LNCrawler

บทที่ 30 จุดจบสกุลหม่า (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 30 จุดจบสกุลหม่า (2)

บทที่ 30 จุดจบสกุลหม่า (2)

ทันทีที่ประกาศถูกเผยแพร่ ชาวบ้านจำนวนมากต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันแน่นขนัดบริเวณลานประหารกลางเมือง

ครั้นถึงเวลา ทหารกรมยุติธรรมคุมตัวนักโทษออกมา ทว่ากลับใช้ผ้าดิบสีดำคลุมศีรษะและใบหน้าไว้อย่างมิดชิด โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้สร้างความตื่นตระหนกแก่ฝูงชน ก่อนที่เพชฌฆาตจะเงื้อดาบบั่นศีรษะร่างนั้นขาดสะบั้นลงสู่พื้น ปิดฉากคดีสังหารขุนนางอย่างเป็นทางการตามที่จัดฉากไว้ทุกประการ

เสียงโห่ร้องระคนสาปแช่งของฝูงชนดังกึกก้องไปทั่วลานกว้าง ทุกคนต่างปักใจเชื่อในคำตัดสินของทางการโดยไร้ข้อกังขา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าร่างไร้หัวที่ทอดร่างจมกองเลือดอยู่นั้น หาใช่นักโทษที่เพิ่งถูกประหารไม่ แต่เป็นเพียงซากศพไร้วิญญาณที่ถูกนำมาสวมรอยเพื่อปิดบังความตายที่แท้จริงในคุกหลวง

ในเวลาเดียวกัน ประตูคุกหลวงเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ขบวนคุมตัวคนสกุลหม่าถูกนำตัวออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ชายแดนตามคำสั่งเนรเทศ โดยระหว่างทางองครักษ์คนสนิทของหลิ่วโม่ควบม้าเข้ามาประกบข้างฮูหยินหม่า ก่อนจะเอ่ยทวงถามบันทึกส่วนที่เหลือเสียงเรียบ

“ฮูหยินหม่า ยามนี้คนสกุลหม่าได้รับการละเว้นโทษตายแล้ว ถึงเวลาที่ท่านต้องทำตามข้อตกลง จงบอกมาว่าบันทึกอีกฉบับซ่อนอยู่ที่ใด”

ฮูหยินหม่ากวาดสายตามองดูใบหน้าอิดโรยของคนในตระกูล นางหวนนึกถึงคำกำชับของชายชุดดำลึกลับ จึงยอมบอกตำแหน่งที่ซ่อนตามข้อตกลง

“บันทึกอีกฉบับ ซ่อนอยู่ใต้หลุมศพนิรนามบนเนินเขาทางทิศตะวันออกนอกเมืองหลวง ห่างออกไปราวสองลี้”

เมื่อได้รับพิกัดแน่ชัด องครักษ์คนสนิทพยักหน้าส่งสัญญาณลับให้หัวหน้านายทหารผู้คุมขบวน ก่อนจะชักม้าหมุนตัวควบกลับเข้าเมืองหลวงทันที

สายลมหนาวพัดกวัดแกว่งแมกไม้ริมทางจนส่งเสียงเสียดสีชวนวังเวง คนสกุลหม่ายังคงก้มหน้าก้าวเดินต่อไปด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าตนรอดพ้นจากปากเหวมาได้แล้ว โดยหารู้ไม่ว่าสายตาของเหล่าทหารผู้คุมที่เดินขนาบข้างเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหัวหน้าผู้คุม พร้อมกับมือที่ค่อย ๆ เลื่อนไปกุมด้ามกระบี่ข้างเอวแน่นขึ้น เตรียมเปิดฉากสังหารปิดปากทันทีที่พ้นสายตาผู้คน

หลังจากที่ขบวนนักโทษเคลื่อนตัวพ้นเขตเมืองหลวงลึกเข้าป่าไปเรื่อย ๆ สมาชิกสกุลหม่าทุกคนถูกพันธนาการข้อมือด้วยเชือกหนามัดโยงต่อกันเป็นแนวยาว

