บทที่ 27 การตัดสินใจ (1)
บทที่ 27 การตัดสินใจ (1)
บทที่ 27 การตัดสินใจ (1)
จวนสกุลอัน
ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในห้องพักอันเงียบสงัดของจวนสกุลอัน อันฉิงกำลังนั่งทอดสายตาอยู่หลังกระดานหมากรุกเพียงลำพัง ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันที่ส่องสว่างวูบไหว ปลายนิ้วเรียวงามคีบเม็ดหมากสีดำขึ้นพินิจมองการจัดวางตำแหน่งบนกระดานไม้ ก่อนจะบรรจงวางลงในจุดสำคัญอย่างใจเย็น
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวนำน้ำแกงบำรุงสมุนไพรร้อน ๆ มาให้เจ้าค่ะ”
มู่ลี่ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางวางถ้วยน้ำแกงควันกรุ่นลงบนโต๊ะข้างกายผู้เป็นนาย ก่อนจะค้อมกายรายงานความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับจวนสกุลหม่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ยามนี้คนทุกคนในจวนสกุลหม่าถูกทหารกรมยุติธรรมจับกุมตัวไปขังไว้ยังคุกหลวงจนหมดสิ้นแล้วเจ้าค่ะ จวนถูกปิดล้อมแน่นหนาไม่ให้ผู้ใดเข้าออก ทว่าตลอดการตรวจค้นนั้น หม่าเฟิงได้แฝงตัวเข้าไปคุมเชิงอยู่ด้วยตนเอง คนของเราที่ลอบสังเกตการณ์รายงานว่า เอกสาร บัญชีลับ และหลักฐานสำคัญทั้งหมดที่ตรวจพบ ได้ถูกหม่าเฟิงสั่งการให้จุดไฟเผาทำลายหมดสิ้นแล้วเจ้าค่ะ”
อันฉิงวางเม็ดหมากในมือลงบนกระดาน เสียงเนื้อหินกระทบแผ่นไม้ดังกังวานเบา ๆ ก่อนที่นางจะหยุดมือลงชั่วครู่ แล้วหันมารับถ้วยน้ำแกงขึ้นจิบจนหมดถ้วยอย่างไม่รีบร้อน พลางพยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่ารับรู้แล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากที่นางคาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อย สกุลกู้ที่ที่ส่วนเกี่ยวพันกับหม่าเทียนมากมายถึงปานนั้น ย่อมต้องส่งคนไปตัดตอนและทำลายหลักฐานอย่างรวดเร็วเป็นธรรมดา
“ทำตามแผนการเดิมที่วางไว้ต่อไป ในเมื่อพวกเขาคิดจะเผาทำลายหลักฐานเดิมจนหมด ก็ใช่ว่าเราจะสร้างหลักฐานชิ้นใหม่ขึ้นมาทดแทนไม่ได้นี่...”
นางเอ่ยพลางหยิบเม็ดหมากตัวถัดไปขึ้นมาวางลงบนกระดานอีกครา
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ คืนนี้ดึกมากแล้ว คุณหนูอย่าลืมพักผ่อนรักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ”
มู่ลี่ค้อมกายรับคำสั่ง ก่อนจะเก็บถ้วยน้ำแกงแล้วค่อย ๆ ล่าถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ เพื่อไม่ให้รบกวนผู้เป็นนาย
เมื่อบานประตูปิดสนิทลง อันฉิงจึงนั่งทอดสายตามองดูกระดานหมากรุก พลางครุ่นคิดทบทวนแผนการในใจอย่างละเอียดรอบคอบ
หมากตานี้ของนางมุ่งเป้าไปที่การกำจัดหม่าเทียนและกวนน้ำให้ขุ่น เพื่อล่อให้ศัตรูเริ่มเคลื่อนไหว แม้ครานี้นางจะสามารถลากหม่าเทียนและสกุลหม่าสายหลักให้ล่มจมลงสู่นรกได้ ทว่ากลับยังไม่อาจแตะต้องหม่าเฟิงได้โดยตรง
ด้วยหม่าเฟิงเป็นเพียงคนสกุลหม่าสายรอง ทั้งยังแสร้งทำทีเป็นตัดขาดความสัมพันธ์กับสายหลักมานานหลายปี เพื่อปูทางรับใช้จวนราชครูกู้อย่างขาวสะอาด การเตรียมการรับมืออันรอบคอบของเขา จึงทำให้อีกฝ่ายสามารถเอาตัวรอดจากคมดาบของทางการในค่ำคืนนี้ไปได้อย่างลอยนวล
ทว่าต่อให้อีกฝ่ายจะวางเกราะคุ้มกันไว้หนาแน่นเพียงใด นางก็ได้ตระเตรียมหลุมพรางลึกไว้รอต้อนรับเขาแล้วเช่นเดียวกัน...
