LNCrawler

บทที่ 3 จุดเริ่มต้น (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 3 จุดเริ่มต้น (1)

บทที่ 3 จุดเริ่มต้น (1)

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดแถวอันยาวเหยียดก็เคลื่อนมาถึงคราวที่เด็กทั้งสองคนจะได้รับอาหาร อันฉิงยื่นสองมือเล็กออกไปรับชามอาหารจากมือนางกำนัล

ในระหว่างนั้น สายตาซุกซนทว่าแฝงไว้ด้วยความหวังของเด็กน้อยก็ลอบมองไปยังสตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นเจ้าของทานในครั้งนี้ นางเห็นสตรีเลอโฉมผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์ไหมปักดิ้นทองประณีตงดงาม ท่วงท่ากิริยาสูงส่ง ทว่าใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนและมีเมตตา

เมื่อเห็นดังนั้น ความไร้เดียงสาทำให้เด็กน้อยเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา นางจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยขอร้องออกไปเสียงเบา

“ข้าขออาหารเพิ่มอีกสักชุดหนึ่งได้หรือไม่เจ้าคะ? ท่านแม่ของข้ากำลังป่วยหนักอยู่ ข้าอยากได้อาหารไปให้ท่านแม่ได้กินอิ่มท้องเจ้าค่ะ...”

อันรุ่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด ทว่านางก็ห้ามน้องสาวเอาไว้ไม่ทันเสียแล้ว ด้วยเกรงว่าการเสียมารยาทของเด็กไม่รู้ความจะทำให้ผู้สูงศักดิ์ไม่พอใจเอาได้ นางจึงรีบก้มหัวขอโทษในทันที

“ข้าขอโทษแทนน้องสาวด้วยเจ้าค่ะ! น้องข้ายังเด็กไม่รู้ความ ขอท่านผู้ใจดีโปรดเมตตาอย่าได้ถือสาหาความนางเลยนะเจ้าคะ”

ทว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นกลับจ้องมองเด็กน้อยทั้งสองด้วยสายตาที่ทอดมองมาด้วยความอบอุ่นและเมตตา นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้ข้ารับใช้และองครักษ์ที่กำลังจะปรี่เข้ามาลากตัวเด็กทั้งสองออกไป เหล่าบริวารจึงถอยฉากออกไปยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังอย่างนอบน้อม

“เด็กน้อย เจ้าช่างเป็นเด็กที่มีความกตัญญูและกล้าหาญยิ่งนัก บอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้ามีนามว่าอย่างไร?”

องค์หญิงเจาหนิงย่อกายลงสบตากับเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความเอ็นดู ไร้ซึ่งท่าทีรังเกียจอีกฝ่ายแต่อย่างใด ตรงกันข้ามนางกลับใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนและส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น

“ข้าชื่อว่าอันฉิงเจ้าค่ะ ท่านผู้ใจดี ท่านช่วยไปรักษาท่านแม่ของข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”

อันฉิงตอบกลับอย่างไร้เดียงสา นางไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างของฐานะมากเท่าใดนัก คิดเพียงแต่ว่าสตรีงดงามตรงหน้าดูใจดีและมีเมตตา บางทีอาจยอมรับฟังคำขอของนางก็เป็นได้

เจาหนิงคลี่ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะตอบกลับเด็กน้อยเบื้องหน้าอย่างนุ่มนวล

“ได้สิ เช่นนั้นเจ้าช่วยนำทางข้าไปพบมารดาของเจ้าที”

เมื่อได้ยินองค์หญิงเอ่ยเช่นนั้น เหล่าข้ารับใช้และทหารองครักษ์ต่างพากันร้องห้ามขึ้นพร้อมกันทันที

“องค์หญิง! ทำเช่นนั้นไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! ค่ายอพยพแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายที่ยังมิได้รับการตรวจคัดกรองโรค หากสตรีผู้นั้นล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรงหรือโรคติดต่อ เกรงว่าพระองค์จะทรงได้รับอันตรายได้พ่ะย่ะค่ะ!”

ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงที่เดิมทีรับรู้เพียงว่าสตรีตรงหน้าคือคนสูงศักดิ์ผู้ใจบุญ ทว่ายามนี้เมื่อได้ยินคำเรียกขานว่า ‘องค์หญิง’ เด็กน้อยทั้งสองจึงตระหนักได้ถึงฐานะอันยิ่งใหญ่ของอีกฝ่าย ฉับพลันในใจพลันเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจนตัวสั่น ทั้งสองพากุมมือกันแน่นไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น

ทางด้านเจาหนิงเมื่อมองเห็นสีหน้าหวาดหวั่นของเด็กทั้งสองก็พอจะคาดเดาความหวาดกลัวในใจของอีกฝ่ายได้ทันที นางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อคลายความกังวล

“เด็กน้อย พวกเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ในเมื่อราษฎรของข้ากำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ตรงหน้า ข้าผู้เป็นองค์หญิงจะทำเป็นเมินเฉยไม่รับรู้ได้อย่างไรกัน พวกเจ้านำทางข้าไปเถิด”

คำกล่าวอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและไร้ซึ่งการถือตัวของนางพลันสร้างความประทับใจให้กับเหล่าชาวบ้านที่มารอรับของจำนวนมาก พวกเขาต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญและเปล่งเสียงขอบพระทัยองค์หญิงเจาหนิงดังกึกก้องไปทั่วทั้งค่ายอพยพ

เมื่ออันฉิงและอันรุ่ยได้ยินดังนั้น ต่างก็พากันคลายความหวาดกลัวลงแล้วพยักหน้ารับคำด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะเดินนำทางองค์หญิงสูงศักดิ์และขบวนตามเสด็จมุ่งตรงไปยังเพิงพักซอมซ่ออันเป็นที่พักพิงของมารดาผู้กำลังป่วยหนักในทันที

 

หลังจากที่ขบวนเสด็จขององค์หญิงเจาหนิงเดินทางมาถึงเพิงพักซอมซ่อผุพังเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือร่างอันซูบผอมจนเห็นโครงกระดูกของสตรีผู้เป็นมารดาที่กำลังนอนสลบไสลไร้สติอยู่บนกองฟางแห้งชื้นแฉะ ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็นการขยับของทรวงอก

เจาหนิงจ้องมองภาพนั้นด้วยสายตาสงสารและเห็นใจจากใจจริง ก่อนจะหันไปสั่งการหมอหลวงที่ติดตามมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด

“หมอหลวง เจ้าเข้าไปดูอาการนางหน่อย”

“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”

หมอหลวงชรามองสภาพเน่าเปื่อยและกลิ่นอับชื้นของเพิงพักด้วยความรังเกียจอย่างชัดเจน ทว่าเพราะมิอาจขัดคำสั่งของนายเหนือหัว เขาจึงจำใจต้องก้าวเข้าไปคุกเข่าลงจับชีพจรที่ข้อมือซูบแห้งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงครู่เดียวหมอหลวงก็ชักมือกลับแล้วกราบทูล

“ทูลองค์หญิง สตรีนางถูกความเย็นแทรกซึมเข้าไปถึงภายในร่างกายเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับขาดสารอาหารรุนแรง ทำให้ร่างกายอ่อนแอจนทรุดหนักพ่ะย่ะค่ะ”

เจาหนิงเหลือบมองเด็กน้อยทั้งสองคนที่ยืนเกาะแขนกันด้วยความหวาดหวั่น สลับกับสตรีที่นอนพะงาบอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง ในใจครุ่นคิดประเมินชะตากรรมของพวกนางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนกายสั่งการองครักษ์ประจำพระองค์

“พวกเจ้าพาตัวสตรีนางนี้กลับไปพักรักษาที่จวนของข้า”

“ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะองค์หญิง!” หัวหน้าองครักษ์รีบก้าวออกมาคุกเข่าทัดทานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“สตรีนางนี้ไร้ซึ่งที่มาที่ไป ยามนี้ราษฎรยากไร้เต็มไปด้วยโรคร้ายและที่มาอันไม่น่าไว้วางใจ การนำคนนอกเข้าจวนโดยไม่ผ่านการคัดกรองอาจนำภัยมาสู่พระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ”

ทว่าเจาหนิงกลับเพียงปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบปราดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำขาด “พวกเจ้าแค่ทำตามคำสั่งของข้าก็พอ”

“พ่ะย่ะค่ะ...” องครักษ์ทำได้เพียงก้มหน้ารับคำสั่ง ไม่กล้าออกความเห็นใดอีก

จากนั้นเจาหนิงจึงย่อกายลงประจันหน้ากับเด็กน้อยทั้งสอง ยื่นฝ่ามือเนียนผุดผ่องไปสัมผัสแก้มมอมแมมของพวกนางอย่างนุ่มนวล

“เด็กน้อย พวกเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ข้ารับปากแล้วว่าจะช่วยมารดาของพวกเจ้า เพียงแต่สภาพที่นี่ไม่เหมาะจะให้ผู้ป่วยพักฟื้น พวกเจ้ายินดีที่จะติดตามข้ากลับจวนหรือไม่? พูดตามตรง ข้ารู้สึกถูกชะตาและเอ็นดูพวกเจ้านัก หากไปกับข้า ข้าจะดูแลและมอบที่พึ่งพิงให้พวกเจ้าเอง”

