LNCrawler

บทที่ 25 ความจริงที่กลับตาลปัตร (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 25 ความจริงที่กลับตาลปัตร (1)

บทที่ 25 ความจริงที่กลับตาลปัตร (1)

ที่ว่าการกรมยุติธรรม

ทางด้านหลิ่วโม่ที่ยังคงปักหลักสะสางงานอยู่นั้น เขาไม่เพียงแต่ออกคำสั่งเด็ดขาดให้เจ้าหน้าที่และองครักษ์มือดีเร่งกระจายกำลังออกสืบหาตัวคนร้ายในคดีสังหารขุนนางหม่าเทียนอย่างเต็มกำลัง ทว่าเขายังใช้เวลาที่เหลือ ตรวจสอบแฟ้มบันทึกคดีความเก่า ๆ ย้อนหลังหลายปี เพื่อศึกษารูปแบบและแนวทางการทำคดีในอดีตของกรมยุติธรรมอย่างละเอียด

ทั้งนี้ก็เพื่อสืบหาช่องโหว่ ข้อผิดพลาด หรือจุดที่ควรได้รับการแก้ไขปรับปรุง เพื่อนำมาปรับใช้เป็นเกราะคุ้มกันและเสริมสร้างผลงานให้แก่ตนเองในฐานะรองเสนาบดีคนใหม่

“เรียนใต้เท้า มีรายงานด่วนเข้ามาเพิ่มเติมขอรับ!”

องครักษ์ผู้รับผิดชอบการสืบข่าวลับก้าวเท้าพรวดพราดเข้ามาในห้องทำงาน ก่อนจะค้อมกายประสานมือรายงานด้วยท่าทีตึงเครียด

“ว่ามา”

หลิ่วโม่เอ่ยสั่งการสั้นกระชับ นัยน์ตาคมกริบยังคงจับจ้องอยู่ที่ตัวอักษรบนรายงานตรงหน้าไม่วางตา

“ยามนี้คนของเราตรวจพบเบาะแสสำคัญของคนร้ายที่ลงมือแล้วขอรับ กำลังส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อสืบสวนและจับกุมตัว เพียงแต่ในระหว่างที่กำลังแกะรอยตามจับคนร้ายนั้น คนของเรากลับบังเอิญไปพบหลักฐานการกระทำความผิดร้ายแรงของใต้เท้าหม่าเข้าด้วยขอรับ”

องครักษ์เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะรายงานต่อด้วยน้ำเสียงต่ำลง

“หลักฐานนั้นมีทั้งบัญชีลับการยักยอกเงินหลวง และพยานหลักฐานเรื่องการสั่งการสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เพื่อปิดปาก ดูเหมือนใต้เท้าหม่าผู้นี้จะก่อเรื่องชั่วช้ามานานหลายปีแล้วขอรับ ทว่าที่ผ่านมากลับไม่มีฎีการ้องเรียนหรือบันทึกคดีความเหล่านี้หลุดรอดมาถึงกรมยุติธรรมเลยแม้แต่ฉบับเดียว...”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิ่วโม่ก็ละสายตาจากม้วนเอกสารในมือทันควัน นัยน์ตาหรี่ลงด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย

“ในเมื่อมีหลักฐานชัดเจนถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็จงสั่งการให้คนของเราตรวจสอบขุดคุ้ยทุกเรื่องราวเพิ่มเติมให้ละเอียดเสีย”

“ขอรับ”

องครักษ์ประสานมือรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ก่อนจะหมุนกายออกจากห้องทำงานไปทำตามคำสั่งทันที

เมื่ออยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบงัน ใบหน้าของหลิ่วโม่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและดุดันขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เดิมทีเขาคิดว่าคดีฆาตกรรมขุนนางหม่าเทียนนี้คงเป็นเพียงคดีอาญาทั่วไป หากตามจับตัวคนร้ายที่ลงมือและปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว เขาก็จะได้หน้าและสร้างชื่อเสียงตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง

ทว่าสถานการณ์ในยามนี้กลับซับซ้อนและส่อเค้าอันตรายยิ่งกว่าที่คาดคิดไว้มากนัก

การที่หม่าเทียนสามารถยักยอกเงินหลวงและสั่งฆ่าปิดปากผู้คนได้อย่างลอยนวลมานานหลายปีโดยไร้ร่องรอยการร้องเรียน ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ขุนนางขั้นหกผู้นี้ไม่ได้กระทำการเพียงลำพัง หากแต่มีใครบางคนคอยคุ้มกะลาหัวอยู่เบื้องหลังนั่นเอง

หากเขาสั่งขุดคุ้ยลึกเกินไปจนไปแตะต้องตอใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำเข้า เกรงว่าเรื่องราวอาจบานปลายจนกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่ย้อนกลับมาโถมใส่ตัวเขาเองได้

ทว่าในคดีความแรกนี้ เขาก็จำเป็นต้องสะสางและปิดฉากให้ขาวสะอาดและไร้ที่ติที่สุด เพราะในเวลานี้มีสายตาของขุนนางน้อยใหญ่ทั่วทั้งเมืองหลวงกำลังจับจ้องมองดูทุกย่างก้าวของเขาอยู่เช่นกัน...