อันฉิงกระตุกยิ้มเย็นชาที่มุมปากแวบหนึ่ง นางไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องร้อนรนใจเลยสักนิด หมากทุกตัวบนกระดานนี้ นางใช้เวลาทุ่มเทตระเตรียมและเคี่ยวกรำมานานหลายปี ยามนี้เพียงแค่ค่อย ๆ เดินหมากไปตามจังหวะเวลาอย่างใจเย็นก็เท่านั้น
วันต่อมา หลิ่วโม่ก็ได้รุดหน้าเดินทางมาถึงที่ว่าการกรมยุติธรรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง คดีความสังหารขุนนางและการแฉเบื้องหลังอันโสมมของหม่าเทียน ส่งผลให้เขากดดันจนนอนกระสับกระส่ายแทบไม่หลับลงตลอดทั้งคืน
ยามเมื่อได้รับรายงานว่ากำลังทหารได้เข้าปิดล้อมจวนสกุลหม่าและจับกุมตัวคนทั้งหมดไปขังไว้ยังคุกหลวงเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่รอช้า มีคำสั่งเรียกตัวหัวหน้านายทหารผู้รับผิดชอบภารกิจนี้เข้าพบในห้องทำงานทันที
ทันทีที่อีกฝ่ายก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา หลิ่วโม่ก็เอ่ยปากถามด้วยความร้อนรน
“เป็นอย่างไรบ้าง ตรวจค้นพบสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่?”
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยได้นำกำลังตรวจค้นทุกซอกทุกมุมภายในจวนสกุลหม่าอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ทว่ากลับไม่พบเอกสารหรือหลักฐานลับอันใดเลยขอรับ มีเพียงสมุดบันทึกการยักยอกเบี้ยหวัดและเงินหลวงในการปฏิบัติภารกิจของทางการเท่านั้นขอรับ”
หัวหน้านายทหารรายงานด้วยสีหน้าและท่าทีเรียบเฉยไร้พิรุธอันใด เมื่อเห็นว่าหลิ่วโม่ไม่ได้ซักไซ้สิ่งใดต่อ เขาจึงค้อมกายขอตัวแยกย้ายออกไปปฏิบัติหน้าที่ของตน
ครั้นเมื่อหัวหน้านายทหารก้าวพ้นห้องไปแล้ว หลิ่วโม่จึงส่งสัญญาณเรียกองครักษ์คนสนิทสายตรงของตนที่แฝงตัวเข้าไปตรวจค้นอีกชุดหนึ่งให้ออกมารายงาน
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยได้ตรวจพบเบาะแสสำคัญ ซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่ในช่องลับใต้พื้นห้องทำงานของหม่าเทียนขอรับ”
คำรายงานขององครักษ์ทำเอาหลิ่วโม่ถึงกับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงนสงสัยในทันใด ว่าเหตุใดคนที่เขาส่งไปตรวจค้นทั้งสองกลุ่ม จึงได้รายงานข้อมูลที่ขัดแย้งและสวนทางกันถึงเพียงนี้
“หัวหน้านายทหารที่รับผิดชอบตรวจค้นเมื่อคืนตรวจไม่พบช่องลับนี้อย่างนั้นหรือ?”
