LNCrawler

บทที่ 29 ทุกอย่างก็เพื่อความอยู่รอด (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 29 ทุกอย่างก็เพื่อความอยู่รอด (1)

บทที่ 29 ทุกอย่างก็เพื่อความอยู่รอด (1)

เวลาผันผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดองครักษ์คนสนิทสาวเท้าก้าวกลับเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับประคองหีบไม้ใบเก่าที่เปรอะเปื้อนคราบดินเปียกชื้นเข้ามาวางลงตรงหน้าผู้เป็นนาย

“เรียนใต้เท้า นี่คือสิ่งของที่ขุดพบใต้ต้นแปะก๊วยในจวนสกุลหม่าขอรับ”

หลิ่วโม่ไม่รอช้า เขายื่นมืออันสั่นเทาเล็กน้อยไปเปิดฝาหีบไม้ออกด้วยความร้อนรน ภายในนั้นมีสมุดบันทึกเล่มหนาซุกซ่อนอยู่จริง ๆ

ทว่าทันทีที่เขาคลี่เปิดหน้ากระดาษออกอ่าน สายตาคมกริบก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนไม่อาจควบคุมสีหน้าได้เป็นครั้งแรก ข้อมูลวันเวลาในการลักลอบส่งตัวหญิงสาวได้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด โดยมีทั้งรายชื่อของหม่าเฟิงและแม่นมหลิ่วปรากฏอยู่อย่างชัดเจน

ฉับพลันความเคร่งเครียดก็ได้พุ่งขึ้นสูงจนถึงขีดสุด ลมหายใจของหลิ่วโม่ติดขัดไปชั่วขณะ เขาไม่คาดคิดเลยว่ามารดาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย

หลิ่วโม่รีบปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นลง คว้ามาซุกซ่อนไว้แนบอกตนเองอย่างมิดชิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสั่งการองครักษ์ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

“เจ้ารีบไปจัดเตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะเดินทางไปยังจวนสกุลกู้!”

 

ทันทีที่รถม้าแล่นมาหยุดเทียบหน้าจวนสกุลกู้ หลิ่วโม่ก้าวลงจากรถแล้วเร่งแจ้งบ่าวรับใช้ขอเข้าพบแม่นมหลิ่วเป็นการด่วน

บ่าวรับใช้เห็นสีหน้าตึงเครียดของเขาก็ไม่กล้าชักช้า รีบนำทางไปยังศาลากลางสวนหลังเรือนทันที ครั้นแม่นมหลิ่วเดินมาถึง นางจึงสังเกตเห็นว่าบุตรชายมีท่าทีร้อนรนกระวนกระวายจนผิดวิสัย

“เจ้ารีบร้อนมาหาแม่ มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือ?” แม่นมหลิ่วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ท่าทีและสีหน้ายังคงดูนิ่งสงบเฉกเช่นปกติ

“ท่านแม่ ท่านดูสิ่งนี้ก่อนเถิดขอรับ นี่มันเรื่องอันใดกันแน่”

หลิ่วโม่ไม่อาจสะกดกลั้นความอัดอั้น นำสมุดบันทึกที่เพิ่งได้มายื่นให้มารดาทันที

แม่นมหลิ่วรับมาเปิดอ่าน เพียงกวาดสายตาเห็นรายละเอียดข้อมูลทั้งหมด สีหน้าที่เคยเรียบนิ่งก็ฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาทันควัน ก่อนจะเงยหน้าถามบุตรชายเสียงเข้ม

“นอกจากเจ้า มีผู้ใดได้เห็นเนื้อหาในนี้อีกหรือไม่?”

“ไม่มีขอรับ มีเพียงข้าผู้เดียวที่เปิดอ่าน” หลิ่วโม่ตอบตามจริง

“แล้วเจ้าไปได้สิ่งนี้มาจากที่ใด?”

แม่นมหลิ่วจ้องมองบุตรชายเขม็ง แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ แตกต่างจากสายตามารดาที่เขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง

“ข้าได้มาจากฮูหยินหม่าในคุกหลวง นางใช้สิ่งนี้มาต่อรองแลกกับการละเว้นโทษตายคนสกุลหม่า ทั้งยังบอกว่ามีสำเนาอีกฉบับที่หม่าเทียนคัดลอกเก็บไว้ ซึ่งจะได้มันมาก็ต่อเมื่อคนสกุลหม่าพ้นโทษตายไปแล้วเท่านั้น”

แม่นมหลิ่วกวาดสายตามองบันทึกในมืออีกครั้งพลางลอบครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว แววตาคู่นั้นทอประกายไอสังหารขึ้นมาในฉับพลัน

