บทที่ 26 ทำลายหลักฐาน (1)
บทที่ 26 ทำลายหลักฐาน (1)
บทที่ 26 ทำลายหลักฐาน (1)
หลิ่วโม่ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความหนักอกหนักใจ ใบหน้าเคร่งเครียดจนคิ้วขมวดเป็นปมแน่น ยามนี้เรื่องราวบานปลายจนกระทบกระเทือนถึงความเชื่อมั่นของราษฎรที่มีต่อราชสำนักเสียแล้ว เขาจึงยิ่งไม่อาจจัดการอย่างขอไปทีได้
“เจ้าจงส่งคนไปสืบเรื่องนี้เพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคำให้การของเว่ยเหยียนให้แน่ชัด” หลิ่วโม่สั่งการเสียงเข้ม ก่อนจะเอ่ยถามความคืบหน้าอีกเรื่อง
“แล้วหลักฐานความผิดอื่น ๆ ของหม่าเทียนที่ข้าสั่งให้ไปตรวจพิสูจน์เมื่อคราวก่อน ได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยได้นำกำลังเข้าตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นความจริงมากกว่าแปดส่วนขอรับ แม้หลักฐานทางการเงินบางชิ้นจะถูกเผาทำลายไปบ้าง ทว่าก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยและเอกสารลับที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า หม่าเทียนมีการยักยอกและเปิดบ่อนผิดกฎหมายจริงขอรับ!”
องครักษ์รายงานพลางยื่นส่งม้วนเอกสารหลักฐานอีกชุดให้แก่ผู้เป็นนาย หลิ่วโม่คลี่เปิดอ่านอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสั่งการด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“นำกำลังเจ้าหน้าที่และทหารบุกเข้าปิดล้อมจวนสกุลหม่าเอาไว้เดี๋ยวนี้! จับกุมคนสกุลหม่าทั้งหมดไปคุมขังยังคุกหลวงรอการสืบสวน และให้ค้นตรวจตราทุกซอกทุกมุมของจวน หากพบสิ่งใดที่น่าสงสัย เอกสารลับ หรือทรัพย์สินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จงยึดอายัดมาให้หมดสิ้น อย่าให้มีสิ่งใดเล็ดลอดสายตาไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว!”
“ขอรับ”
องครักษ์ประสานมือรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะค้อมกายแล้วล่าถอยออกจากห้องไปนำกำลังพลทันที
เมื่อความเงียบสงัดกลับคืนมาสู่ห้องทำงานอีกครั้ง หลิ่วโม่หยิบม้วนรายงานเหล่านั้นขึ้นมาอ่านทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความกังวลใจ ลำพังเพียงแค่หลักฐานการยักยอกและทำร้ายราษฎรเท่าที่มี ย่อมเพียงพอที่จะทำให้ตระกูลหม่าต้องโทษประหารหลายชั่วโคตรแล้ว
หากเรื่องการลักลอบเปิดซ่องนางโลมลับในตลาดมืดและการทรมานผู้คนอย่างทารุณเป็นความจริง โทษทัณฑ์ย่อมหนักหนาจนสะเทือนไปถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เคยให้ท้ายเป็นแน่
ทว่าท่ามกลางหลักฐานความผิดมากมายเหล่านี้ กลับมีบางสิ่งสะกิดใจหลิ่วโม่ขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เหตุใดเรื่องราวชั่วช้าที่ถูกปกปิดอย่างมิดชิดมานานหลายปี จู่ ๆ จึงได้ประจวบเหมาะถูกเปิดโปงและขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างง่ายดายและพอดิบพอดีถึงเพียงนี้กัน?
ราวกับมีใครบางคนคอยจัดวางหมากทุกตัว ปูทางทิ้งหลักฐาน และชี้นำให้เขาก้าวเดินตามทีละขั้นอย่างไรอย่างนั้น
หลิ่วโม่หรี่ตาลงอย่างหวาดระแวง เขารู้สึกได้ว่าคดีความนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็น หากแต่กำลังมีมือที่มองไม่เห็นอันแสนลึกลับและซับซ้อน คอยชักใยอยู่เบื้องหลังกระดานแห่งความตายนี้เป็นแน่...
