บทที่ 25 ความจริงที่กลับตาลปัตร (2)
บทที่ 25 ความจริงที่กลับตาลปัตร (2)
บทที่ 25 ความจริงที่กลับตาลปัตร (2)
จวนสกุลหลาน
ภายในห้องหนังสืออันโอ่อ่า ปรากฏเงาร่างของหลานเฉินที่นั่งเอนกายอยู่หลังโต๊ะไม้สลักลาย แม้เบื้องหน้าจะมีตำราเรียนและรายงานทางทหารที่ช่วยแบ่งเบาภาระมาจากบิดาอยู่จำนวนมาก ทว่าเขากลับไร้ซึ่งสมาธิหรือจิตใจที่จะแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่เดินทางกลับมาจากงานเลี้ยงล่องเรือบนทะเลสาบฉิงจู ภาพใบหน้าอันงดงามห้าวหาญของมู่ชิงเหยา และถ้อยคำเอ่ยยกยอของอันฉิงก็ยังคงดังวนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่หยุด
เขาปรารถนาที่จะแย่งชิงมู่ชิงเหยามาครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียวจริง ๆ ยิ่งนึกถึงคำพูดของคุณหนูอันที่กล่าวไว้ว่ามีเพียงเขาที่คู่ควรกับมู่ชิงเหยา หัวใจของชายหนุ่มก็ยิ่งพองโตด้วยความฮึกเหิม ทว่าศัตรูหัวใจทั้งสองคนกลับเป็นเสี้ยนหนามชิ้นโตที่ชวนให้หนักอกหนักใจไม่น้อย
คนหนึ่งคือองค์รัชทายาทผู้กุมอำนาจล้นฟ้าในมือ
ส่วนอีกคนคือกู้จิ่นหยาง บุตรชายราชครูผู้สูงส่ง บัณฑิตหน้าหยกที่มีดีเพียงภูมิความรู้ในตำรา ทว่ากลับสามารถดึงดูดสายตาและความสนิทเสน่หาจากนางไปจนหมดสิ้น...
หากเขาต้องการจะคว้าดวงใจของยอดสตรีเช่นมู่ชิงเหยามาครอบครอง เขาย่อมต้องวางแผนการอันแยบยล เพื่อกำราบศัตรูหัวใจทั้งสองให้สิ้นซาก
หลานเฉินที่นั่งคิดแผนการมาตลอดทั้งคืนแล้วนั้น ในที่สุดเขาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ ดวงตาที่เคยเหม่อลอยพลันเปล่งประกายขึ้นทันใด
“เข้ามา!”
หลานเฉินส่งเสียงเรียกองครักษ์คนสนิทที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง เพียงชั่วพริบตาเดียว เงาร่างในชุดดำก็ก้าวเข้ามาค้อมกายประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“คุณชายมีสิ่งใดจะสั่งการข้าน้อยหรือขอรับ?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่างานล่าสัตว์ที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบดูแลการจัดเตรียมสถานที่และดูแลความปลอดภัยทั้งหมด” หลานเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรียนคุณชาย รองแม่ทัพสวีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลการจัดเตรียมพื้นที่และค่ายพักแรมขอรับ ส่วนการจัดกำลังพลตรวจตราความปลอดภัยและการอารักขารอบนอกทั้งหมด ขึ้นตรงอยู่กับท่านประมุขขอรับ”
เมื่อได้ฟังคำรายงานจากองครักษ์ นัยน์ตาของหลานเฉินก็พลันเปล่งประกายวาวโรจน์ขึ้นมาในทันที
ในเมื่อบิดาของเขาเป็นผู้คุมอำนาจสั่งการทหารและองครักษ์รักษาความปลอดภัยทั้งหมดในป่าล่าสัตว์ เช่นนี้แล้วแผนการจัดฉากสร้างสถานการณ์เพื่อกำจัดกู้จิ่นหยางและสร้างแต้มต่อให้ตน ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
“เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน...”
หลานเฉินไม่รอช้า เขารีบจรดพู่กันจุ่มน้ำหมึก ตวัดเขียนข้อความลับลงบนแผ่นกระดาษอย่างรวดเร็ว เมื่อตัวอักษรแห้งสนิท เขาก็บรรจงพับจดหมายลับฉบับนั้นแล้วยื่นส่งให้แก่องครักษ์คนสนิททันที
“เจ้าจงเร่งนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งมอบให้ถึงมือคุณชายใหญ่สกุลสวีโดยตรง อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด!”
“ขอรับ”
องครักษ์รับเทียบจดหมายแล้วหมุนกาย เร้นกายออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เมื่ออยู่ตามลำพัง หลานเฉินจึงทอดตัวเอนพิงพนักเก้าอี้พลางผ่อนลมหายใจออกมาอย่างสบายอกสบายใจ
ด้วยตัวเขาและคุณชายใหญ่สกุลสวีต่างก็คุ้นเคยและดื่มสุราร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ในฐานะบุตรหลานของขุนนางฝ่ายทหารสายบู๊ด้วยกัน การที่เขาส่งเทียบจดหมายไปนัดแนะ เพื่อลอบหาโอกาสสืบข้อมูลจากอีกฝ่ายมาใช้วางแผนการย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
งานเทศกาลล่าสัตว์หลวงในครานี้ เขาจะใช้แสดงความสามารถอันองอาจ เพื่อพิสูจน์ให้มู่ชิงเหยาได้ประจักษ์แก่สายตาตนเอง ว่าพละกำลังและฝีมือการศึกของเขานั้น เหนือชั้นกว่าบัณฑิตอ่อนแออย่างกู้จิ่นหยางเพียงใด
นางจะได้ตระหนักเสียทีว่า ในใต้หล้านี้ไม่มีบุรุษใดที่จะปกป้องดูแลนางได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว!
เพียงแค่จินตนาการถึงภาพที่ตนเองได้ยืนเคียงคู่มู่ชิงเหยาท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของผู้คน ริมฝีปากของหลานเฉินก็ยกยิ้มลำพองใจออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้
ที่ว่าการกรมยุติธรรม
ขณะเดียวกัน ภายในที่ว่าการกรมยุติธรรมกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหลตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เจ้าหน้าที่และมือปราบต่างวิ่งวุ่นเข้าออกไม่ได้หยุดหย่อน หลิ่วโม่จำต้องคอยตรวจตราเอกสารหลักฐานและฟังรายงานการไต่สวนเพื่อตัดสินใจคดีความอยู่ตลอดเวลา
เขาเคี่ยวกรำเร่งรัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานอย่างสุดกำลัง ด้วยต้องการจะปิดคดีสังหารขุนนางหม่าเทียนให้ได้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้
“เรียนใต้เท้า ได้รับรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับชายที่มามอบตัวแล้วขอรับ!”
องครักษ์นายหนึ่งก้าวเท้าพรวดพราดเข้ามาในห้องทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หลังจากส่งคนไปแกะรอยและสืบประวัติความเป็นมาของชายผู้ก่อเหตุได้อย่างกระจ่างแจ้ง
“ว่ามา ได้เรื่องอย่างไรบ้าง?”
หลิ่วโม่ละสายตาจากกองรายงานหนาเตอะ แล้วเงยหน้าขึ้นมาจับจ้ององครักษ์ในทันควัน
“จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ชายผู้นี้มีนามว่าเว่ยเหยียนขอรับ เดิมทีเขาเป็นเพียงชาวบ้านหาเช้ากินค่ำธรรมดา จากคำให้การในห้องขัง เขายอมรับสารภาพอย่างหมดเปลือกว่าเป็นผู้ลงมือสังหารใต้เท้าหม่าเทียนด้วยตนเองจริง โดยให้เหตุผลว่าเป็นหนี้แค้นฝังลึกส่วนตัวที่ไม่อาจปล่อยวางได้ขอรับ...”