นางไม่คาดคิดว่าหม่าเทียนจะเจ้าเล่ห์ถึงขั้นแอบทำบันทึกลับไว้ใช้เป็นดาบแทงข้างหลัง หากครานี้บุตรชายของนางไม่ได้ทำคดีนี้ด้วยตนเอง ความลับของจวนสกุลกู้และองค์หญิงเจาหนิงคงถูกเปิดโปงจนเกิดเป็นหายนะใหญ่หลวงอย่างแน่นอน

หลิ่วโม่เห็นมารดานิ่งเงียบไปนาน ความสับสนและความผิดหวังพลันปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เขาจึงเค้นถามออกไปด้วยน้ำเสียงดุดันเป็นครั้งแรก

“ท่านแม่ บอกความจริงแก่ข้ามาเถิด เลิกปิดบังข้าเสียที หากข้าไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป็นมาอย่างไร แล้วจะหาทางสะสางเรื่องนี้ต่อไปได้อย่างไร”

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยบีบคั้นมารดาบังเกิดเกล้า จากเนื้อความในบันทึกที่ปรากฏ เขาย่อมปะติดปะต่อเรื่องราวได้หมดสิ้นว่า สตรีและทาสที่ถูกส่งไปยังหอจันทราเสี้ยวนั้น ล้วนถูกคัดเลือกและจัดส่งไปจากจวนสกุลกู้ โดยมีแม่นมหลิ่วและหม่าเฟิงเป็นผู้ลงนามทั้งสิ้น รายชื่อที่บันทึกไว้มีนับร้อยชีวิต ทั้งเด็กหญิงและสตรีบริสุทธิ์ล้วนไม่ได้รับการละเว้น

ความจริงอันเหี้ยมโหดทำเอาขุนนางหนุ่มสับสนและเจ็บปวดอย่างยิ่ง หากมารดายังคงปิดปากเงียบ เขาก็มืดแปดด้านและไม่รู้ว่าจะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางใดในคดีนี้

ด้านแม่นมหลิ่วเองก็เผชิญความกดดันไม่แพ้กัน นางรู้ดีว่าไม่อาจปิดบังความจริงจากบุตรชายได้อีกต่อไป จึงถอนลมหายใจยาวออกมาด้วยความหนักใจ หากเปิดเผยออกไปทั้งหมด ย่อมยากที่จะรักษาชีวิตของบุตรชายและคนสกุลหลิ่วไว้ได้ เรื่องราวเช่นนี้ยิ่งมีผู้รู้น้อยเท่าใดยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น

แม่นมหลิ่วกุมมือบุตรชายแน่น ก่อนจะเอ่ยเตือนเสียงเฉียบขาด

“โม่เออร์ เจ้าฟังแม่ให้ดี เรื่องนี้นับเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่อาจล่วงเกินได้เป็นอันขาด เจ้าอย่าได้คิดสืบเสาะขุดคุ้ยลงลึกไปมากกว่านี้อีกเลย”

“แต่เรื่องนี้มีหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงท่านแม่ชัดเจน หากมีผู้ใดพบเข้า ท่านแม่ก็ไม่อาจหนีพ้นความผิดนี้ได้เช่นกัน”

หลิ่วโม่เอ่ยแย้งด้วยความร้อนรน แม้จะเข้าใจคำเตือนของมารดา ทว่าหลักฐานกลับมัดตัวนางแน่นหนา แล้วในฐานะบุตร เขาจะนิ่งดูดายปล่อยให้มารดาเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างไร

“แม่รู้ดี เพราะเหตุนี้ บันทึกเล่มนี้จึงไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด” แม่นมหลิ่วเอ่ยเสียงเข้ม

หลิ่วโม่นิ่งเงียบไป เขารู้ดีถึงความหมายที่มารดาต้องการสื่อ ตลอดชีวิตการรับราชการที่ผ่านมา แม้เขาจะไม่ใช่ขุนนางผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่าก็ไม่เคยทำลายคุณธรรมในใจ ทว่ายามนี้มารดากลับร้องขอให้เขาทำลายหลักฐานเพื่อปกปิดเรื่องเลวร้าย

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจำรายงานลับเรื่องความโหดร้ายของหอจันทราเสี้ยวได้ดี ที่นั่นคือซ่องคณิกาลับที่มีการทารุณและสังหารสตรีรวมถึงเด็กอย่างไร้ความปรานี เหยื่อที่ถูกส่งเข้าไปไม่มีผู้ใดได้กลับออกมา จนกระทั่งเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ เผาผลาญทิ้งไว้เพียงซากกระดูกนับร้อย หากสตรีเหล่านั้นถูกมารดาของเขาคัดเลือกส่งไปขุมนรกด้วยมือตนเองจริง แล้วตัวเขาในฐานะขุนนางกรมยุติธรรมจะทำเช่นไร

ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ผุดขึ้นมา มารดาผู้เคยโอบอุ้มและสอนสั่งให้เขายึดมั่นในความถูกต้อง กลับกลายเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่ลงนามส่งชีวิตบริสุทธิ์สู่ความตาย ความขัดแย้งในใจเสียดแทงจนเขาแทบหายใจไม่ออก สายตาที่มองดูมารดาจึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเวทนา

แม่นมหลิ่วสังเกตเห็นความสับสนของบุตรชาย นางรู้ความคิดในหัวของเขาดี ทว่านี่คือหนทางรอดเดียวที่เหลืออยู่

“หากเจ้าไม่ยอมทำตามคำขอของแม่ ผู้ที่ต้องรับโทษจะไม่ใช่แค่แม่คนเดียว แต่จะลากเอาชีวิตคนทั้งสกุลหลิ่วให้ต้องโดนโทษประหารไปด้วย โม่เออร์ ถือว่าแม่ขอร้องเถิด ครั้งนี้เจ้าจงแสร้งหลับตาปล่อยผ่านไปเสีย” นางเอ่ยวิงวอนเสียงสั่น

หลิ่วโม่เม้มริมฝีปากแน่นสนิท เขานิ่งงันปล่อยให้เวลาผ่านไป ก่อนจะสบตากับมารดา ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าความจริงจะโหดร้ายเพียงใด สำหรับเขา ชีวิตของคนในสกุลหลิ่วและมารดาก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

“ได้ขอรับ ข้าจะทำตามที่ท่านแม่ต้องการ” เขาเอ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

ทว่าแม่นมหลิ่วรู้ดีว่า การทำลายบันทึกทิ้งเพียงอย่างเดียวไม่อาจปิดปากความลับนี้ได้ถาวร หากจะกลบฝังทุกอย่างให้มิดชิด จำเป็นต้องกำจัดพยานบุคคลทั้งหมด แม้กระทั่งคนสกุลหม่าที่ล่วงรู้ความลับนี้

“โม่เออร์ เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก นอกจากทำลายบันทึกแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการปิดปากคนสกุลหม่าทั้งหมด ในเมื่อพวกมันบังอาจรู้ถึงการมีอยู่ของบันทึกนี้ ย่อมต้องจัดการให้เด็ดขาด จะปล่อยให้รอดไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว”

เมื่อได้ฟังคำสั่งอันเลือดเย็น ดวงตาของหลิ่วโม่ไหววูบด้วยความสะเทือนใจ ทว่าเมื่อเลือกก้าวลงสู่เรือลำเดียวกันแล้ว เขาก็ไม่อาจหวนกลับหลังได้อีก

“เรื่องปิดปากคนสกุลหม่า แม่จะจัดการสะสางให้เรียบร้อยด้วยตนเอง เจ้ามีหน้าที่เพียงแค่เปิดทางและอำนวยความสะดวกให้คนของเราในกรมยุติธรรมก็พอ”

แม้มือทั้งสองข้างจะกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ และในใจจะขมขื่นถึงขีดสุด หลิ่วโม่ก็จำต้องพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะขอตัวล่าถอยกลับไปสะสางหน้าที่ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก

 

คล้อยหลังหลิ่วโม่จากไป แม่นมหลิ่วไม่รอช้า เร่งสาวเท้ามุ่งตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของราชครูกู้ทันที เพื่อนำเรื่องราวทั้งหมดไปรายงานให้ผู้เป็นนายรับรู้ถึงสถานการณ์วิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามา

ภายในห้องหนังสืออันมืดสลัว กู้เยี่ยนเฉิงรับฟังรายงานจากปากแม่นมหลิ่วด้วยกิริยาสงบนิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับแผ่ซ่านไอสังหารและแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว จนหม่าเฟิงและแม่นมหลิ่วถึงกับขนลุกชันด้วยความหวาดหวั่น

“ข้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว”

กู้เยี่ยนเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเยือกเย็น ก่อนจะหันไปสั่งการหัวหน้าพ่อบ้าน

“หม่าเฟิง เจ้าจงนำกำลังคนลอบเข้าไปสอบสวนเว่ยเหยียนที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกหลวงด้วยตนเอง เค้นหาให้กระจ่างว่าผู้ใดคือตัวการใหญ่ที่คอยชักใยสั่งการมันให้ทำลายจวนสกุลกู้ เรื่องนี้ผิดแผกและซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นการกระทำของชาวบ้านธรรมดา”

“ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งขอรับ” หม่าเฟิงประสานมือรับคำ ก่อนจะเร่งล่าถอยออกไปจัดการทันทีพร้อมกับแม่นมหลิ่ว