หลังเหตุการณ์ความโกลาหลหน้าลานที่ว่าการกรมยุติธรรม เรื่องราวการแฉความผิดอันโสมมของหม่าเทียนและคดีสังหารขุนนางโฉด ก็ถูกผู้คนนำไปพูดถึงเป็นวงกว้างในชั่วข้ามคืน
ข่าวลือแพร่สะพัดรวดเร็วดุจไฟลามทุ่งไปทั่วทุกตรอกซอกซอยในเมืองหลวง ส่งผลให้กรมยุติธรรมตกเป็นเป้าสายตาและถูกจับจ้องจากทุกสารทิศ
ทุกโรงน้ำชาและเหลาอาหารกลายเป็นลานถกเถียงถึงความอยุติธรรมที่ราษฎรได้รับอย่างดุเดือด
แรงกระเพื่อมอันมหาศาลนี้ ไม่ได้ละเว้นแม้กระทั่งจวนขุนนางชั้นสูงอย่างจวนสกุลกู้ด้วยเช่นกัน
กู้เยี่ยนเฉิงผู้เป็นถึงราชครูแห่งแผ่นดิน ทันทีที่เขาก้าวเท้ากลับมาถึงจวนและได้รับรายงานเรื่องคดีของหม่าเทียน เขาก็มีคำสั่งเรียกพบหม่าเฟิงหัวหน้าพ่อบ้านคนสนิทให้มาเข้าพบที่ห้องหนังสือส่วนตัวในทันที
ด้านหม่าเฟิงเมื่อได้รับคำสั่งเรียกตัวด่วน เขาก็กุลีกุจอเร่งรัดสาวเท้ามายังห้องหนังสือด้วยความหวาดหวั่นใจยิ่งนัก ยามเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา เขาก็ลอบสังเกตสีหน้าของผู้เป็นนายอย่างระมัดระวัง
แม้กู้เยี่ยนเฉิงจะยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานประหนึ่งไม่มีสิ่งใดผิดแผกไปจากเดิม ทว่าไอสังหารและบรรยากาศอันหนักอึ้งรอบกาย กลับแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบกดทับจนหม่าเฟิงแทบจะหายใจไม่ออก
ด้วยความที่รับใช้มานานจนรู้แจ้งถึงอารมณ์และนิสัยอันเด็ดขาดไร้ความปรานีของราชครูผู้นี้ เขาจึงยิ่งค้อมกายนอบน้อมและระแวดระวังตนเองมากเป็นพิเศษ
“นายท่านเรียกพบบ่าวหรือขอรับ” หม่าเฟิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย
กู้เยี่ยนเฉิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นในทันที เขาเพียงแค่ปรายตามองหัวหน้าพ่อบ้าน ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเย็นเยียบเสียดแทงไปถึงกระดูกดำ
“เรื่องของหม่าเทียนจัดการสะสางเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
“เรียนนายท่าน เรื่องนี้โปรดวางใจได้ขอรับ ร่องรอยและเส้นทางการเงินทั้งหมดในอดีต บ่าวได้จัดการเก็บกวาด เผาทำลายจนมอดไหม้หมดสิ้น ไร้ซึ่งพยานหลักฐานใด ๆ หลงเหลือให้สืบสาวต่อได้อย่างแน่นอนขอรับ กรมยุติธรรมไม่มีทางสาวมาถึงนายท่านและจวนสกุลกู้ได้อย่างเด็ดขาดขอรับ!”
หม่าเฟิงรีบประสานมือรายงานอย่างมั่นใจ เพราะทุกกิจการมืดและผลประโยชน์ที่เคยข้องเกี่ยวกับหม่าเทียน เขาเป็นผู้ลงมือตัดตอนและกำจัดเบาะแสด้วยตนเองทุกขั้นตอน
กู้เยี่ยนเฉิงที่ฟังคำรายงานนั้นจนจบ เขาก็ค่อย ๆ วางพู่กันในมือลงบนแท่นวางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหม่าเฟิงตรง ๆ แล้วเอ่ยถามย้ำอีกครา
“เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่?”