ทว่าเมื่อขบวนก้าวเข้าสู่เส้นทางช่องแคบกลางป่าทึบอันเงียบสงัด จู่ ๆ เสียงสวบสาบก็ดังขึ้น พร้อมกับกลุ่มชายชุดดำโพกหน้าสิบนายกรูกันพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้สองข้างทาง ในมือกระชับดาบคมกริบครบมือ

“โจรป่าดักปล้นขบวน!” ทหารนายหนึ่งตะโกนลั่น

สิ้นเสียงเตือน เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกของสตรีและเด็กในสกุลหม่าก็ระเบิดขึ้นทันที หัวหน้าทหารแสร้งชักดาบร้องสั่งการ

“จัดการพวกมันเดี๋ยวนี้”

ทว่าเหล่าทหารกลับเพียงแค่วาดดาบปะทะกันท่าไปมาพอเป็นพิธี ไม่ได้คิดเข้าขัดขวางจริงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลุ่มมือสังหารชุดดำกลับพุ่งเป้าคมดาบเข้าใส่คนสกุลหม่าอย่างไร้ความปรานี

พวกเขาไล่กวัดแกว่งดาบฟันแทงจนเลือดสาดกระเซ็น สมาชิกสกุลหม่าแตกฮือพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ทว่าเชือกเส้นหนาที่มัดล่ามข้อมือไว้ด้วยกันกลับกลายเป็นบ่วงมรณะที่ตรึงพวกมันไว้กับที่ การฉุดกระชากล้มระเนระนาดทำให้ไม่อาจวิ่งหนีไปได้แม้แต่ก้าวเดียว

ฮูหยินหม่าที่ล้มลงบนพื้นโคลนเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวัง นางมองเห็นสายตาเย็นเยียบของหัวหน้านายทหารผู้คุมขบวนที่ยืนกอดอกดูอยู่ห่าง ๆ พลันตระหนักได้ในเสี้ยววินาทีว่า ข้อตกลงละเว้นโทษตายและคำมั่นสัญญาของราชสำนักเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเพื่อหลอกเอาที่ซ่อนหลักฐานเท่านั้น!

ความแค้นและความเสียใจพลันแล่นจุกแน่นในอก ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เปล่งเสียงสาปแช่ง คมดาบเย็นเฉียบก็ตวัดผ่านลำคอของนางจนขาดสะบั้นเสียก่อน...

เสียงหวีดร้องอ้อนวอนขอชีวิตดังก้องระงมไปทั่วแนวป่า ขณะที่เหล่าทหารคุมขบวนต่างพากันล่าถอยหลบฉากไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ลานสังหารดำเนินไป คมดาบเชือดเฉือนปลิดชีพคนสกุลหม่าลงทีละคนอย่างเหี้ยมโหด ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กหรือคนชรา เลือดสด ๆ ไหลนองชโลมผืนดินจนส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วหุบเขา

เพียงชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เสียงกรีดร้องก็ดับวูบลงสู่ความเงียบสงัด กลุ่มมือสังหารช่วยกันลากซากศพไร้วิญญาณทั้งหมดไปโยนทิ้งลงในหลุมลึกกลางป่า ก่อนจะจุดไฟเผาและกลบฝังดินอำพรางร่องรอยอย่างรวดเร็ว

ลบชื่อและสายเลือดของตระกูลหม่าให้ดับสูญไปจากแผ่นดินอย่างสมบูรณ์ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน

 

จวนสกุลกู้

ภายในห้องทำงานของกู้เยี่ยนเฉิง ทั้งหม่าเฟิงและแม่นมหลิ่วถูกเรียกตัวเข้ามาพบเป็นการด่วน เมื่อทั้งสองก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา ก็พบนายเหนือหัวนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้สลักลาย แม้สีหน้าภายนอกจะดูราบเรียบ ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับแผ่ซ่านความเย็นยะเยือกและแรงกดดันมหาศาล จนผู้มาใหม่ทั้งสองต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวั่นเกรง

“จัดการทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่” เขาเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำ

“เรียนนายท่าน สมุดบันทึกอีกฉบับที่ซ่อนอยู่นอกเมืองถูกขุดขึ้นมาเผาทำลายจนหมดสิ้นแล้วเจ้าค่ะ ส่วนคนสกุลหม่าทั้งหมดก็ถูกจัดการปิดปากอย่างสมบูรณ์ ไร้ร่องรอยให้ผู้ใดสืบสาวต่อได้อีก” แม่นมหลิ่วรีบประสานมือรายงานอย่างนอบน้อม

หม่าเฟิงไม่รอช้า รีบรายงานผลการสอบสวนในส่วนของตนทันที

“ในส่วนของเว่ยเหยียน แม้จะเคี่ยวกรำทัณฑ์ทรมานจนสิ้นใจตายคามือ ทว่าไร้หลักฐานหรือคำซัดทอดที่จะสาวไปถึงตัวผู้บงการได้เลยขอรับ ข้าน้อยส่งคนไปแกะรอยประวัติและความเคลื่อนไหวตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบเพียงว่าเป็นแค่ชาวบ้านยากไร้ที่เคียดแค้นเรื่องลูกเมียเท่านั้น ไม่พบสิ่งผิดปกติอันใดเลยขอรับ”

กู้เยี่ยนเฉิงพยักหน้าช้า ๆ เป็นเชิงรับรู้ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาคมกริบกวาดมองความว่างเปล่า ก่อนจะสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“จงส่งคนออกไปสืบตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเงียบเชียบที่สุด ตรวจดูให้แน่ชัดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องบังเอิญจริงหรือไม่”

“นายท่านสงสัยว่ามีผู้ใดคอยชักใยอยู่เบื้องหลังหรือเจ้าคะ?” แม่นมหลิ่วเอ่ยถามด้วยความฉงน

“ข้าเพียงแค่ต้องตรวจสอบให้มั่นใจจนไร้ข้อกังขาเท่านั้น”

กู้เยี่ยนเฉิงเอ่ยตอบสั้น ๆ ทว่าในใจกลับมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนไปแล้วกว่าแปดส่วน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นช่างประจวบเหมาะและลงล็อกจนเกินไป ทั้งการตายของหม่าเทียนที่จุดชนวนคดีขึ้นมา การแฉความลับหอจันทราเสี้ยว ตลอดจนการโผล่มาของสมุดบันทึกรายชื่อที่บีบให้สกุลกู้ต้องเคลื่อนไหว ทุกระลอกคลื่นเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันและสอดรับกันอย่างสมบูรณ์แบบจนยากที่จะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

เปลวเทียนบนโต๊ะวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยต่อหน้าต่าง กู้เยี่ยนเฉิงประสานมือไว้บนตัก รอยหยักลึกตรงหัวคิ้วบ่งบอกถึงความคิดที่หมุนวนอย่างรวดเร็ว

ในราชสำนักเวลานี้ ขั้วอำนาจกำลังสั่นคลอน การที่จวนสกุลกู้ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับคดีค้ามนุษย์ ย่อมไม่ใช่การล้างแค้นส่วนตัวของชาวบ้านธรรมดา หากแต่เป็นการจงใจเปิดแผลเพื่อรอจังหวะซ้ำเติมจากผู้ไม่หวังดี

แม่นมหลิ่วเมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจพลันหล่นวูบด้วยความหวาดระแวง หากเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ย่อมหมายความว่ามีศัตรูที่มองไม่เห็นกำลังซุ่มอยู่ในเงามืดและเล็งคมดาบมาที่จวนสกุลกู้

“บ่าวจะรีบส่งคนไปสืบหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบที่สุดเจ้าค่ะ”

กู้เยี่ยนเฉิงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสั่งหัวหน้าพ่อบ้าน “ช่วงเวลานี้ สั่งให้คนของเราเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบที่สุด และจงจับตาดูความเคลื่อนไหวของขั้วอำนาจอื่นในเมืองหลวงเอาไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตา”

“ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งขอรับ”

หม่าเฟิงรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนที่ทั้งสองจะล่าถอยออกไป ปล่อยให้กู้เยี่ยนเฉิงนั่งจมอยู่กับแผนการรับมือคลื่นลมระลอกใหม่ที่กำลังจะซัดเข้ามา