บทที่ 27 การตัดสินใจ (2)
บทที่ 27 การตัดสินใจ (2)
บทที่ 27 การตัดสินใจ (2)
“เรียนใต้เท้า ทันทีที่ตรวจพบ ข้าน้อยก็รีบเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ไม่ได้เปิดอ่านเนื้อหาข้างในเลยแม้แต่หน้าเดียวขอรับ!”
“ดีมาก จงเหยียบเรื่องสมุดบัญชีเล่มนี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด! ห้ามไม่ให้แพร่งพรายหรือให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด แม้แต่คนในกรมยุติธรรมก็ห้ามรู้เป็นอันขาด!” หลิ่วโม่สั่งการกำชับเสียงเข้ม ด้วยเขารู้ดีว่าหากเรื่องนี้หลุดรอดออกไปก่อนที่จะพิสูจน์ความจริงได้ เกรงว่าชีวิตของเขาก็คงไม่อาจรักษาไว้ได้เช่นกัน
“ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งขอรับ!”
องครักษ์ประสานมือรับคำอย่างหนักแน่น ก่อนจะค้อมกายแล้วเร้นกายออกจากห้องไป
เมื่ออยู่ตามลำพัง หลิ่วโม่จึงหยิบสมุดบัญชีเล่มนั้นขึ้นมาเก็บซ่อนไว้ในช่องลับใต้โต๊ะทำงานของตนด้วยความระมัดระวังสูงสุด ดวงตาทอดมองความว่างเปล่าด้วยความหวาดหวั่นใจ
หลังจากที่หลิ่วโม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจตรากตรำสะสางคดีความอยู่ที่กรมยุติธรรมติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดเขาก็สามารถปลีกเวลาอันน้อยนิดเดินทางมายังจวนสกุลกู้ เพื่อเยี่ยมเยือนแม่นมหลิ่วผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้า
โดยนับตั้งแต่ที่เขาได้รับการเลื่อนขั้นตำแหน่งและย้ายกลับมาประจำการยังเมืองหลวง เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนมารดาเลยสักครา ครานี้จึงตั้งใจเดินทางมาหาโดยเฉพาะ
ทันทีที่หลิ่วโม่ก้าวพ้นประตูใหญ่เข้ามา เขาก็ได้รับการต้อนรับจากบ่าวไพร่ในจวนเป็นอย่างดีก่อนจะถูกเชิญให้เข้าไปนั่งพักรอในศาลากลางสวนหลังเรือนอันร่มรื่น
ระหว่างที่นั่งรอมารดาอยู่นั้น หลิ่วโม่ก็ทอดสายตากวาดมองทัศนียภาพอันวิจิตรงดงามและความโอ่อ่ากว้างขวางของจวนราชครูกู้แห่งนี้ เพื่อรอคอยเวลา เพียงไม่นานนัก ร่างท้วมที่แสนคุ้นตาก็เยื้องกรายเข้ามาในศาลา
“ลูกแม่...”
แม่นมหลิ่วปรี่เข้ามากอดบุตรชายไว้แน่นด้วยความคิดถึง หลังจากที่ต้องพลัดพรากจากกันไปนานหลายปี หลิ่วโม่เองก็สวมกอดมารดาตอบด้วยความรักและคิดถึงไม่ต่างกัน แม้กาลเวลาจะผันผ่านและเขาต้องจากไปไกลถึงต่างเมือง ทว่ากลิ่นอายความอบอุ่นและประกายความอ่อนโยนของมารดาก็ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำไม่เคยเปลี่ยน
“เจ้าดูซูบผอมลงไปมากนัก อยู่ต่างเมืองเจ้าคงต้องตรากตรำทำงานหนักและลำบากมากใช่หรือไม่?” แม่นมหลิ่วลูบแขนบุตรชายพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หาไม่ได้ขอรับท่านแม่ ข้าสบายดีทุกประการ ครานี้ข้าได้ย้ายกลับมาประจำการที่เมืองหลวงอย่างถาวรแล้ว ต่อไปภายหน้าคงมีโอกาสได้แวะเวียนมาปรนนิบัติท่านแม่บ่อยขึ้นขอรับ”
หลิ่วโม่เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มพลางรินน้ำชาร้อนยื่นส่งให้มารดา ก่อนจะรินให้แก่ตนเอง
สองแม่ลูกนั่งสนทนาสารทุกข์สุกดิบกันอยู่ครู่ใหญ่ตามประสาคนที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน ในสายตาและความรู้สึกของหลิ่วโม่ มารดาของเขาคือสตรีที่ทั้งอ่อนโยน เมตตา และมีจิตใจโอบอ้อมอารีเสมอมา
เมื่อสบโอกาสอันเหมาะสม หลิ่วโม่จึงไม่รอช้า เอ่ยปากหยั่งเชิงซักถามถึงบุคคลสำคัญที่ตนกำลังสงสัย
“ท่านแม่ขอรับ ท่านพอจะรู้จักมักคุ้นกับหัวหน้าพ่อบ้านหม่าเฟิงหรือไม่ขอรับ?”
“มีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือลูก” แม่นมหลิ่วเอ่ยถามพลางยกจอกชาขึ้นจิบอย่างแช่มช้า
เมื่อเห็นท่าทีปกติไร้ซึ่งพิรุธอันใดของมารดา หลิ่วโม่จึงตัดสินใจเปิดเผยความลับในคดีความออกไปอย่างไม่คิดปิดบัง
“ตั้งแต่ที่ข้ามารับตำแหน่งรองเสนาบดีกรมยุติธรรม ข้าได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสืบสวนคดีฆาตกรรมขุนนางหม่าเทียนขอรับ ทว่าหลังจากการขุดคุ้ย ข้ากลับตรวจพบหลักฐานเบื้องหลังเกี่ยวกับซ่องนางโลมเถื่อนและการค้ามนุษย์ในตลาดมืดที่หม่าเทียนลอบทำในอดีต และที่สำคัญ ในสมุดบัญชีลับนั้นกลับปรากฏชื่อของหม่าเฟิงเข้าไปพัวพันในฐานะผู้ส่งมอบสินค้าด้วยขอรับ”
“ข้าจึงอยากมาสอบถามข้อมูลของคนผู้นี้จากท่านแม่ก่อน ด้วยเกรงว่าหากหม่าเฟิงแอบลักลอบกระทำการชั่วช้านี้เพียงลำพัง อาจจะนำพาความเดือดร้อนวุ่นวายมาสู่จวนสกุลกู้ได้ขอรับ”
มือของแม่นมหลิ่วที่กำลังถือจอกชาพลันชะงักค้างไปชั่วขณะ ทว่านางก็ยกชาขึ้นจิบลบล้างพิรุธได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะวางจอกชาลงแล้วเอ่ยเตือนบุตรชายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความหนักแน่น
“หลิ่วโม่ เรื่องนี้เจ้าจงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียเถิด หากเจ้ายังดึงดันขุดคุ้ยต่อไป มีแต่จะกลายเป็นการล่วงเกินและกระทบกระทั่งกับขั้วอำนาจของสกุลกู้เสียเปล่า”
“เจ้าจงตรองดูให้ถี่ถ้วนเถิดว่ามันคุ้มค่าแล้วหรือ ที่เจ้าจะเอาอนาคตและชีวิตของตนเองไปเสี่ยง...”
หลิ่วโม่ได้ฟังคำเตือนอันลึกซึ้งของมารดาแล้วก็นิ่งงันไป เขารู้ดีว่ามารดาเอ่ยเตือนด้วยความรักและเป็นห่วง เพราะไม่อยากให้เขาต้องไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตเข้า ซึ่งตัวเขาเองก็เห็นพ้องต้องกันว่าตนยังไร้กำลังที่จะไปงัดข้อกับจวนราชครูจริง ๆ หากเลี่ยงได้ เขาก็ยินดีเลี่ยง
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและปิดตาข้างหนึ่งในเรื่องนี้ขอรับ”
หลิ่วโม่สบตามารดาพลางยกชาขึ้นดื่มจนหมดจอก โดยไม่ได้คิดจะเอ่ยปากซักไซ้สิ่งใดเกี่ยวกับหม่าเฟิงอีก
สองแม่ลูกสนทนาเรื่องสัพเพเหระกันต่ออีกเพียงครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลา หลิ่วโม่จึงลุกขึ้นค้อมกายขอตัวกลับไปสะสางงานที่คั่งค้างที่กรมยุติธรรม แม่นมหลิ่วจึงเดินเคียงข้างออกมาส่งบุตรชายถึงทางเดินส่วนหน้าของจวน
ทันทีที่แผ่นหลังของหลิ่วโม่ลับสายตาไป รอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนและอบอุ่นบนใบหน้าของแม่นมหลิ่วก็พลันเลือนหายไปจนสิ้น สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในทันควัน แววตาที่เคยเปี่ยมเมตตากลับฉายประกายไอสังหารอันน่าขนลุก
นางไม่คาดคิดเลยว่า หม่าเฟิงจะทำงานสะเพร่าถึงเพียงนี้ จนปล่อยให้มีสมุดบัญชีลับหลุดรอดไปถึงมือทางการได้...
