LNCrawler

บทที่ 29 ทุกอย่างก็เพื่อความอยู่รอด (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 29 ทุกอย่างก็เพื่อความอยู่รอด (2)

บทที่ 29 ทุกอย่างก็เพื่อความอยู่รอด (2)

เมื่ออยู่เพียงลำพัง ปลายนิ้วของกู้เยี่ยนเฉิงเคาะลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเป็นจังหวะเชื่องช้า สายตาคมกริบกวาดมองแผนที่เมืองหลวงบนโต๊ะทำงานด้วยจิตใจที่เริ่มระแวดระวัง การที่หลักฐานของหอจันทราเสี้ยวถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะในเพลานี้ มิใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

เขาประเมินหมากทุกกระดานในราชสำนัก ศัตรูทางการเมืองมีมากหน้าหลายตา ทว่าผู้ที่กล้าลงมือแตะต้องเส้นสายลับของจวนสกุลกู้ย่อมต้องกุมไพ่เหนือกว่าและวางแผนมาเป็นอย่างดี

กู้เยี่ยนเฉิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาดำทะมึน เมฆฝนหนาแน่นตั้งเค้าคำรามก้องพร้อมจะโหมกระหน่ำลงมา

เขารับรู้สถานการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างดี ทว่าลางสังหรณ์กลับกระซิบเตือนว่า ทุกย่างก้าวในคดีนี้มีความซับซ้อนเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เบื้องหลังเรื่องนี้จะต้องมีมือที่มองไม่เห็นอันฉลาดล้ำลึก คอยเดินหมากชักใยเพื่อรอเวลาตลบหลังทำลายล้างจวนสกุลกู้ให้พังพินาศอย่างแน่นอน

 

เมื่อรถม้าแล่นกลับมาถึงที่ว่าการกรมยุติธรรม หลิ่วโม่ไม่แวะเวียนทักทายผู้ใด เขาสาวเท้ามุ่งตรงเข้าห้องทำงานส่วนตัวทันที ก่อนจะปิดประตูลงอย่างแน่นหนา ขุนนางหนุ่มทิ้งกายลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน ท่ามกลางความเงียบงันอันหนักอึ้งที่แผ่ปกคลุมไปทั่วห้อง

หลิ่วโม่หลับตาลง นั่งทบทวนทุกเรื่องราวและเบาะแสที่ตนได้รับรู้อย่างเงียบเชียบ

ทั้งคำขอร้องของมารดา ทั้งภาพสมุดบันทึกรายชื่อเหยื่อและตราประทับลับที่เชื่อมโยงถึงจวนสกุลกู้ ทุกสิ่งประดังเข้ามาบีบคั้นหัวใจจนแทบแหลกสลาย หากเขาเลือกผดุงความยุติธรรม ยื่นฎีกาเปิดโปงขบวนการของหอจันทราเสี้ยว ย่อมเท่ากับว่าเขาเป็นผู้ลากมารดาและตระกูลหลิ่วไปสู่ลานประหารด้วยมือตนเอง

ทว่าหากเลือกกลบฝังทุกอย่าง ทำลายหลักฐานและปิดปากทุกคนที่รู้เห็น เรื่องราวดำมืดนี้ก็จะเลือนหายไป และคนสกุลหลิ่วก็จะยังคงปลอดภัยสืบไป

เสียงหยาดฝนด้านนอกเริ่มหยดกระทบขอบหน้าต่าง ตอกย้ำความเงียบสงัดในห้องทำงานให้เยียบเย็นยิ่งขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาภาคภูมิใจในตำแหน่งขุนนางผู้เที่ยงธรรม ทว่าในยามที่ภัยมาประชิดตัว ความยุติธรรมที่เคยยึดถือกลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตาอันเปราะบาง

เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องกับสายเลือด ในที่สุดหลิ่วโม่ก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

นัยน์ตาคมลืมขึ้นอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความลังเลใจอีกต่อไป เขาพร่ำบอกตนเองในใจว่า การยอมทิ้งคุณธรรมเพื่อปกป้องครอบครัว ย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

“เข้ามา”

หลิ่วโม่สั่งการเสียงต่ำ องครักษ์คนสนิทที่เฝ้าอยู่หน้าห้องจึงเร่งก้าวเข้ามาค้อมกายประสานมือทำความเคารพ หลิ่วโม่ไม่รอช้า สั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“เจ้านำสมุดบันทึกและเบาะแสทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับหอจันทราเสี้ยวไปเผาทำลายทิ้งเสีย อย่าให้หลงเหลือร่องรอยให้ผู้ใดตามสืบได้อีกเป็นอันขาด”

เขาหยุดเว้นจังหวะเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยคำตัดสินคดีความต่อไปอย่างเลือดเย็น