อันฉิงน้อยในวัยเจ็ดขวบหันไปสบตากับอันรุ่ยผู้เป็นพี่สาวด้วยความสับสนและไม่แน่ใจ แม้ใจหนึ่งจะหวาดเกรงฐานะอันสูงส่ง ทว่ายามเมื่ออันรุ่ยหันไปมองร่างไร้สีเลือดของมารดา ความลังเลทั้งหมดก็พลันสลายไปสิ้น นางรวบรวมความกล้าคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นดินทันที

“พวกเรายินดีติดตามองค์หญิงไปเจ้าค่ะ! ข้ากับน้องสาวและท่านแม่จะไม่ลืมพระคุณอันยิ่งใหญ่นี้ ขอเพียงช่วยชีวิตท่านแม่ได้ ข้าและน้องยินดีจะถวายชีวิตรับใช้องค์หญิงไปจนตายเจ้าค่ะ!”

เจาหนิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มละมุน “เอาล่ะ อย่าได้คิดมากไป นี่นับว่าเป็นวาสนาของพวกเราที่ได้พานพบกัน พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนเถิด หากแจกจ่ายอาหารให้ทุกคนเสร็จสิ้นแล้ว เราค่อยเดินทางกลับกัน”

เมื่อแจกจ่ายคำสั่งเรียบร้อย เจาหนิงก็เดินทางกลับไปยังจุดแจกเสบียงหลัก ก่อนที่บุรุษสง่างามในชุดขุนนางสีเข้มจะก้าวเดินตรงเข้ามาหา เขาคือกู้เยี่ยนเฉิน หรือราชครูกู้ผู้โด่งดังและเป็นพระสวามีขององค์หญิงเจาหนิงนั่นเอง

“ท่านหายไปไหนมาหรือ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

เจาหนิงคลี่ยิ้มหวานให้พระสวามี ก่อนจะบอกเล่าให้เขาฟัง “ข้าไปช่วยคนมา”

กู้เยี่ยนเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ สายตาคมปลาบของเขากวาดผ่านใบหน้าของภรรยา ก่อนจะเลยไปหยุดยังร่างของเด็กสาวตัวน้อยสองคนที่เดินตามหลังมาไม่ไกล 

“องค์หญิง ท่านต้องการพาเด็กสองคนนี้กลับจวนด้วยอย่างนั้นหรือ?”

เจาหนิงพยักหน้ารับทันทีอย่างไม่มีปิดบัง “ใช่แล้ว ข้าเห็นว่ามารดาของพวกนางป่วยหนัก ดูแล้วคงไร้ญาติขาดมิตรที่ไหน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เด็กน้อยสองคนนี้คงไม่อาจมีชีวิตรอดในค่ายอพยพได้ ข้าอดเป็นห่วงไม่ได้จึงอยากรับพวกนางกลับไปดูแลที่จวน”

กู้เยี่ยนเฉินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขามองประเมินเด็กทั้งสองอย่างถี่ถ้วน ในฐานะราชครูผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมือง เขาย่อมมองเห็นความเสี่ยงจากการรับคนนอกเข้าเรือน จึงเสนอทางออกที่รัดกุมกว่า

“ส่งพวกนางไปยังอารามชีหว่านฝูจะไม่ดีกว่าหรือ? แม่ชีที่นั่นย่อมต้อนรับและให้ความเมตตานางอย่างดีแน่ ภายภาคหน้าหากมารดาของพวกนางไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้ อารามชีย่อมเป็นที่พึ่งพิงที่ปลอดภัยที่สุด”

“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เห็นด้วยกับท่าน เพียงแต่ข้ารู้สึกถูกชะตากับเด็กทั้งสองคนเป็นอย่างยิ่ง อยากจะพากลับไปรับใช้ที่เรือนด้วย” เจาหนิงเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาไร้ความสั่นไหว

กู้เยี่ยนเฉินสบตากับภรรยา ยามเมื่อเห็นสายตามั่นคงที่ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย เขาก็ทำได้เพียงทอดถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างจำยอม

“เช่นนั้นก็ตามใจท่านเถิด”

“ขอบคุณท่านที่เข้าใจข้า” เจาหนิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง ก่อนจะหันไปช่วยแจกจ่ายอาหารต่อด้วยจิตใจที่เบาสบาย

ขณะเดียวกัน กู้เยี่ยนเฉินกลับลอบเหลือบมองไปที่อันรุ่ยและอันฉิงด้วยแววตาแปลกประหลาดชั่วครู่ ก่อนจะหมุนกายกลับมายืนเคียงข้างภรรยาของตนเช่นเดิม