ขณะเดียวกัน ทางด้านของหลิ่วโม่ที่กำลังสาวเท้าก้าวเดินออกจากประตูจวนสกุลกู้ พลันบังเอิญพบปะเข้ากับกู้จิ่นหยางที่กำลังเดินสวนทางเข้ามาพอดี
คนทั้งสองจึงหยุดฝีเท้าเอ่ยปากทักทายและสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง ตลอดการพูดคุยนั้น กู้จิ่นหยางยังคงปฏิบัติตนอย่างสุภาพชน ให้เกียรติและมีมารยาทต่อหลิ่วโม่อย่างดียิ่ง ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งถือตนว่าเป็นบุตรชายขององค์หญิงเจาหนิงเลยแม้แต่น้อย ทว่าด้วยต่างฝ่ายต่างมีภาระหน้าที่คั่งค้าง จึงสนทนากันเพียงชั่วครู่ก่อนจะค้อมกายแยกย้ายกันไป
เมื่อกู้จิ่นหยางก้าวเท้ากลับมาถึงเรือนพักส่วนตัวของตน ชายหนุ่มก็ได้นั่งทอดกายพักผ่อนอยู่ภายในห้องโถงเรือนตามปกติ
ในระหว่างที่กำลังรอคอยให้บ่าวรับใช้คนสนิทจัดเตรียมสำรับชาเข้ามาปรนนิบัติ นัยน์ตาคมกริบกลับเหม่อมองออกไปนอกบานหน้าต่างไม้ ทอดสายตาจ้องมองแมกไม้ที่ไหวเอนตามแรงลมอยู่นานเนิ่นอย่างไม่รู้ตัว
นับตั้งแต่เดินทางกลับมาจากงานเลี้ยงล่องเรือของจวนกั๋วกงคราวนั้น ในห้วงความคิดของเขาก็ไม่อาจสลัดภาพใบหน้าและแววตาของคุณหนูอันฉิงออกไปได้เลย
ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะได้พานพบทำความรู้จักกันเป็นคราแรก ทว่าเหตุใดเขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับนางอย่างน่าประหลาดใจถึงเพียงนี้กัน
ทว่าไม่ว่าเขาจะเพียรพยายามเค้นทบทวนความทรงจำสักเท่าใด เขาก็ไม่อาจนึกออกได้เลยว่าเคยพบเจอนางที่แห่งหนใดมาก่อนหรือไม่
“คุณชายขอรับ ชาร้อนและขนมเตรียมมาแล้วขอรับ”
เสียงเรียกอันคุ้นเคยของบ่าวรับใช้คนสนิทที่ก้าวเข้ามายกสำรับวางลงบนโต๊ะ ดึงสติของกู้จิ่นหยางให้หลุดออกจากภวังค์ความคิดในทันควัน ชายหนุ่มส่ายศีรษะเบา ๆ พลางปลอบใจตนเองว่าคงเป็นเพราะช่วงนี้เขามีเรื่องให้คิดมากจนฟุ้งซ่านไปเองเสียมากกว่า
“เตรียมสัมภาระเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่?”
กู้จิ่นหยางเอื้อมมือไปรับจอกชาร้อนขึ้นจิบอย่างละเมียดละไมลิ้มรสชาพลางเอ่ยถามบ่าวรับใช้
“คุณชายโปรดวางใจขอรับ ข้าน้อยได้จัดเตรียมสัมภาระ อาภรณ์สำหรับขี่ม้า และคันธนูสำหรับเดินทางไปร่วมงานล่าสัตว์ไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ รับรองว่าจะไม่มีสิ่งใดตกหล่นแม้แต่ชิ้นเดียว” บ่าวรับใช้รายงานด้วยความมั่นอกมั่นใจ
“ดีมาก...”
กู้จิ่นหยางเอ่ยปากชมเบา ๆ ก่อนจะยกจอกชาขึ้นจิบอีกครา