแค้นของนางจะสามารถลากคอหม่าเทียนลงนรกชดใช้กรรมไปได้แล้วหนึ่งคน ทว่าหนทางข้างหน้าสำหรับการสะสางบัญชีเลือดนี้ยังคงอีกยาวไกลนัก

แม้ในหัวจะมีความคิดและแผนการอีกมากมายที่ยังต้องสะสาง แต่เพราะความเหนื่อยล้าทางกายและจิตใจที่ถูกบีบคั้นมาตลอดทั้งวัน ร่างกายที่เบากระทบน้ำจึงค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ก่อนที่อันฉิงพลันผล็อยหลับไปในที่สุด

ทว่าในห้วงแห่งความฝันก็ได้พานางหวนย้อนกลับไปยังความทรงจำแสนโหดร้ายในอดีต คืนที่ไฟลุกท่วม เสียงกรีดร้อง และคมมีดที่กรีดแทงเนื้อตัว

ภาพหลอนเหล่านั้นยังคงตามหลอกหลอนฉีกทึ้งนางในฝันร้ายตราบจนวันตาย และมันจะเป็นเช่นนี้ในทุก ๆ ครั้งที่นางหลับตาลง...

 

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน ในยามนั้นแคว้นต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ทางตอนเหนือ มวลน้ำเชี่ยวกรากพัดพาเอาบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างจนพังทลายแตกกระจาย ราษฎรนับแสนชีวิตต้องกลายเป็นผู้ยากไร้ในพริบตา ครอบครัวนับพันถูกกระแสน้ำพัดพาให้กระจัดกระจายหนีตายกันไปคนละทิศละทาง

ยามที่ไร้ที่อยู่อาศัย อาหารการกินขาดแคลนหนัก ความหิวโหยจึงบีบคั้นให้เกิดการจลาจลปล้นชิงอาหารขึ้นอยู่แทบทุกวัน สร้างความเสียหายและความโกลาหลเป็นวงกว้าง

แม้ราชสำนักจะเร่งจัดส่งเสบียงและส่งกำลังคนลงไปช่วยเหลือ ทว่าความเสียหายที่แผ่ขยายมหาศาลกลับเกินกว่ากำลังที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะรับมือได้ไหว การช่วยเหลือเข้าถึงได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ราษฎรส่วนใหญ่ที่ยังคงตกสำรวจและไม่อาจอดทนรอความช่วยเหลือที่มาไม่ถึงได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจพากันอพยพเดินเท้าหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อเอาชีวิตรอด

เพื่อป้องกันความวุ่นวายและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเมือง ทางราชสำนักจึงสั่งการให้จัดตั้งค่ายอพยพชั่วคราวขึ้นที่บริเวณนอกกำแพงเมืองหลวง เพื่อใช้เป็นที่พักพิงของเหล่าคนยากไร้ พร้อมทั้งจัดสรรอาหารแจกจ่ายตามแต่ที่คลังหลวงจะอนุมัติงบประมาณลงมาได้

ทว่าในยามที่เสบียงจัดส่งมาอย่างจำกัด ข้าวต้มเพียงครึ่งชามต่อวันจึงเป็นสิ่งเดียวที่ประทังชีวิต เว้นเสียแต่วันใดที่มีขุนนางหรือคหบดีใจบุญร่วมบริจาคทาน ราษฎรถึงจะมีโอกาสได้อิ่มท้องครบสามมื้อ ชะตากรรมที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้จึงดำเนินเรื่อยมานานนับเดือน

จนกระทั่งวันหนึ่ง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วค่ายว่าจะมีเหล่าขุนนางชั้นสูงเดินทางนำอาหารและสิ่งของจำเป็นมาบริจาคทานครั้งใหญ่ ชาวบ้านนับหมื่นที่หิวโหยจึงมารอต่อแถวกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ทว่าบรรยากาศกลับเป็นระเบียบเรียบร้อยผิดปกติ ด้วยการกวดขันอย่างเข้มงวดของกำลังทหารจากจวนเจ้าเมือง นอกจากนี้ยังมีองครักษ์ประจำการอยู่ทุกลานกว้างและทุกมุมของค่ายอพยพ

เนื่องจากผู้ที่เสด็จมาในวันนี้ คือองค์หญิงผู้สูงศักดิ์พร้อมด้วยราชครูผู้โด่งดังและมากด้วยบารมี การรักษาความปลอดภัยจึงเป็นไปอย่างเข้มงวดสูงสุด

ท่ามกลางกลุ่มราษฎรที่ยืนรอรับการมาเยือนของผู้สูงศักดิ์ เด็กสาวตัวน้อยวัยเพียงเจ็ดขวบปีในชุดผ้าปานเก่าขาดวิ่น เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบดินก็กำลังยืนต่อแถวอยู่ด้วยเช่นกัน นางเอื้อมมือเล็ก ๆ ไปกระตุกแขนเสื้อของพี่สาววัยสิบขวบซึ่งมีสภาพไม่ต่างกันนัก พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อแฝงไว้ความอิดโรย

“พี่หญิง เมื่อไหร่พวกเราจะได้อาหารกันสักทีหรือเจ้าคะ ข้าหิวจนแสบท้องไปหมดแล้ว”

อันรุ่ย เด็กสาวผู้เป็นพี่หันมองน้องสาวด้วยสายตาสงสาร หลายวันมานี้เสบียงในค่ายแจกจ่ายอย่างจำกัด ข้าวต้มตักแจกเพียงชามเดียวทว่าพวกนางสามชีวิตกลับต้องแบ่งกันประทังชีวิต นางทำได้เพียงยกมืออันสั่นเทาขึ้นลูบศีรษะน้องสาวแล้วปลอบประโลมเสียงเบา

“อันฉิง เจ้าอดทนอีกหน่อยนะ อีกไม่นานก็ถึงพวกเราแล้ว”

“อื้อ ข้าทนได้เจ้าค่ะ แต่ท่านแม่ต่างหากที่จะทนไม่ไหว ข้าอยากรีบนำข้าวไปให้ท่านแม่กิน” เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ทว่าในดวงตาคู่โตกลับฉายแววเป็นห่วงมารดาจับใจ

อันรุ่ยลูบผมที่ยุ่งเหยิงของน้องสาวด้วยความสะเทือนใจ นางเข้าใจความรู้สึกของอันฉิงเป็นอย่างดี ก่อนจะลอบสายตามองไปยังเพิงพักไม้สานเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่ไกลออกไปด้วยความกังวล

หลายเดือนที่ผ่านมา มารดาของพวกนางล้มป่วยหนักมาตลอด ทว่ากลับไร้ทั้งเงินทองและโอสถประทังอาการ ร่างกายจึงทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ จนไม่อาจลุกขึ้นช่วยเหลือตนเองได้ มีเพียงพวกนางสองพี่น้องที่ต้องผลัดกันออกมาต่อแถวรอรับข้าวต้มประทังชีวิตไปวัน ๆ