LNCrawler

บทที่ 26 ทำลายหลักฐาน (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 26 ทำลายหลักฐาน (2)

บทที่ 26 ทำลายหลักฐาน (2)

หลานเฉินเอ่ยเหน็บแนมน้องสาวอย่างไม่ไว้หน้า ทว่าหลานหลินกลับไม่คิดจะใส่ใจคำถากถางเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย นางเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเขาอย่างสง่างาม ก่อนจะเอ่ยปากถามเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อม

“บอกข้ามาตามตรง ท่านพี่กำลังวางแผนการอันใดอยู่กันแน่”

นางเลิกคิ้วขึ้น จ้องมองเขาอย่างจับผิด แม้จะเป็นพี่น้องร่วมอุทร ทว่าหลานหลินกลับไม่เคยไว้วางใจหลานเฉินเลยแม้แต่น้อย นางจึงต้องลอบส่งคนสอดแนมเขาอยู่ตลอดเวลา เพื่อควบคุมไม่ให้ความบุ่มบ่ามโง่เขลาของพี่ชายย้อนกลับมาทำลายเกียรติยศและภาพลักษณ์สตรีอันดับหนึ่งของตนเองได้

ทางด้านหลานเฉินเมื่อถูกจี้ถามกะทันหัน เขาก็แสร้งตีหน้าซื่อ ทำทีเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวทันที

“เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใด แผนการอันใดกัน ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่องสักนิด”

“ท่านพี่ไม่ต้องมาแสร้งหยั่งเชิงข้าหรอกเจ้าค่ะ ที่ข้าถ่อมาถึงที่นี่ก็เพื่อจะมาบอกท่านว่า ข้าจะขอร่วมมือด้วย” หลานหลินสวนกลับทันควัน แววตามั่นอกมั่นใจประหนึ่งว่าตนล่วงรู้ทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว

“หึ! เจ้าจะมาร่วมมืออันใดกับข้า แม้แต่ตัวข้าเองยังไม่รู้เลยว่าจะทำสิ่งใด” หลานเฉินนั่งกอดอก เชิดหน้ามองนางอย่างท้าทาย

“ท่านพี่ ท่านอย่าคิดว่าข้าจะโง่งมจนมองไม่ออก ในเมื่อท่านต้องการตัวมู่ชิงเหยา ส่วนข้าเองก็ต้องการผูกวาสนากับคุณชายกู้ เช่นนี้แล้ว ไม่สู้พวกเราสองพี่น้องร่วมมือกันจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ?”

“เจ้าไปรู้อะไรมา?”

หลานเฉินเริ่มลดท่าทียโสลง นัยน์ตาหรี่มองนางอย่างจริงจังและระแวดระวัง เพราะคำพูดของนางแสดงให้เห็นชัดเจนว่านางต้องล่วงรู้อะไรบางอย่างมาแน่ ทว่าเขากลับเดาไม่ออกว่านางรู้ตื้นลึกหนาบางเพียงใด

หลานหลินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ท่านพี่ ท่านก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือ ว่าคุณชายใหญ่สวีนั้นมีใจปฏิพัทธ์ต่อข้าไม่ใช่น้อย ดังนั้นเรื่องที่พวกท่านลอบนัดแนะวางแผนกัน ข้าเองก็พอจะรับรู้มาบ้างแล้ว”

นางไม่ได้บอกความจริง ทว่ากลับใช้เล่ห์เหลี่ยมหยั่งเชิงโยนหินถามทาง และเมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงระคนหงุดหงิดของหลานเฉิน นางก็ล่วงรู้ได้ในทันทีว่าตนเองคาดเดาได้ถูกต้อง

เนื่องจากปกติหลานเฉินไม่ได้สนิทสนมกับคุณชายใหญ่สวีถึงขั้นต้องลอบพบปะกันอย่างลับ ๆ การที่แอบไปพบกันเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้ และบิดาของสกุลสวีก็เป็นผู้รับผิดชอบจัดเตรียมสถานที่ในงานล่าสัตว์ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

พี่ชายของนางที่วัน ๆ ไม่คิดทำการใด นอกจากเพ้อฝันถึงมู่ชิงเหยาอยู่เช่นนั้น คนอย่างเขาจะลอบวางแผนเรื่องอื่นใดไปได้อีกเล่า หากไม่ใช่การวางแผนสร้างสถานการณ์เพื่อช่วงชิงสตรีผู้นั้นมาครอบครอง!

ทางด้านหลานเฉินเมื่อได้ยินคำกล่าวอ้างถึงคุณชายใหญ่สวี เขาก็หลงเชื่อสนิทใจอย่างไร้ข้อกังขาว่า แผนการลับที่ตนเพียรซ่อนเร้นคงรั่วไหลมาจากปากสหายสนิทเป็นแน่แท้ ชายหนุ่มจึงสะบัดหน้าถามน้องสาวเสียงห้วนด้วยความหัวเสีย

“เจ้าว่ามา คิดจะร่วมมืออย่างไร!”