 

จวนกสุลอัน

หลังจากที่อันฉิงเดินทางกลับมาถึงจวนสกุลอันในช่วงเวลาเย็นของวัน ยามเมื่ออาบน้ำชำระล้างคราบสกปรกและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว นางก็ย่างกรายออกมานั่งพักผ่อนอยู่ภายในห้องโถงเรือนรับรองตามปกติ โดยมีมู่ลี่สาวใช้คนสนิทคอยยกสำรับของว่างและชาร้อนกลิ่นหอมกรุ่นเข้ามาปรนนิบัติ

“ด้านใต้เท้าหลิ่วได้ความคืบหน้าอย่างไรบ้าง?”

อันฉิงยื่นมือไปรับถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความร้อนรน

“เรียนคุณหนู คนของเราได้จงใจทิ้งหลักฐานและเบาะแสความผิดอื่น ๆ ของหม่าเทียนเอาไว้ในที่เกิดเหตุแล้วเจ้าค่ะ คาดว่าคนของกรมยุติธรรมคงตรวจพบจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนเรื่องการแกะรอยตามหาตัวคนร้ายในคดีนี้ คนของเราแจ้งมาว่าเจ้าหน้าที่ทางการได้กระจายกำลังติดตามตัวอย่างเร่งด่วนเจ้าค่ะ”

“จับตาดูความเคลื่อนไหวเอาไว้ให้ดี”

อันฉิงกำชับเสียงเรียบ นางยกจอกชาขึ้นจิบอีกครึ่งถ้วย ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องสำคัญสืบต่อ

“แล้วทางด้านเว่ยเหยียนเล่า เจ้าได้ส่งคนไปถามย้ำกับเขาอีกครั้งแล้วหรือไม่ ว่าเขาตัดสินใจดีแล้วหรือยัง?”

“เรื่องนี้บ่าวให้คนไปสอบถามย้ำมาเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เว่ยเหยียนยังคงยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยน อีกทั้งยังฝากความมาบอกคุณหนูด้วยว่า เมื่อถึงเวลาขอคุณหนูอย่าได้มีความลังเลใจเป็นอันขาดเจ้าค่ะ”

อันฉิงได้ยินเช่นนั้นก็หลุบสายตาลงต่ำเล็กน้อย ทอดมองไอร้อนที่ลอยพวยพุ่งเหนือผิวน้ำชาอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าเข้าใจแล้ว...”

นางเอ่ยตอบรับคำสั้น นัยน์ตาทอดมองความมืดมิดนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง

 

เมื่อรุ่งสางแห่งวันใหม่มาเยือน ทันทีที่ประตูใหญ่หน้าลานที่ว่าการกรมยุติธรรมเปิดทำการตามเวลา พลันมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์มอซอซอมซ่อ ก้าวเท้ายาวเข้ามายืนปักหลักอยู่กลางลานกว้าง ก่อนจะแผดเสียงตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่ง สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายที่สัญจรผ่านไปมาทันที

นายทหารเวรยามที่ประจำการอยู่หน้าประตูครั้นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบสาวเท้ากรูเข้าไปซักถามด้วยท่าทีดุดัน

“เจ้าเป็นใครกัน! บังอาจมาร้องตะโกนเอะอะโวยวายหน้ากรมยุติธรรม มีเรื่องอันใดกันแน่!”

“ข้ามาขอมอบตัว!”

ชายวัยกลางคนผู้นั้นตอบกลับอย่างหนักแน่น เจตนาแน่วแน่ฉายชัดในแววตา ทำเอานายทหารเวรยามถึงกับชะงักงันไปด้วยความประหลาดใจ

“เจ้าจะมามอบตัวด้วยคดีความอันใด?”

ชายผู้นั้นเงียบไปเพียงอึดใจ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเอ่ยบอกความจริงออกมาอย่างไม่เกรงกลัวต่อความตาย

“ข้าคือคนที่ลงมือสังหารขุนนางโฉดชั่วหม่าเทียนผู้นั้นด้วยมือตนเอง! วันนี้ข้าจึงเดินทางมาขอมอบตัวต่อทางการ!”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”

ทหารผู้นั้นพลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบหันไปสั่งการทหารอีกนาย “เจ้ารีบไปรายงานเรื่องนี้ให้ใต้เท้าหลิ่วทราบโดยด่วน! ส่วนพวกเจ้าคุมตัวมันเข้าไปด้านในเดี๋ยวนี้!”

