บทที่ 24 เมล็ดพันธุ์แห่งความวุ่นวาย (2)
บทที่ 24 เมล็ดพันธุ์แห่งความวุ่นวาย (2)
บทที่ 24 เมล็ดพันธุ์แห่งความวุ่นวาย (2)
“เช่นนั้นกระหม่อมขอพานางไปทำความรู้จักกับคนอื่น ๆ ก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”
จวิ้นอ๋องเอ่ยถวายบังคมลาองค์รัชทายาทครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนกายนำพาอันฉิงก้าวเดินตรงไปยังกลุ่มของคุณชายทั้งสามที่ประทับยืนอยู่ไม่ไกล
ยามเมื่อเหล่าคุณชายทั้งสามทอดสายตาเห็นจวิ้นอ๋องตรงเข้ามาหา พวกเขาก็ตระเตรียมก้าวออกมารับหน้าและทำความเคารพตามมารยาท ทว่าในครานี้จวิ้นอ๋องกลับยกมือขึ้นปรามเบา ๆ พลางผายมือมาทางสตรีข้างกาย เพื่อแนะนำตัวตนของคุณหนูอันฉิงอย่างเป็นทางการ
“คุณชายทั้งสาม แม่นางผู้นี้คือคุณหนูอันฉิง นางเป็นสหายสนิทของข้าและเพิ่งจะย้ายกลับมาเมืองหลวงได้ไม่นาน หวังว่าพวกเจ้าจะช่วยยื่นมือดูแลและอำนวยความสะดวกให้นางยามที่นางต้องการบ้าง”
จวิ้นอ๋องอาศัยโอกาสนี้ เอ่ยฝากฝังอันฉิงไว้ในความดูแลของชายหนุ่มทั้งสามอย่างแนบเนียน เนื่องจากทายาทของตระกูลป๋าย ตระกูลเจียง และตระกูลกู้ ต่างก็ทรงอำนาจและมีอิทธิพลในเมืองหลวงไม่ด้อยไปกว่ากัน การฝากฝังอันฉิงไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย จากนั้นอ๋องหนุ่มจึงหมุนกายหันไปเอ่ยแนะนำตัวตนของคุณชายแต่ละคนให้แก่หญิงสาวได้รับรู้
“อันฉิง คนนี้คือป๋ายถิงเซียว ซื่อจื่อแห่งจวนป๋ายกั๋วกง ส่วนคนนี้คือเจียงเหยียนจือ บุตรชายของท่านอัครเสนาบดี และคนนี้คือกู้จิ่นหยาง บุตรชายของท่านราชครู มารดาของเขาคือองค์หญิงเจาหนิง ผู้เป็นเสด็จพี่ของข้าเอง”
“อันฉิงคารวะคุณชายทุกท่านเจ้าค่ะ” อันฉิงคลี่ยิ้มหวานอ่อนโยนส่งมอบให้อย่างเป็นมิตร
ชายหนุ่มทั้งสามยามเมื่อเห็นว่านางคือสหายสนิทที่ได้รับคำรับรองและฝากฝังจากจวิ้นอ๋องด้วยพระองค์เอง พวกเขาจึงเอ่ยปากตอบรับนางตามมารยาทก่อนจะซักถามทำความรู้จักกับนางตามสมควร ด้วยการสร้างมิตรภาพกับสตรีที่จวิ้นอ๋องให้ความไว้วางใจ ย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใด
นอกเหนือไปจากนั้น คุณหนูอันฉิงผู้นี้เองก็ดูเป็นกุลสตรีที่เรียบร้อย ไร้ซึ่งพิษภัยใด ๆ ให้ระแวดระวัง
ระหว่างนั้นเอง ทางด้านของกู้จิ่นหยาง แม้เขาจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยสนทนาสิ่งใดมากความ ทว่านัยน์ตาคู่คมกริบของเขากลับจ้องมองใบหน้าของคุณหนูอันฉิงอยู่เนิ่นนาน
ชายหนุ่มพลันบังเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาดในใจ ราวกับว่าเขาเคยพานพบสตรีนางนี้ใน สถานที่ใดสถานที่หนึ่งมาก่อนในอดีต ทว่าเมื่อพยายามเค้นทบทวนความทรงจำ เขากลับไม่อาจนึกออกได้เลยแม้แต่น้อย
เพียงไม่นาน กู้จิ่นหยางก็สลัดความนึกคิดครุ่นคิดนั้นทิ้งไป คิดว่าเป็นเพียงความรู้สึกพร่ามัวไปเองชั่วครู่