“เร่งร่างคำตัดสินโทษออกมา ให้เนรเทศคนสกุลหม่าทั้งหมดไปยังชายแดนชั่วชีวิต ในความผิดฐานยักยอกงบประมาณและขูดรีดราษฎร ส่วนเว่ยเหยียน ให้ตัดสินโทษประหารชีวิต โทษฐานสังหารขุนนางราชสำนัก โดยให้ดำเนินการประหารในรุ่งเช้าวันพรุ่งนี้ทันที”

“ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งขอรับ”

องครักษ์คนสนิทประสานมือรับคำสั่งโดยไร้ข้อซักถาม ก่อนจะล่าถอยออกจากห้องไปปฏิบัติหน้าที่ทันที ทิ้งให้หลิ่วโม่นั่งจมอยู่กับความมืดมิดเพียงลำพัง

โดยที่เขาหารู้ไม่ว่า คำสั่งประหารและทำลายหลักฐานที่เพิ่งหลุดจากปากตน ได้กลายเป็นกับดักที่อันฉิงตระเตรียมไว้ เพื่อลากทั้งตัวเขาและผู้สมรู้ร่วมคิดทุกคนลงสู่หายนะในเร็ววัน...

 

คุกหลวง

ตกดึกของคืนเดียวกัน เว่ยเหยียนก็ได้ถูกทหารลากตัวออกจากห้องขังเดี่ยวมายังห้องทรมานลับใต้ดิน ร่างผ่ายผอมถูกตรึงแขนขาทั้งสองข้างเข้ากับเสาไม้หนากลางห้องอย่างแน่นหนา ภายในห้องสอบสวนมืดทึบ อับชื้น และเย็นเยียบ มีเพียงแสงสว่างวูบวาบจากเตาถ่านที่คุโชนอยู่บนพื้น ส่งประกายสีแดงสะท้อนเครื่องมือทรมานที่วางเรียงรายอยู่รอบด้าน

เมื่อผู้คุมมัดพันธนาการเสร็จสิ้นก็ล่าถอยออกไป ทว่าเว่ยเหยียนกลับกวาดสายตามองอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยแววตาราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ด้วยเขาเตรียมใจพร้อมรับความตายเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่แผนการนี้แล้ว

เพียงชั่วครู่ ประตูเหล็กก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมกับเงาร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามา ใบหน้าของอีกฝ่ายเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับจับจ้องมองเว่ยเหยียนด้วยประกายอำมหิต

“บอกมาเสีย เจ้าเป็นคนของผู้ใดกันแน่” หม่าเฟิงเค้นถามเสียงเย็นเยียบ

เว่ยเหยียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ด้วยตนเพิ่งถูกไต่สวนไป ทว่าคนตรงหน้ากลับเข้ามาสอบสวนซ้ำ ทั้งดูจากอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีย่อมไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกรมยุติธรรม

“ข้าก็เป็นเพียงชาวบ้านยากไร้ธรรมดา เจ้าจะให้ข้าตอบความอันใดอีก” เว่ยเหยียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง

หม่าเฟิงไม่คิดเชื่อคำพูดนี้ ในเมื่อให้โอกาสพูดความจริงแล้วยังคิดแข็งขืน เช่นนั้นก็อย่าหาว่าเขาไร้ความปรานี ก่อนที่หม่าเฟิงจะหยิบเหล็กนาบขึ้นมาจากเตาไฟ เหล็กท่อนนั้นถูกเผาจนแดงฉาน เขาเดินตรงเข้าหาพลางเค้นถามซ้ำ

“ข้าจะถามเจ้าอีกเพียงครั้งเดียว ผู้ใดบงการส่งเจ้ามา”

“ข้าบอกไปชัดเจนแล้วว่าข้าลงมือทำด้วยตัวคนเดียว ต่อให้เจ้าจะถามอีกกี่รอบ คำตอบของข้าก็ยังคงเหมือนเดิม...อ๊ากกก!”

ยังไม่ทันสิ้นเสียง หม่าเฟิงก็กดท่อนเหล็กร้อนแดงลงบนแผงอกของเว่ยเหยียนอย่างเหี้ยมโหด

“หากเจ้ายังไม่ยอมคายความจริง ข้าก็มีวิธีที่จะง้างปากเจ้าออกมา”

เว่ยเหยียนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความร้อนเผาไหม้ผิวหนังจนแสบร้อนทะลุถึงกระดูก กลิ่นไหม้ของเนื้อหนังตลบอบอวลไปทั่วห้อง ทว่าชายวัยกลางคนกลับขบกรามแน่น ข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้โดยไม่ยอมส่งเสียงร้องอ้อนวอนแม้แต่คำเดียว

“ปากแข็งดีนี่ ข้ายังมีเวลาเคี่ยวกรำเจ้าอยู่อีกทั้งคืน”

หม่าเฟิงสะบัดท่อนเหล็กร้อนนาบลงไปตามร่างกาย ลำคอ และแผ่นหลังของเว่ยเหยียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เศษเนื้อที่ไหม้เกรียมหลุดลอกลงสู่พื้น ทว่านอกจากเสียงครางฮึดฮัดในลำคอ เว่ยเหยียนก็ไม่ยอมปริปากเอ่ยสิ่งใดอีก

“พูดออกมา ผู้ใดสั่งให้เจ้าลงมือฆ่าหม่าเทียน!”