ทหารหลายนายรีบกรูเข้าจับกุมตัวชายผู้นั้น ทว่าแม้เขาจะไม่คิดขัดขืนการจับกุม แต่ชายวัยกลางคนก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องราวนี้ถูกลากเข้าไปปิดปากเงียบ ๆ ในคุกหลวงแต่อย่างใด เขาจึงตัดสินใจเปล่งเสียงตะโกนกู่ร้องให้ดังยิ่งกว่าเดิม

“ข้าบอกว่าข้ามามอบตัว! ข้าคือคนที่สังหารขุนนางระยำหม่าเทียนผู้นั้นเอง!”

“หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”

นายทหารพยายามออกแรงกดร่างและเอ่ยห้ามปรามอย่างร้อนรน ทว่าชายผู้นั้นกลับยิ่งแผดเสียงตะโกนร้องสู้สุดชีวิต

“ขุนนางสารเลวอย่างหม่าเทียนตายไปก็สมควรยิ่งแล้ว! ข้าไม่เคยนึกเสียใจเลยสักนิดที่ได้ปลิดชีพคนชั่วช้าเช่นมัน! มันพรากชีวิตคนบริสุทธิ์ พรากลูกพรากเมียของชาวบ้านไปมากมายเท่าใดแล้ว! ลำพังเพียงแค่การตายอย่างทรมานของมัน ยังเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวความผิดที่มันเคยก่อไว้ด้วยซ้ำ ข้าฆ่ามันก็นับว่าผดุงความถูกต้องแล้ว!”

ถ้อยคำเคียดแค้นอันดังลั่นสะเทือนฟ้าดินนั้น พลันดึงดูดให้ชาวบ้านร้านตลาดที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันกรูกันเข้ามามุงดูเหตุการณ์ด้วยความแตกตื่นและอยากรู้อยากเห็นกันถ้วนหน้า

“ข้าสั่งให้เจ้าหยุดพูด!” นายทหารพยายามใช้กำลังลากตัวเขาเข้าไปด้านใน

“เหตุใดข้าจะพูดความจริงไม่ได้เล่า! ข้าจะป่าวประกาศความชั่วช้าสารเลวของมันให้คนทั้งแผ่นดินได้รับรู้! ขุนนางชั่วแซ่หม่า ทั้งลักพาตัว ทั้งทรมานชาวบ้านยากไร้ในตลาดมืด ทั้งฉุดคร่าข่มเหงหญิงสาวบริสุทธิ์ไปขายเป็นทาสกาม! ต่อให้ข้าฟันคอมันเป็นหมื่น ๆ ครั้งก็ยังชดใช้หนี้เลือดให้แก่คนบริสุทธิ์พวกนั้นไม่หมดสิ้นด้วยซ้ำ!”

เมื่อได้ยินถ้อยคำบอกเล่าความจริงอันแสนโสมม ฝูงชนที่ยืนมุงดูอยู่รอบลานก็พลันแตกตื่นทันที ก่อนจะเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนในเวลาต่อมา

ชาวบ้านหลายคนที่เคยตกเป็นเหยื่อการข่มเหงรังแกของหม่าเทียนในอดีต ต่างก็เริ่มส่งเสียงตะโกนสนับสนุน บางคนถึงกับร่ำไห้ระบายความแค้นออกมา โดยส่วนใหญ่เป็นเหยื่อที่เคยถูกรังแกจนเสียเปรียบทั้งสิ้น แม้ว่าจะไม่ถึงชีวิตก็ตาม ส่งผลให้กระแสของผู้คนรอบข้างเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจชายวัยกลางคนผู้ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อล้างแค้นคนชั่วแทนแผ่นดิน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หลิ่วโม่ที่เพิ่งได้รับรายงานด่วนก็เร่งสาวเท้าก้าวพรวดพราดออกมาดูสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยตนเอง

“เอาตัวมันเข้าไปขังไว้ในคุกหลวงก่อน!”

หลิ่วโม่สั่งการทหารเสียงเข้ม ก่อนจะกวาดสายตาคมกริบมองดูกลุ่มชาวบ้านที่กำลังส่งเสียงก่นด่าและซุบซิบวิจารณ์ราชสำนักอย่างไม่ขาดสาย

เขาพ่นลมหายใจยาวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและหนักอกหนักใจถึงขีดสุด เห็นทีว่าคดีความแรกของเขาในครานี้จะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตที่ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว...