LNCrawler

บทที่ 28 ทางเลือกที่หยิบยื่นให้ (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 28 ทางเลือกที่หยิบยื่นให้ (1)

บทที่ 28 ทางเลือกที่หยิบยื่นให้ (1)

จวนสกุลอัน

ทางด้านอันฉิงที่ยังคงนั่งสะสางงานอยู่ภายในห้องหนังสือของจวนจนดึกดื่นค่อนคืน แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างวูบไหวจับใบหน้างดงามที่เรียบเฉย ปลายนิ้วเรียวพลิกเปิดหน้าสมุดบัญชีกิจการโรงเตี๊ยมและเส้นทางขนส่งสินค้าเพื่อตรวจสอบความถูกต้องทีละหน้าอย่างใจเย็น

ในระหว่างนั้น มู่ลี่สาวใช้คนสนิทก็ค่อย ๆ ย่างกรายเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะค้อมกายรายงานเรื่องสำคัญที่สายข่าวเพิ่งส่งมาถึง

“เรียนคุณหนู คนของเรารายงานมาว่า ในวันนี้ใต้เท้าหลิ่วได้เดินทางไปยังจวนสกุลกู้เพื่อเข้าพบกับแม่นมหลิ่วตามลำพัง ทว่าหลังจากที่กลับมา เขากลับสั่งปิดปากเรื่องซ่องนางโลมและสมุดบัญชีค้ามนุษย์ ไม่มีการเอ่ยถึงความผิดเหล่านั้นอีกเลยเจ้าค่ะ”

มู่ลี่เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะรายงานต่อด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองใจ

“นอกจากนี้ ใต้เท้าหลิ่วยังได้มีคำสั่งเร่งให้ตัดสินคดีความ สั่งเนรเทศคนในสกุลหม่าทั้งหมดไปเป็นทาสชายแดนตามความผิดฐานยักยอกเงินหลวงและฉ้อโกง ส่วนเว่ยเหยียนถูกตัดสินโทษประหารชีวิต โทษฐานสังหารขุนนางราชสำนักเจ้าค่ะ”

อันฉิงที่ได้ฟังคำรายงานนั้นก็ค่อย ๆ วางพู่กันในมือลงบนแท่นวางอย่างแผ่วเบา นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือแปลกใจเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่งามทอดมองความมืดมิดนอกบานหน้าต่างพลางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันมาเอ่ยสั่งการสาวใช้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จงส่งหลักฐานชิ้นใหม่ที่เราเตรียมไว้ ไปส่งมอบให้ถึงมือใต้เท้าหลิ่วเสียหน่อยเถิด บางทีสิ่งนี้อาจจะช่วยทำให้ดวงตาของเขามองเห็นอะไรได้กระจ่างแจ้งและชัดเจนยิ่งขึ้น”

“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”

มู่ลี่ค้อมกายรับคำสั่งอย่างนอบน้อม นางรู้ซึ้งแก่ใจดีว่าผู้เป็นนายหมายถึงสิ่งใด จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องเอ่ยถามให้มากความ สาวใช้คนสนิทจึงค่อย ๆ ล่าถอยออกไปจากห้องเพื่อทำตามคำสั่งในทันควัน

เมื่อภายในห้องหนังสือกลับคืนสู่ความเงียบสงัดตามลำพัง อันฉิงก็เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะเบา ๆ นัยน์ตาทอดมองความว่างเปล่า พลางครุ่นคิดทบทวนหมากตานี้อย่างละเอียด

หลังจากนี้ก็เหลือเพียงแค่รอดทางเลือกของหลิ่วโม่แล้วว่า ขุนนางหนุ่มผู้นี้จะตัดสินใจก้าวเดินไปในทิศทางใด เพื่อที่นางจะได้เดินหมากตัวต่อไปบนกระดานนี้ได้อย่างแม่นยำ

หากเขาเลือกที่จะทรยศต่อคุณธรรมในใจ ยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อช่วยปกปิดความผิดอันเน่าเฟะที่มารดาและคนสกุลกู้เคยก่อกรรมทำเข็ญไว้ในอดีตแล้วละก็...เช่นนั้นนางก็จะถือว่าตัวเขาคือผู้สมรู้ร่วมคิดในขบวนการโฉดชั่วนี้ด้วยเช่นกัน

และเมื่อถึงเวลานั้น นางก็จะไม่ลังเลที่จะลากตัวเขาพร้อมแม่นมหลิ่ว และจวนสกุลกู้ทั้งหมดมาชดใช้หนี้แค้นอย่างสาสม!