เพียงคำถามสั้น ๆ ทว่ากลับทำเอาหม่าเฟิงถึงกับขนลุกชันไปทั่วทั้งร่าง เหงื่อเย็นผุดซึมออกมาเต็มแผ่นหลัง
เขารู้ดีว่าหากตนเองแสดงความลังเลหรือเอ่ยสิ่งใดผิดพลาดแม้เพียงครึ่งคำ ศีรษะของเขาก็คงไม่อาจอยู่บนบ่าได้อีกต่อไป หม่าเฟิงจึงรีบก้มหน้าย้ำคำตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“บ่าวแน่ใจขอรับนายท่าน”
“ดี...จงจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อจนลุกลามมาถึงสกุลกู้เป็นอันขาด”
“ขอรับ!”
หม่าเฟิงค้อมกายคำนับก่อนจะค่อย ๆ ก้าวถอยหลัง ล่าถอยออกจากห้องหนังสือไปอย่างเร่งรีบ
ครั้นออกมานอกห้องแล้ว ลมหายใจที่ติดขัดจึงได้ผ่อนปรนออกมา เขารู้ดีว่าหากงานนี้มีข้อผิดพลาดหรือมีหลักฐานใดหลุดรอดไปถึงมือทางการ คนแรกที่จะต้องเอาชีวิตมาชดใช้และถูกสังหารปิดปาก
ก็คือตัวเขาเองอย่างไม่ต้องสงสัย!
จวนสกุลหลาน
ภายในเรือนพักอันเงียบสงบของจวนสกุลหลาน หลานหลินกำลังนั่งปักผ้าไหมลายประณีตอยู่ริมหน้าต่างตามปกติ แม้หลายวันมานี้นางจะไม่ได้ย่างกรายออกไปนอกจวน ทว่ากลับมีสายข่าวและบ่าวรับใช้คอยเข้ามารายงานความเคลื่อนไหวรอบเมืองหลวงให้นางรับทราบอยู่ไม่เคยขาด
และในวันนี้ องครักษ์ลับที่นางสั่งการให้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของหลานเฉินก็เดินทางมาขอเข้าพบเป็นการด่วน หลานหลินจึงเรียกตัวเขาเข้ามาพบในทันที
“เรียนคุณหนู ช่วงสองสามวันมานี้ คุณชายได้ลอบออกจากจวนไปพบปะกับคุณชายใหญ่สวีอย่างลับ ๆ ขอรับ ทางด้านคุณชายใหญ่สวีเองก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวบางประการเช่นกัน ทว่าเนื่องจากพวกเขาสนทนากันในห้องปิด ข้าน้อยจึงไม่อาจลอบฟังเนื้อความที่พวกเขาวางแผนกันได้ขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปลายเข็มในมือของหลานหลินก็พลันชะงักค้างอยู่บนผืนผ้าทันใด นางโบกมือเป็นสัญญาณให้องครักษ์ล่าถอยออกไป ก่อนจะวางสะดึงปักผ้าลงบนโต๊ะ คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น พลางครุ่นคิดเชื่อมโยงเบาะแสทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วอึดใจเดียว นัยน์ตาของนางก็ฉายประกายรู้แจ้งขึ้นมาทันที
“ซู่ซู่ เจ้าช่วยข้าเตรียมตัวที ข้าจะไปที่เรือนของท่านพี่เสียหน่อย”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
ซู่ซู่รีบเข้ามาจัดแจงเครื่องแต่งกายให้ผู้เป็นนายอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงก้าวเท้าตามหลานหลินมุ่งตรงไปยังเรือนพักของหลานเฉินทันที
เมื่อก้าวพ้นมาถึงหน้าห้องหนังสือ หลานหลินก็ไม่คิดจะรอให้บ่าวรับใช้หน้าห้องรายงาน นางถือวิสาสะผลักบานประตูเปิดออกแล้วย่างกรายเข้าไปด้านในโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า
หลานเฉินที่กำลังนั่งจมอยู่กับความคิด ยามเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นผู้บุกรุกก็นิ่วหน้าด้วยความไม่พอใจทันที
“นี่น่ะหรือคือกิริยามารยาทอันสูงส่งของสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง!”