“คาดว่าคงเป็นเช่นนั้นขอรับ ด้วยช่องลับดังกล่าวถูกพรางตาไว้อย่างแนบเนียน และไร้ซึ่งร่องรอยการเปิดออกมาก่อนหน้า ข้าน้อยเข้าไปตรวจค้นซ้ำหลังจากที่พวกเขาล่าถอยออกไปแล้ว จึงบังเอิญตรวจพบเข้าขอรับ”
องครักษ์รายงานตามความเป็นจริง พลางล้วงหยิบสมุดบัญชีปกหนังสีเข้มเล่มหนึ่งออกมายื่นส่งมอบให้แก่ผู้เป็นนาย
“นี่คือสมุดบัญชีลับที่ข้าน้อยตรวจพบในช่องลับขอรับ”
หลิ่วโม่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขาเอื้อมมือไปรับสมุดบัญชีเล่มนั้นมาเปิดออกดูอย่างรวดเร็ว ทว่าเพียงแค่ไล่สายตากวาดมองตัวอักษรและตารางบันทึกด้านใน คิ้วของเขาก็พลันขมวดเกร็งเข้าหากันแน่นในทันที
สมุดเล่มนี้คือบัญชีบันทึกรายรับและรายจ่ายของกิจการลับแห่งหนึ่ง แม้ไม่ได้ระบุชื่อสถานที่ไว้อย่างโจ่งแจ้ง ทว่ารายละเอียดข้างในกลับระบุรายชื่อลูกค้าผู้มาใช้บริการในแต่ละวัน จำนวนเงินที่เรียกเก็บ ตลอดจนจำนวนคนที่ถูกจัดหมวดหมู่บันทึกไว้ในฐานะสินค้าและทาสหญิงอย่างละเอียดยิบ
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สอดคล้องตรงกับคำให้การของเว่ยเหยียน เรื่องการลักลอบเปิดซ่องนางโลมและค้ามนุษย์ในตลาดมืดอย่างไร้ข้อกังขา!
ทว่ายามเมื่อสายตาของหลิ่วโม่ไล่อ่านบันทึกลึกลงไปเรื่อย ๆ เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
ในหน้ารายรับได้ปรากฏชื่อของบุคคลที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดียิ่ง มีการจดบันทึกการรับเงินจำนวนมหาศาลจากหม่าเฟิงอยู่หลายต่อหลายครั้ง ทว่าไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในฐานะลูกค้าผู้มาเสพสุข หากแต่ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนในฐานะผู้ส่งมอบสินค้า
เพียงแค่เห็นชื่อหม่าเฟิง ภาพและปูมหลังของคนผู้นี้ก็ผุดขึ้นมาในสมองของหลิ่วโม่ทันที
ด้วยมารดาของหม่าเฟิงเป็นถึงแม่นมคนสนิทที่รับใช้องค์หญิงเจาหนิงในจวนสกุลกู้มาเนิ่นนาน ทำให้ตัวเขาที่ทำงานในเมืองหลวงพอจะคุ้นเคยกับคนในสกุลกู้อยู่บ้าง และยามนี้หม่าเฟิงก็มีฐานะเป็นถึงหัวหน้าพ่อบ้านผู้กุมอำนาจดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดภายในจวนสกุลกู้อีกด้วย
การที่หัวหน้าพ่อบ้านจวนราชครูกู้เข้ามามีส่วนพัวพันกับการค้ามนุษย์และซ่องคณิกาเถื่อนเช่นนี้ ทำให้หลิ่วโม่บังเกิดลางสังหรณ์อันเย็นเยียบขึ้นมาในอกทันที
บางที...ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจมีส่วนเกี่ยวพันกับจวนสกุลกู้ก็เป็นได้!
ครั้นหลิ่วโม่คิดได้ดังนั้น หัวใจของเขาก็พลันหนักอึ้งดุจมีหินผาพันชั่งมากดทับก็ไม่ปาน
หลิ่วโม่รีบปิดสมุดลงทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมององครักษ์คนสนิทด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและดุดันถึงขีดสุด
“เจ้าได้เปิดอ่านสมุดบัญชีเล่มนี้แล้วหรือยัง?”