ขณะเดียวกัน อันฉิงก็ลอบตวัดสายตามองสำรวจสีหน้าและปฏิกิริยาของกู้จิ่นหยางเช่นกัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาภายใต้คราบของคุณหนูสกุลอัน นางทำได้เพียงหลบซ่อนกายอยู่ในเงามืด คอยลอบมองแผ่นหลังอันงดงามของเขาจากระยะไกลมาโดยตลอด นี่คือครั้งแรกที่นางได้ก้าวออกมาจากเงามืดเพื่อปรากฏตัวต่อหน้าเขาอย่างเปิดเผย
ยามเมื่อเห็นว่าเขาจำนางไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ในก้นบึ้งดวงใจลึก ๆ ของหญิงสาวก็พลันบังเกิดความรู้สึกผิดหวังและตัดพ้อสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามา
ทว่าเพียงชั่วพริบตา อันฉิงก็แปรเปลี่ยนความตัดพ้อนั้นให้กลายเป็นความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่แทน
หญิงสาวหลุบสายตาต่ำลงเล็กน้อย ต่อให้เขาจะจดจำนางไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นางจะเป็นฝ่ายคอยวนเวียน แทรกซึม และอยู่เคียงข้างกายเขาเอง...
หลังจากที่มู่ชิงเหยาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สตรีชุดใหม่เสร็จสรรพ นางก็ได้กลับมายงโถงรับรองกลางเรือสำราญอีกครา ทันทีที่ร่างบางระหงปรากฏกาย สายตาและความสนใจของเหล่าคุณชายทุกคนก็พลันหันเหไปจับจ้องที่นางในทันควัน
โดยเฉพาะองค์รัชทายาทที่ไม่รอช้า กวักพระหัตถ์เรียกให้นางก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างพระองค์ทันที เพื่อกีดกันไม่ให้นางได้เฉียดกรายเข้าใกล้กู้จิ่นหยาง
“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าสวมใส่อาภรณ์ชุดนี้ได้พอดีตัวหรือไม่?”
รัชทายาทตรัสถามด้วยรอยยิ้มละมุน พลางกวาดสายพระเนตรสำรวจเรือนร่างของนางอย่างละเอียด แม้จะตรัสถามราวกับไม่แน่ใจ ทว่าพระองค์กลับทรงทราบดีกว่าผู้ใดว่านางย่อมสวมใส่ได้พอดีอย่างแน่นอน
ด้วยพระองค์ทรงมีรับสั่งให้ข้ารับใช้จัดเตรียมอาภรณ์สำรองที่ตัดเย็บตามขนาดตัวของนางไว้บนเรือประทับโดยเฉพาะ แม้จะไม่คาดคิดว่าจะได้นำมาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ ทว่าก็นับเป็นโอกาสอันดีไม่น้อย
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันสวมใส่ได้พอดีตัวเพคะ” มู่ชิงเหยาเอ่ยตอบอย่างนอบน้อมตามมารยาท
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว คราวหน้าคราวหลังก็อย่าได้กระทำการบุ่มบ่ามเสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีก หากเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้นกับเจ้า ข้าเองคงจะรู้สึกไม่ดี”
“หม่อมฉันน้อมรับคำตักเตือนเพคะ”
“จริงสิ วันก่อนข้าไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ พระองค์ทรงตรัสว่าคิดถึงเจ้า บอกให้เจ้าหาเวลาเข้าวังไปจิบชาสนทนาเป็นเพื่อนพระองค์บ้าง หากวันใดเจ้าสะดวกก็จงส่งคนมาแจ้งข้า ข้าจะจัดขบวนรถม้าไปรับเจ้าเข้าวังด้วยตนเอง”
องค์รัชทายาทคลี่ยิ้มอ่อนโยนส่งมอบให้ ทว่ามู่ชิงเหยากลับไม่ได้รู้สึกยินดีหรือซาบซึ้งต่อไมตรีนั้นเลยแม้แต่น้อย
“เพคะ...”