เมื่อได้ยินถ้อยคำยอมจำนน หลานหลินก็แย้มรอยยิ้มพึงใจออกมาทันที นัยน์ตาคู่สวยทอประกายเจ้าเล่ห์

“เช่นนั้นท่านพี่ก็เล่ารายละเอียดแผนการทั้งหมดของท่านให้ข้าฟังก่อนเถิด แล้วข้าจะบอกว่าเราควรเดินหมากอย่างไรต่อ”

“ข้าจะใช้งานล่าสัตว์ที่กำลังจะมาถึงนี้ แสดงฝีมือและความองอาจให้มู่ชิงเหยาได้ประจักษ์แก่สายตาว่า ข้าคือบุรุษหนึ่งเดียวที่คู่ควรกับนาง!” หลานเฉินเปิดปากเล่าด้วยความฮึกเหิม

“ข้าจะจัดฉากสร้างสถานการณ์บีบคั้น เพื่อล่อให้กู้จิ่นหยางและองค์รัชทายาทต้องแยกตัวออกห่างจากนาง ข้าจะเสี้ยมให้คนทั้งสองเกิดความบาดหมางและฟาดฟันกันเองจนไม่มีกะจิตกะใจจะมาพะวงถึงมู่ชิงเหยา จากนั้นข้าจะล่อนางให้ตกอยู่ในวงล้อมอันตราย แล้วตัวข้าจะปรากฏตัวเข้าไปเป็นวีรบุรุษช่วยเหลือนางออกมา ถึงตอนนั้น นางย่อมต้องมองข้าเป็นผู้มีพระคุณ และคิดได้ว่าข้าคือที่พึ่งพิงที่มั่นคงที่สุด!”

หลานหลินนิ่งฟังและคิดภาพตาม แม้แผนการของพี่ชายจะฟังดูเข้าที ทว่าในสายตาของนาง มันกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ส่อเค้าความพังพินาศได้ง่ายดายยิ่งนัก

“แผนการของท่านพี่ยังตื้นเขินเกินไป ท่านคิดหรือว่าจะสามารถแยกมู่ชิงเหยาออกจากคุณชายกู้และองค์รัชทายาทได้อย่างแนบเนียน โดยไม่ให้ผู้ใดเกิดข้อสงสัยได้?”

หลานเฉินชะงักงันไปในทันใด คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น ด้วยตัวเขาเองก็ยังคงมืดแปดด้านและคิดหาวิธีการที่ไร้ร่องรอยเช่นนั้นไม่ได้จริง ๆ

“ในเมื่อท่านพี่ยังจนปัญญา เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเองเถิดเจ้าค่ะ” หลานหลินเสนอตัวอย่างมั่นอกมั่นใจ

“อย่างไรเสีย ข้าก็เป็นสตรี ย่อมสามารถเข้าประชิดตัวมู่ชิงเหยาได้ง่ายดายกว่า อีกทั้งยังสามารถล่อให้นางแยกตัวออกมาได้โดยไร้พิรุธ ทว่าข้ามีข้อแลกเปลี่ยนหนึ่งข้อ”

“ว่ามา ข้อแลกเปลี่ยนของเจ้าคือสิ่งใด?” หลานเฉินถามตรง ๆ

“ข้อแลกเปลี่ยนของข้าก็คือ ในระหว่างที่ท่านพี่สร้างสถานการณ์ปั่นป่วน ท่านต้องช่วยบีบให้คุณชายกู้ ต้องแยกตัวออกมารับหน้าที่ช่วยเหลือตัวข้าแทน สร้างโอกาสให้ข้าและเขาได้อยู่ร่วมกันตามลำพังสองต่อสอง แผนการเช่นนี้ นอกจากท่านพี่จะได้รับบทวีรบุรุษช่วยเหลือนางในดวงใจแล้ว ยังเป็นการดึงศัตรูหัวใจอย่างคุณชายกู้ ให้ออกห่างจากมู่ชิงเหยาอย่างสมบูรณ์อีกด้วย!”