องครักษ์เว้นจังหวะเล็กน้อย สีหน้าเริ่มหม่นหมองลงยามเอ่ยรายงานเรื่องราวอันแสนหดหู่
“ในอดีต เว่ยเหยียนเคยหลงผิดติดหนี้การพนันในบ่อนลับของหม่าเทียน จนเป็นเหตุให้หม่าเทียนส่งคนมาฉุดกระชากบังคับนำตัวภรรยาและบุตรสาวของเขาไปกักขัง เพื่อขัดดอกใช้หนี้แทน โดยขู่เข็ญให้เขารีบหาเงินมาไถ่ตัวคืนในเวลาที่กำหนด ต่อมาหลังจากที่เว่ยเหยียนเก็บรวบรวมเงินได้ครบตามจำนวน ทว่ายามเมื่อเขานำเงินไปไถ่ตัวภรรยาและบุตรสาว หม่าเทียนกลับตระบัดสัตย์ ไม่ยอมส่งมอบตัวคนให้ตามสัญญา ทั้งยังผลัดเลื่อนวันนัดหมายไปเรื่อย ๆ ”
“เว่ยเหยียนจึงตามสะกดรอยสืบเรื่องหม่าเทียนอยู่นาน จนกระทั่งล่วงรู้ความจริงว่า หม่าเทียนได้ลักลอบเปิดซ่องนางโลมลับอยู่ในตลาดมืด และภรรยากับบุตรสาวของเขาก็ถูกส่งตัวเข้าไปที่แห่งนั้น โดยเฉพาะบุตรสาววัยสิบหกปีได้ถูกบังคับขืนใจให้รับแขกจนกระทั่งตรอมใจสิ้นลมหายใจไปในเวลาอันสั้น”
“ส่วนภรรยาก็ถูกทุบตีทารุณกรรมอย่างโหดเหี้ยมจนตายตกไปอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ หม่าเทียนจึงจงใจบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมส่งมอบคนให้แก่เว่ยเหยียนขอรับ”
ถ้อยคำรายงานนั้นสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ฟังไม่น้อย องครักษ์ลอบกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะรายงานต่อด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลง
“หลังจากที่เว่ยเหยียนล่วงรู้ว่าภรรยาและบุตรสาวของตนตายจากไปแล้ว เขาจึงบุกไปหาหม่าเทียนอีกคราเพื่อทวงถามความยุติธรรมให้แก่สองชีวิต ทว่ากลับถูกคนของหม่าเทียนรุมซ้อมบาดเจ็บปางตายจนต้องซมซานหนีตายออกนอกเมืองหลวง เมื่ออาการดีขึ้น เขาจึงกลับเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อยื่นฟ้องร้องต่อศาลว่าการ ทว่าขุนนางในเวลานั้นกลับรับสินบนจากหม่าเทียน จึงตัดสินคดีอย่างอยุติธรรม สั่งเนรเทศเว่ยเหยียนไปเป็นทาสใช้แรงงานขุดเหมืองหินนานถึงหกปีเต็มขอรับ”
“จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้รับการอภัยโทษปล่อยตัวกลับมา จึงมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงอีกครั้งเพื่อร้องเรียนคดีความ ทว่ากลับไม่มีเจ้าหน้าที่หน้าไหนยอมรับคำร้องของเขาเลยแม้แต่คนเดียว ด้วยความเคียดแค้น เขาจึงตัดสินใจวางแผนหาโอกาสลงมือปลิดชีพหม่าเทียนด้วยมือตนเอง เพื่อชำระหนี้เลือดให้แก่ภรรยาและบุตรสาวขอรับ”
“ยิ่งไปกว่านั้น คนของเราได้ไปตรวจค้นบันทึกคดีความเก่า พบหลักฐานการเนรเทศที่มีชื่อของเว่ยเหยียนเมื่อหกปีก่อนจริง ๆ คาดว่าคำให้การทั้งหมดดูเหมือนจะมีมูลความจริงขอรับ”
เมื่อได้ฟังรายงานจนจบ หลิ่วโม่ก็นิ่งงันไปนานเนิ่น นัยน์ตาคู่คมฉายแววตื่นตระหนกและสะท้อนใจ
เขาไม่คาดคิดเลยว่า คดีฆาตกรรมขุนนางธรรมดาจะกลับตาลปัตรกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันเน่าเฟะเช่นนี้
หากคำให้การของเว่ยเหยียนเป็นความจริงทั้งหมด นั่นย่อมหมายความว่า หม่าเทียนไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ทว่าคือมารร้ายในคราบขุนนางที่มีความผิดมหันต์ปกปิดไว้มากมาย
คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงการสังหารขุนนางราชสำนักอีกต่อไป แต่เป็นการแก้แค้นของราษฎรที่ถูกบีบให้หมดหนทาง จนต้องเอาชีวิตตนเข้าแลกเพื่อลากขุนนางโฉดออกมาประจานต่อหน้าธารกำนัล!