บทที่ 30 จุดจบสกุลหม่า (1)
บทที่ 30 จุดจบสกุลหม่า (1)
บทที่ 30 จุดจบสกุลหม่า (1)
เมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ หม่าเฟิงจึงสั่งการให้ลูกสมุนระดมทัณฑ์ทรมานทุกรูปแบบกระหน่ำใส่ร่างของเว่ยเหยียนอย่างบ้าคลั่ง ทั้งไฟลวก มีดกรีด และแส้หนาม ทว่าตลอดเวลาสองชั่วยาม นอกจากรอยยิ้มเย้ยหยันและเสียงหัวเราะสาแก่ใจ พวกมันไม่อาจง้างความลับหรือชื่อผู้บงการออกมาจากปากชายผู้นี้ได้แม้แต่คำเดียว
ความทรมานทางกายไม่อาจสั่นคลอนความมุ่งมั่นในใจได้อีกต่อไป ยิ่งถูกทรมาน ดวงตาของเว่ยเหยียนกลับยิ่งฉายแววปลอดโปร่งดุจหลุดพ้นจากบ่วงแค้นที่พันธนาการมานานปี
จนกระทั่งในที่สุด ศีรษะของเว่ยเหยียนค่อย ๆ ทิ้งดิ่งลง ลมหายใจรวยรินขาดห้วงไปอย่างสงบท่ามกลางกองเลือด
“เรียนท่านหัวหน้าพ่อบ้าน มันสิ้นใจแล้วขอรับ” สมุนคนหนึ่งตรวจชีพจรแล้วหันมารายงาน
หม่าเฟิงยืนหอบหายใจด้วยความหัวเสียถึงขีดสุด เขาปรายตามองร่างไร้วิญญาณตรงหน้า ก่อนจะเค้นเสียงสั่งการอย่างเด็ดขาด
“เก็บกวาดซากของมันให้เรียบร้อย แล้วส่งคนออกไปสืบสาวประวัติและปูมหลังทั้งหมดของมันมาอย่างละเอียด อย่าให้ตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว”
สิ้นคำสั่ง หม่าเฟิงสะบัดชายเสื้อเดินออกจากห้องขังลับไปด้วยจิตใจที่ตึงเครียดและหวาดระแวงยิ่งกว่าเดิม การที่คนยอมตายโดยไม่ยอมปริปาก ยิ่งตอกย้ำชัดเจนว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระดานนี้คือศัตรูที่ร้ายกาจเกินกว่าจวนสกุลกู้จะคาดคิดไว้มากนัก
จวนสกุลอัน
ในช่วงเวลาเดียวกัน มู่ลี่ที่เพิ่งได้รับรายงานด่วนจากสายข่าวลับ เร่งสาวเท้ากลับเข้ามายังห้องหนังสือของจวนสกุลอันทันที เบื้องหน้าโต๊ะทำงานอันฉิงยังคงนั่งทอดสายตามองกระดานหมากรุกที่วางคั่งค้างไว้ด้วยความสงบนิ่ง
“เรียนคุณหนู คนของเรารายงานมาว่า ใต้เท้าหลิ่วมีคำสั่งตัดสินโทษคดีความอย่างเป็นทางการแล้วเจ้าค่ะ คนสกุลหม่าทั้งหมดถูกตัดสินโทษเนรเทศไปยังชายแดน ส่วนเว่ยเหยียนถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาสังหารขุนนาง”
อันฉิงฟังคำรายงานโดยไม่แสดงความตื่นตระหนกอันใด นัยน์ตาคู่งามทอดมองเม็ดหมากสีดำบนกระดานด้วยแววตาที่ฉายประกายผิดหวังและเวทนา นางอุตส่าห์หยิบยื่นโอกาสและหวังว่าหลิ่วโม่ผู้นี้จะยังพอหลงเหลือมโนธรรมอยู่บ้าง
ทว่าในยุคสมัยที่ราชสำนักเน่าเฟะ มนุษย์ทุกคนล้วนเลือกเหยียบย่ำความถูกต้องเพื่อเอาชีวิตรอดไม่ต่างกันทั้งสิ้น
น่าเสียดายยิ่งนัก...