หลานเฉินแม้จะรู้สึกขัดใจกับข้อต่อรองที่เอาแต่ได้ของน้องสาว ทว่าเมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแผนการนี้คือหนทางที่ดีที่สุด จึงจำต้องพยักหน้าตกลงอย่างช่วยไม่ได้

“ได้ ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการ”

หลานหลินยิ้มรับด้วยความพึงพอใจ ก่อนที่สองพี่น้องจะร่วมหารือแผนการกันต่ออยู่นาน เพื่อให้แผนการครั้งนี้ออกมาสมบูรณ์แบบและรอบคอบมากที่สุด

ในเมื่อพวกเขาลงเรือลำเดียวกันแล้ว ย่อมต้องร่วมมือกันอย่างสุดกำลังเพื่อช่วงชิงคนในดวงใจมาครอบครองให้จงได้…

 

ตกดึกในคืนเดียวกันนั้น ท่ามกลางความมืดมิดและความเงียบสงัด กองกำลังทหารและมือปราบของกรมยุติธรรมกว่าร้อยนายต่างเคลื่อนพลเข้าปิดล้อมจวนสกุลหม่าอย่างแน่นหนาแบบสายฟ้าแลบ โดยที่คนภายในจวนไม่มีผู้ใดระแคะระคายหรือล่วงรู้ชะตากรรมล่วงหน้าแม้แต่น้อย

เสียงประตูกระแทกเปิดออกพร้อมเสียงฝีเท้าจำนวนมากพลันปลุกทุกคนในจวนให้ตื่นขึ้นสู่ฝันร้าย ไม่ว่าจะเป็นสตรี เด็กเล็ก คนชรา หรือบ่าวไพร่รับใช้ ล้วนถูกคุมตัวอย่างเข้มงวด ก่อนจะถูกกวาดต้อนพาตัวไปคุมขังไว้ยังคุกหลวงเป็นการชั่วคราว เพื่อรอการไต่สวนและตัดสินโทษทัณฑ์ในภายหลัง

เมื่อภายในจวนไร้สิ้นผู้คน เหล่าทหารจึงเริ่มทำการรื้อค้นตรวจตราทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียดยิบ เพื่อค้นหาพยานเอกสารและหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของหม่าเทียนตามคำสั่งของทางการ

หลังจากการตรวจค้นผ่านพ้นไป หัวหน้านายทหารผู้ควบคุมการจับกุมก็สั่งการให้รวบรวมม้วนเอกสาร บัญชีลับ และจดหมายทั้งหมดที่ตรวจพบมาไว้ที่ตน ก่อนจะสาวเท้าก้าวตรงไปยังมุมมืดด้านหลังเรือนใหญ่ แล้วค้อมกายส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้แก่หม่าเฟิง ซึ่งยืนสังเกตการณ์เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่อย่างเงียบเชียบตั้งแต่ต้น

“ท่านหม่าเฟิง นี่คือเอกสารและหลักฐานสำคัญทั้งหมดที่พวกเราตรวจค้นพบขอรับ”

นายทหารรายงานด้วยท่าทีนอบน้อมยำเกรงอย่างถึงที่สุด ด้วยเขารู้แจ้งแก่ใจดีว่าหม่าเฟิงมีผู้ใดหนุนหลังอยู่ และกำลังทหารที่ถูกจัดสรรมาตรวจค้นในค่ำคืนนี้ ล้วนเป็นคนของจวนราชครูกู้ทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ว่าจะพบสิ่งใด ทุกคนต่างพร้อมที่จะปิดปากเงียบสนิทและปฏิบัติตามคำสั่งของหม่าเฟิงอย่างไร้ข้อกังขา

ด้านหม่าเฟิงที่ได้รับรายงานการบุกจับกุมมาจากคนข้างในกรมยุติธรรม เขาจึงต้องรุดหน้ามาคุมเชิงด้วยตนเอง เพื่อสะสางและกำจัดเบาะแสที่อาจสาวมาถึงจวนสกุลกู้ให้สิ้นซาก

ยามเมื่อกวาดสายตามองดูม้วนสมุดบัญชีและจดหมายลับเหล่านั้น เขาก็ไม่รอช้า สั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบในทันที

“เผาทำลายทิ้งให้หมด อย่าให้หลงเหลือแม้แต่ชิ้นน้อย แล้วจงกลับไปรายงานใต้เท้าหลิ่วว่าพวกเจ้าค้นหาจนทั่วแล้ว ทว่าไม่พบหลักฐานหรือเอกสารสำคัญใด ๆ ทั้งสิ้น”

“ขอรับ!”

หัวหน้านายทหารจุดไฟเผาเอกสารลับเหล่านั้นในทันที เปลวเพลิงสีแดงชาดลุกโชนสะท้อนอยู่ในแววตาเย็นชาของหม่าเฟิง เขาเฝ้ามองดูหลักฐานความชั่วช้าที่เคยพัวพันกับนายตนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านอย่างช้า ๆ

จวบจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้สืบสาวราวเรื่องได้อีก ชายชราจึงดึงผ้าคลุมศีรษะแล้วเร้นกายออกจากจวนสกุลหม่า มุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลกู้อย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ทหารกรมยุติธรรมแสดงละครตบตาตามหน้าที่ของตนต่อไป