นางจำต้องขานรับไปตามมารยาท ทุกลมหายใจยามอยู่ใกล้ชิดองค์รัชทายาท ช่างเต็มไปด้วยความอึดอัดและกดดันอย่างยิ่ง ทว่าด้วยศักดิ์ฐานะผู้สืบทอดบัลลังก์ นางจะกล้าเอ่ยปากปฏิเสธตรง ๆ ได้อย่างไร
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ยังมีราชกิจเร่งด่วนที่ต้องสะสาง หากเจ้าว่างเมื่อใด ก็อย่าได้ลืมส่งคนไปแจ้งข้าเล่า”
องค์รัชทายาทตรัสกำชับย้ำอีกครา ก่อนจะเสด็จนำขบวนข้ามสะพานไม้กลับไปยังเรือประทับของพระองค์ ด้านจวิ้นอ๋องเองก็จำต้องเดินทางกลับเช่นเดียวกัน เขาจึงหันมาเอ่ยลาอันฉิงด้วยรอยยิ้ม แล้วเร่งก้าวตามองค์รัชทายาทไปติด ๆ
กู้จิ่นหยางที่ลอบสังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดและแววตาหม่นหมองของมู่ชิงเหยามาโดยตลอด เขาก็จึงรีบก้าวเท้าตรงเข้าไปหานางทันที พลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใยจากใจจริง
“เหยาเออร์ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ...”
มู่ชิงเหยาฝืนยิ้มออกมาอย่างขมขื่น ความอึดอัดใจที่มีต่อองค์รัชทายาทประดังประเดเข้ามาไม่หยุดหย่อน ทว่าเพราะตระกูลมู่ได้ลั่นคำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชั่วชีวิต นางจึงไม่อาจขัดขืนรับสั่งได้ อีกทั้งท่านพ่อของนางก็ยึดมั่นในความภักดีเหนือนายเหนือหัวยิ่งกว่าสิ่งใด หากล่วงรู้ว่านางมีความคิดบ่ายเบี่ยงเช่นนี้ คงได้ถูกตำหนิอย่างหนักเป็นแน่
“เช่นนั้นพวกเราเข้าไปนั่งพักผ่อนด้านในโถงเรือกันเถิด ลมทะเลสาบแรงนัก ประเดี๋ยวเจ้าจะไม่สบายเอาได้”
กู้จิ่นหยางล่วงรู้และเข้าใจถึงความลำบากใจของนางเป็นอย่างดี ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงคอยอยู่เคียงข้าง ประคับประคองและปกป้องความรู้สึกของนางอย่างเงียบเชียบ
เมื่อขบวนเสด็จของเชื้อพระวงศ์ทั้งสองพระองค์จากไป อันฉิงก็สบโอกาสขอตัวกลับเช่นเดียวกัน นางย่อกายเอ่ยลาเหล่าคุณชายและมู่ชิงเหยาตามมารยาท ก่อนจะหมุนกายก้าวเดินกลับไปยังมุมเดิมของตน รอจวบจนกระทั่งเรือล่องกลับเข้าเทียบฝั่ง นางจึงเตรียมตัวเดินทางกลับจวน
ระหว่างทางเดินบนเรือ สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นหลานเฉินยืนทอดสายตามองดูมู่ชิงเหยาอยู่ไม่ไกล อันฉิงจึงก้าวเท้าตรงเข้าไปทักทายและเอ่ยลาก่อนจะจากไป
“คุณชายหลาน ข้ากำลังจะกลับจวนแล้ว จึงแวะมาบอกลาท่านก่อนเจ้าค่ะ” อันฉิงเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร
“งานเลี้ยงยังไม่ทันเลิกรา เหตุใดจึงรีบกลับนักเล่า?” หลานเฉินถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าสายตายังคงเหลือบมองไปยังมู่ชิงเหยาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของระเบียงไม่วางตา