เช่นนั้นแล้ว ในเมื่อเขาเลือกที่จะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องมอบความเมตตาให้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ทางด้านมู่ลี่ก็เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยรายงานต่อด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง
“ทว่า...ยามนี้เว่ยเหยียนถูกหม่าเฟิงทรมานจนสิ้นใจตายในคุกหลวงแล้วเจ้าค่ะ”
ปลายนิ้วของอันฉิงชะงักค้างไปชั่วขณะ แววตาของนางไหววูบลงด้วยความสะท้อนใจ แม้จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจวนสกุลกู้ย่อมไม่ปล่อยให้มีพยานบุคคลรอดชีวิต ทว่าความเด็ดเดี่ยวและความภักดีของเว่ยเหยียนที่ยอมแลกด้วยชีวิต ก็ยังทำให้ในอกของนางหนักอึ้ง
“จงให้คนของเราหาทางลอบนำร่างของเขาออกมาจากคุกหลวง แล้วจัดการทำพิธีฝังให้เรียบร้อยและสมเกียรติที่สุด” นางเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่น
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ แล้วคนสกุลหม่าที่เหลือ คุณหนูจะให้จัดการอย่างไรต่อไปดีเจ้าคะ?” มู่ลี่รับคำสั่ง ก่อนจะเอ่ยถามถึงขั้นตอนถัดไป
อันฉิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางหลุบสายตามองเม็ดหมากบนกระดาน ก่อนจะหยิบหมากสีขาววางลงปิดทางเดินของฝ่ายตรงข้ามพลางยกยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
“เรื่องคนสกุลหม่า เราไม่ต้องลงมือทำอันใดทั้งสิ้น ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมและผลกรรมของพวกเขาเองเถิด”
อันฉิงรู้ดีว่า กู้เยี่ยนเฉิงและแม่นมหลิ่วไม่มีทางปล่อยให้คนสกุลหม่าที่กุมความลับก้าวพ้นประตูเมืองหลวงไปได้อย่างมีชีวิต การส่งคนไปสังหารปิดปากระหว่างทางเนรเทศ ย่อมเป็นสิ่งที่คนพวกนั้นลงมือทำเองโดยที่นางไม่ต้องเปลืองแรง
มู่ลี่ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ นางค้อมกายคำนับแล้วล่าถอยออกจากห้องไปปฏิบัติหน้าที่ทันที ทิ้งให้อันฉิงนั่งจ้องมองกระดานหมากที่กำลังจะเปิดฉากการล้างแค้นครั้งใหญ่ในความเงียบงัน
เมื่อความเงียบสงัดกลับคืนมาสู่ห้องทำงานอีกครั้ง อันฉิงทอดสายตามองกระดานหมากตรงหน้า ก่อนจะคีบเม็ดหมากตัวใหม่วางลงบนตำแหน่งสำคัญ
ในเมื่อนางเคยให้คำมั่นกับวิญญาณของหม่าเทียนไว้แล้วว่า จะส่งคนในครอบครัวของเขาตามไปอยู่เป็นเพื่อนในปรโลก นางย่อมต้องทำตามคำสัตย์ที่เอ่ยไว้อย่างแน่นอน ต่อให้คนทั้งแผ่นดินจะตราหน้าว่านางโหดเหี้ยมไร้ความปรานี นางก็ไม่เคยแยแส เพราะสุดท้ายจุดจบของคนสกุลหม่าล้วนเกิดจากผลกรรมที่พวกมันก่อไว้เองทั้งสิ้น
หากจะโทษใคร ก็จงโทษที่มีผู้นำครอบครัวชั่วช้าจนนำพาหายนะมาสู่สายเลือดตนเองเถิด!