ทว่าหากในก้นบึ้งหัวใจของหลิ่วโม่ยังคงหลงเหลือความเที่ยงธรรมและมโนธรรมอยู่บ้าง โดยเลือกที่จะผดุงความถูกต้องและไม่คิดจะช่วยปกปิดกลบฝังความผิดเหล่านั้น นางก็พร้อมจะมีเมตตา ปล่อยวางชีวิตของเขาและคนในครอบครัวที่ไม่เกี่ยวข้องให้รอดพ้นไปแต่โดยดี

เพราะเดิมที นางก็ไม่เคยคิดจะดึงคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เห็นเข้ามาพัวพันในกองเพลิงแห่งความแค้นนี้แต่แรกแล้ว ยกเว้นก็แต่ว่าไม่มีทางเลือกจริง ๆ

อันฉิงหยุดเคาะปลายนิ้วลง ก่อนจะเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบนิ่งและใจเย็น

โอกาสแห่งชีวิตที่นางเพิ่งหยิบยื่นให้นั้น นับว่าเป็นความปรานีและเมตตาที่สุดเท่าที่นางจะมอบให้ได้แล้ว ทว่าอีกฝ่ายจะยอมรับความเมตตานี้ไว้ หรือเลือกที่จะกระโจนลงสู่ขุมนรกด้วยตนเอง ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหลิ่วโม่แต่เพียงผู้เดียว...

 

คุกหลวง

ขณะเดียวกัน ทางด้านคนสกุลหม่าที่ถูกทหารกรมยุติธรรมจับกุมตัวมาคุมขังไว้ยังคุกหลวง พวกเขาทั้งหมดถูกแยกกักขังชายหญิงคนละฟากฝั่งตามกฎระเบียบ

ยามดึกสงัดที่บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความมืดมิดเย็นเยียบ และกลิ่นอับชื้นของคุกใต้ดิน ขณะที่นักโทษคนอื่น ๆ กำลังนอนหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า พลันปรากฏเงาร่างของชายลึกลับผู้หนึ่งก้าวเท้าแฝงกายเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าลูกกรงขังของฮูหยินหม่าอย่างไร้สุ้มเสียง

ชายผู้นี้แต่งกายด้วยชุดรัดกุมสีดำสนิทตลอดทั้งร่าง ผ้าผืนหนาปิดบังใบหน้ามิดชิดจนเห็นเพียงนัยน์ตาคมกริบ เขายืนนิ่งท่ามกลางความเงียบงันก่อนจะเปล่งเสียงเรียกแผ่วเบา

“ฮูหยินหม่า...”

เสียงเรียกอันเย็นเยียบปลุกให้ฮูหยินหม่าที่นอนขดตัวอยู่บนกองฟางสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ สภาพของนางในยามนี้ช่างดูน่าเวทนาและแตกต่างจากคราเป็นฮูหยินผู้สูงศักดิ์ในจวนอย่างสิ้นเชิง ร่างผ่ายผอมในชุดนักโทษผ้าดิบมอซอค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซมายังหน้ากรงขัง ผมเผ้าหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง นัยน์ตาคู่นั้นจับจ้องมองผู้มาเยือนปริศนาด้วยความหวาดระแวงระคนตื่นกลัว

“จะ เจ้าเป็นใครกัน?”

นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน ยามเมื่อสังเกตเห็นชัดเจนว่าชายตรงหน้าไม่ได้สวมเครื่องแบบของทหารผู้คุม อีกทั้งเหล่าทหารเวรยามที่ประจำการอยู่หัวมุมทางเดิน ต่างก็พากันฟุบหลับใหลไม่ได้สติราวกับถูกวางยาสลบ

“ฮูหยินหม่า ข้ามีเรื่องสำคัญจะเจรจากับท่าน”

หญิงวัยกลางคนจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง หัวใจเต้นระทึกรัวด้วยความกังวล นางไม่เคยพบเห็นหรือรู้จักคนผู้นี้มาก่อน และในยามที่คนทั้งสกุลหม่าตกเป็นนักโทษรอรับทัณฑ์ การที่มีบุคคลลึกลับลอบเข้ามาพบนางในตอนนี้ ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีอย่างแน่นอน นางจึงรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่เค้นถามจุดประสงค์ออกไปตามตรง

“เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่?”