หม่าเฟิงตวาดลั่นอย่างเดือดดาล พลางคว้าแส้หนังสลับหนามเหล็กฟาดกระหน่ำใส่ร่างตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง เสียงแส้ฉีกกระชากผิวหนังจนเลือดสาดกระเซ็น เว่ยเหยียนสำลักลิ่มเลือดออกมาไม่หยุด ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้

หยดเหงื่อผสมเลือดไหลรินเข้าตาที่พร่ามัว ทว่าในห้วงสำนึกอันเลือนรางนั้น ภาพใบหน้าของภรรยาและบุตรสาวที่ต้องตายอย่างทุกข์ทรมานกลับฉายชัดขึ้นมาในใจ ความเคียดแค้นชิงชังที่สุมแน่นในอกกลายเป็นเกราะคุ้มกันความเจ็บปวดทางกายทั้งหมด

“หึ ๆ”

ท่ามกลางกองเลือด เว่ยเหยียนเค้นเสียงหัวเราะเยาะออกมาในลำคอ

“ขุนนางสารเลวเช่นนั้น ข้าฆ่ามันตายก็นับว่าสมควรยิ่งแล้ว มันพรากลูกพรากเมียข้าไปทรมานจนตาย ข้าเฉือนเนื้อมันชดใช้หนี้เลือด ย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดไม่ใช่หรือ”

“สามหาว! คนชั้นต่ำอย่างเจ้าจะมีปัญญาอะไรมาลอบสังหารขุนนางราชสำนักได้กัน!”

หม่าเฟิงยังคงเค้นถามด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาส่งสัญญาณสั่งให้ลูกสมุนใช้มีดสั้น ค่อย ๆ เฉือนแล่เนื้อหนังของเว่ยเหยียนออกมาทีละชิ้นอย่างทารุณ เพื่อหวังทำลายจิตใจของอีกฝ่ายให้พังทลายลง ทว่าดวงตาของเว่ยเหยียนกลับยิ่งทอประกายเด็ดเดี่ยว เย้ยหยันความตายตรงหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน

ความเจ็บปวดเสียดแทงแล่นพล่านไปทั่วร่าง เว่ยเหยียนสะท้านไปทั้งตัว ทว่าเสียงครางระคนเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกลับดังก้องไปทั่วห้องทรมาน

“เหตุใดข้าจะฆ่ามันไม่ได้ ในเมื่อข้าก็ปลิดชีพมันคามือไปแล้ว!”

เสียงหัวเราะเย้ยหยันยิ่งสุมไฟโทสะในอกของหม่าเฟิงให้ลุกโชน หม่าเทียนแม้เป็นเพียงขุนนางระดับล่าง ทว่าก็มีองครักษ์คุ้มกัน ลำพังชาวบ้านยากไร้ไร้วรยุทธ์ ไม่มีทางลักพาตัวและลงมือสังหารได้อย่างแนบเนียนเพียงลำพัง

“เจ้าอ้างว่าทำเพราะแค้น แล้วเหตุใดไม่ลงมือตั้งแต่หกปีก่อน ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึงเพียงนี้ด้วยเหตุใดกัน หากไม่มีคนคอยชักใยและส่งเจ้ามา ลำพังเจ้าไม่มีทางทำสำเร็จแน่ ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย สารภาพชื่อผู้บงการออกมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

เว่ยเหยียนรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ถ่มน้ำลายปนลิ่มเลือดใส่หน้าหม่าเฟิงอย่างเหยียดหยาม

“นั่นเพราะที่ผ่านมาข้ายังไม่มีโอกาส นึกไม่ถึงล่ะสิว่าคนชั้นต่ำอย่างข้าจะมีความอดทนรอวันล้างแค้นได้นานถึงเพียงนี้ ใช่…ข้ายอมทนทุกข์มานานถึงหกปีก็เพื่อจะลากคอมันลงนรกด้วยมือตนเอง!”

เว่ยเหยียนหัวเราะเยาะอย่างสะใจ ต่อให้คืนนี้ต้องตายอยู่ที่นี่ เขาก็ไม่เสียดายชีวิตแม้แต่น้อย หนี้แค้นของลูกเมียได้รับการชำระแล้ว และเขาก็ได้ทำหน้าที่ปกป้องผู้มีพระคุณอย่างถึงที่สุด