“คุณชายหลานช่างใส่ใจและห่วงใยคุณหนูมู่ยิ่งนัก อยู่ห่างไกลเพียงนี้ก็ยังคงทอดสายตามองดูไม่ให้คลาดสายตา...” อันฉิงเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยต่อ
“ทว่าข้าเห็นคุณหนูมู่ดูสนิทสนมกับคุณชายกู้ไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ หากว่ากันตามตรงแล้ว ข้าคิดว่าพวกเขาดูไม่เหมาะสมกันเลยสักนิด คุณชายกู้ผู้นั้นดูบอบบางอ่อนแอยิ่งนัก เกรงว่าคงจะมีเพียงความรู้ในตำราแต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและฝีมือการต่อสู้ เช่นนี้แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ใดไปคอยปกป้องดูแลยอดสตรีอย่างคุณหนูมู่ได้กัน”
ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์อันแหลมคมนั้น ช่างกรีดแทงและตรงใจหลานเฉินได้เป็นอย่างดี เพราะนี่ก็คือสิ่งที่เขาเองก็คิดเห็นไม่ต่างกัน
“เจ้า...คิดเห็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือ? แล้วเรื่ององค์รัชทายาทเล่า เจ้ามองว่าอย่างไร” หลานเฉินรีบเอ่ยถามเพื่อหยั่งเชิง อันฉิงจึงเอียงศีรษะเล็กน้อยคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่คิดออกมาตามตรง
“ในสายตาของข้า องค์รัชทายาทก็ทรงสนพระทัยเพียงแค่อำนาจขุมกำลังทหารของสกุลมู่เท่านั้น หาได้มีความรักความเสน่หาที่แท้จริงต่อคุณหนูมู่ไม่ หากพิจารณาจากใจจริงแล้ว คงไม่มีบุรุษใดในเมืองหลวงที่จะจริงใจและคู่ควรกับคุณหนูมู่ไปมากกว่าท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ”
“พูดไปแล้ว ข้ายังนึกอิจฉาคุณหนูมู่อยู่ไม่น้อย ที่มีวาสนาได้รับความรักอันมั่นคงจากบุรุษองอาจเช่นคุณชายหลาน ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะสามารถพิชิตใจคุณหนูมู่ได้ในเร็ววันนะเจ้าคะ”
ถ้อยคำยกยอเปรียบเทียบอันแยบยลของอันฉิงได้จุดเพลิงแห่งความทะเยอทะยาน และความมั่นใจในอกของหลานเฉินให้ลุกโชนขึ้นทันตา
“ขอบใจเจ้ามากคุณหนูอัน เช่นนั้นก็ขอให้เจ้าเดินทางกลับจวนอย่างปลอดภัยเถิด หากวันหน้ามีเรื่องใดให้ข้าช่วยเหลือ ก็จงส่งคนไปแจ้งข้าที่จวนสกุลหลานได้ตลอดเวลา”
หลานเฉินเอ่ยตอบรับด้วยความปลาบปลื้มยินดี คำพูดของอันฉิงทำให้เขายิ่งเชื่อมั่นอย่างหมดใจว่า มีเพียงตนเท่านั้นที่เหมาะสมและรักมู่ชิงเหยาอย่างแท้จริง
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
อันฉิงย่อกายคารวะแล้วหมุนตัวก้าวเดินจากไป นัยน์ตาคู่สวยตวัดมองประกายความละโมบและมุ่งมั่นในแววตาของหลานเฉินที่จับจ้องไปยังมู่ชิงเหยาปราดหนึ่ง
ซึ่งนั่นก็ทำให้นางล่วงรู้ได้ในทันทีว่า จุดประสงค์หลักที่นางมาเยือนงานเลี้ยงในวันนี้ได้สำเร็จแล้วนั่นเอง...