“ฮูหยิน ท่านจงตั้งใจฟังข้าให้ดี”

ชายชุดดำไม่ได้ตอบคำถามของนางแต่โดยดี ทว่ากลับเอ่ยบอกเล่าชะตากรรมอันน่าสะพรึงกลัวที่สกุลหม่าจะต้องเผชิญต่อจากนี้แทน

“ยามนี้ใต้เท้าหลิ่วได้สืบสวนจนล่วงรู้เรื่องหอจันทราเสี้ยวแล้ว และเพื่อปกป้องความลับของขั้วอำนาจเบื้องหลังไม่ให้สาวมาถึงตัวการใหญ่ เขาจึงได้รับคำสั่งลับให้ตัดสินประหารชีวิตเก้าชั่วโคตรคนสกุลหม่าทั้งหมด เพื่อปิดปากในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้”

ถ้อยคำเหล่านี้ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของฮูหยินหม่าทันที ร่างของนางสั่นสะท้านจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่

หากเอ่ยถึงหอจันทราเสี้ยว แน่นอนว่านางย่อมต้องรู้เห็นและระแคะระคายอยู่บ้าง ด้วยสามีของนางเป็นผู้รับหน้าที่ดูแลผลประโยชน์และควบคุมหอคณิกาลับแห่งนั้น แม้นางจะไม่เคยล่วงรู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด ทว่าก็รู้ดีแก่ใจว่ามันเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจล้นฟ้าท่านหนึ่งในเมืองหลวง สามีของนางจึงต้องยอมปิดปากเงียบและเก็บงำทุกอย่างไว้เป็นความลับมาโดยตลอด

ทว่านางไม่เคยคาดคิดเลยว่า ท้ายที่สุดแล้ว คนใหญ่คนโตผู้นั้นจะเลือกใช้วิธีเหี้ยมโหด สั่งประหารล้างโคตรตระกูลหม่าเพื่อกลบฝังความลับเช่นนี้!

นั่นย่อมหมายความว่า ผู้บงการเบื้องหลังมีอำนาจและอิทธิพลมหาศาลเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้ และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เลือดเนื้อเชื้อไขและทุกคนในสกุลหม่าก็คงต้องดับสูญจนหมดสิ้น

“เจ้า...เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?”

นางเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว เรื่องหอจันทราเสี้ยวคือความลับคอขาดบาดตาย คนที่รู้เรื่องนี้ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน และการที่อีกฝ่ายยอมเสี่ยงตายบุกเข้ามาเจรจากับนาง ย่อมต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง

“ข้าจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ท่านต้องใส่ใจหรอก”

ชายชุดดำเอ่ยตัดบทอย่างเยือกเย็น นัยน์ตาใต้ผ้าคลุมทอดมองนางอย่างกดดัน ก่อนจะยื่นข้อเสนอชี้เป็นชี้ตายให้แก่นางโดยตรง

“สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้ คือท่านปรารถนาจะช่วยชีวิตคนในสกุลหม่าให้รอดพ้นจากโทษประหารเก้าชั่วโคตรหรือไม่ต่างหาก”

ฮูหยินหม่านิ่งเงียบงันไปเนิ่นนาน ในใจของนางยังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและเคลือบแคลงสงสัยต่อชายชุดดำตรงหน้าอย่างยิ่ง ด้วยไม่ล่วงรู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากฝ่ายใด และมีจุดประสงค์แอบแฝงอันใดกันแน่...

ทว่าก็เฉกเช่นที่ชายผู้นี้กล่าวไว้ สิ่งที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดในยามนี้ คือความอยู่รอดปลอดภัยของสายเลือดสกุลหม่าทั้งหมด นับตั้งแต่หม่าเทียนผู้เป็นสามีสิ้นชีพไป นางก็จำต้องก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักและที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวของทุกคน ทางรอดของนางมีอยู่อย่างจำกัดยิ่งนัก

และการที่มีคนหยิบยื่นฟางเส้นสุดท้ายมาให้เช่นนี้ นางก็จำต้องคว้ามันเอาไว้ก่อน!

ฮูหยินหม่ากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก แล้วเอ่ยปากตอบรับอย่างจนใจ

“เช่นนั้นข้าต้องทำสิ่งใด จึงจะช่วยรักษาชีวิตของทุกคนเอาไว้ได้...”