เมื่อหมากถูกวางลงอย่างสมบูรณ์ อันฉิงลุกขึ้นหยิบกาสุราและจอกกระเบื้องเคลือบ เดินออกไปยังระเบียงเรือนพักอย่างเงียบเชียบ ลมราตรีพัดผ่านชายเสื้อพลิ้วไหว นางค่อย ๆ รินสุราลงในจอกจนปริ่ม ก่อนจะคว่ำจอกเทสุราราดลงบนพื้นดินอย่างแช่มช้า เพื่อแสดงความคารวะและกล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายให้แก่ดวงวิญญาณของเว่ยเหยียน
แม้เขาจะเป็นผู้เสนอตัวยอมสละชีวิตเข้ามาเป็นหมากบนกระดานแห่งความแค้นนี้ด้วยตนเอง ทว่าในเมื่อเขาทำงานให้นางอย่างถวายหัว นางย่อมต้องส่งเขาเดินทางสู่ปรโลกอย่างสมเกียรติที่สุด
อันฉิงหลุบตามองผืนดินที่ชุ่มโชกไปด้วยไอสุรา ภาพความทรงจำเมื่อสองปีก่อนย้อนกลับมา
ในคราที่นางเริ่มสืบสาวราวเรื่องความผิดของหอจันทราเสี้ยวอย่างจริงจัง จนได้ล่วงรู้ถึงความเน่าเฟะของสถานที่แห่งนั้น นางจึงได้พบเรื่องราวของเว่ยเหยียน ชายผู้พยายามทวงถามความยุติธรรมให้แก่ลูกเมียมาโดยตลอด
ทว่าไม่ว่าจะบุกไปดักพบหม่าเทียนจนถูกรุมซ้อมปางตาย หรือร้องเรียนต่อศาลว่าการ ท้ายที่สุดความพยายามของเขากลับสูญเปล่า ไร้ขุนนางหน้าไหนยอมยื่นมือช่วย เพราะล้วนตกอยู่ใต้เงินสินบนของสกุลหม่าทั้งสิ้น
ตลอดเวลาที่เหลือ เว่ยเหยียนไม่เคยคิดย่อท้อ เขารู้ดีว่าต้นตอความวิบัติเกิดจากความผิดพลาดของตนที่เคยตกเป็นผีพนันจนหมดตัว กู้หนี้ยืมสินจนเป็นเหตุให้ลูกเมียต้องถูกส่งไปขุมนรก กว่าจะสำนึกได้ทุกอย่างก็สายเกินแก้ เขาจึงยอมอุทิศทุกลมหายใจเพื่อชำระแค้นและไถ่บาปให้แก่คนที่รัก
เมื่ออันฉิงรู้เรื่องนี้ นางจึงส่งคนไปพาตัวเขามาและหยิบยื่นข้อเสนอที่จะช่วยเขาล้างแค้น ซึ่งเว่ยเหยียนไม่มีความลังเลใจแม้แต่น้อย ขอเพียงชำระหนี้เลือดได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็ยินดีเป็นหมากบนกระดานของนาง
สายลมหวีดหวิวพัดพากลิ่นสุราลอยคลุ้งในความมืด นางยังจำสายตาอันเด็ดเดี่ยวในวันที่เขาคุกเข่าโขกศีรษะลงบนผืนดินกลางสายฝนได้ดี แววตาที่ไม่หลงเหลือความอาลัยในชีวิต มีเพียงเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่ลุกโชนเฉกเช่นเดียวกับนาง
และในวันนี้ ชีวิตของเขาก็ได้ปิดฉากลงบนกระดานหมากอย่างสมบูรณ์แล้ว
อันฉิงยกกาสุราขึ้นรินใส่จอกอีกครั้ง ประคองจอกขึ้นมาแนบอก นัยน์ตาคู่งามทอดมองประกายสุราพลางพึมพำเสียงแผ่วเบา
“บัดนี้ ข้อตกลงระหว่างเราสองคนถือว่าบรรลุผลสำเร็จแล้ว จงหลับให้สบายเถิด”
สิ้นคำ นางยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มรวดเดียวจนหมดสิ้น
อันฉิงวางจอกลง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและเฉียบขาดในพริบตา พิธีอำลาจบสิ้นลงแล้ว ถึงเวลาที่นางต้องขยับหมากตัวต่อไป เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สมรภูมิใหญ่ในงานล่าสัตว์ที่กำลังจะมาถึง
ในเมื่อหมากทุกตัวถูกจัดวางเข้าที่จนหมดสิ้น ที่เหลือก็เพียงแค่รอคอยเวลากอบโกยผลลัพธ์แห่งการล้างแค้น และลากพวกมันทุกคนลงสู่นรกพร้อมกัน...
รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือน ที่ว่าการกรมยุติธรรมนำป้ายประกาศคำพิพากษาออกติดทั่วทุกมุมเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว เนื้อความระบุชัดเจนว่าการตายของหม่าเทียนเกิดจากการกระทำของเว่ยเหยียนที่หวังฆ่าชิงทรัพย์ ส่วนคำให้การแฉเบื้องหลังก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นเรื่องเท็จที่นักโทษแต่งขึ้นเพื่อเอาตัวรอด จึงมีคำสั่งตัดสินโทษประหารชีวิตสถานเดียว