บทที่ 31 งิ้วโรงใหญ่ (1)
บทที่ 31 งิ้วโรงใหญ่ (1)
บทที่ 31 งิ้วโรงใหญ่ (1)
เพียงไม่นานนักก็มีเสียงบ่าวรับใช้หน้าห้องแว่วรายงานเข้ามา
“เรียนนายท่าน องค์หญิงเจาหนิงเสด็จมาขอรับ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อสตรีผู้เป็นดวงใจ ประกายไอสังหารบนใบหน้าของกู้เยี่ยนเฉิงพลันมลายหายไปจนสิ้น เขารีบลุกขึ้นจากโต๊ะ ก้าวเท้ายาวออกไปต้อนรับนางด้วยตนเองที่หน้าประตูทันที
“น้องหญิง เจ้ามาหาข้า มีเรื่องด่วนอันใดหรือ?”
น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอ่อนโยน สายตาที่ทอดมององค์หญิงเจาหนิงเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่ที่สลักลึกอยู่ในใจมาเนิ่นนาน
“ข้าเคี่ยวน้ำแกงบำรุงสมุนไพรมาให้ เห็นว่าท่านพี่ตรากตรำงานหนัก จึงนำมามอบให้ด้วยตนเองเจ้าค่ะ” องค์หญิงเจาหนิงแย้มยิ้มหวาน พลางรับถ้วยน้ำแกงกระเบื้องเคลือบมาจากมือสาวใช้
“ลำบากเจ้าแล้ว เข้ามานั่งพักด้านในก่อนเถิด”
กู้เยี่ยนเฉิงประคองมือนางพาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้บุนวมอย่างทะนุถนอม ก่อนจะรับถ้วยน้ำแกงมาถือไว้เอง
“น้ำแกงที่น้องหญิงตั้งใจเคี่ยวมาให้ ช่างหอมกรุ่นยิ่งนัก”
เขาเอ่ยชมอย่างเอาอกเอาใจ ก่อนจะยกขึ้นดื่มจนหมดเกลี้ยงในคราเดียว แม้ปกติเขาจะไม่ชอบรสชาติของสมุนไพรชนิดนี้ ทว่าขอเพียงเป็นสิ่งที่สตรีนางนี้มอบให้ เขาก็ยินดีดื่มจนหมดเสมอ
องค์หญิงเจาหนิงมองดูสวามีด้วยรอยยิ้มพึงใจ นางรู้ดีว่าเขารักและตามใจนางเหนือสิ่งอื่นใด
“ท่านพี่ก็กล่าวเกินไป ข้าเห็นท่านโหมงานจนดึก จึงอยากให้บำรุงสุขภาพไว้บ้าง ว่าแต่มีเรื่องร้ายแรงอันใดเกิดขึ้นหรือเจ้าคะ ถึงได้เรียกทั้งแม่นมหลิ่วและหม่าเฟิงเข้ามาพบพร้อมกันเช่นนี้”
นางเอ่ยถามเสียงหวาน พลางรับถ้วยเปล่าไปวางพักไว้
กู้เยี่ยนเฉิงนั่งลงเคียงข้างนาง เอื้อมมือไปกุมมือเรียวงามไว้แนบอกอย่างคุ้นเคย
“ไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงอันใด ทุกสิ่งทุกอย่างข้าจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว น้องหญิงอย่าได้กังวลใจไปเลย”
เขาส่งยิ้มอบอุ่นให้นาง ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมาล้วนหนักแน่น
องค์หญิงเจาหนิงไม่ใช่สตรีไร้เดียงสา นางย่อมระแคะระคายถึงคลื่นลมที่พัดผ่านจวนสกุลหม่าและกรมยุติธรรมอยู่บ้าง ความวุ่นวายเรื่องหอจันทราเสี้ยวและรายชื่อที่หายไปย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของนาง
ทว่าในเมื่อเขาเลือกที่จะแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงลำพัง นางก็ยินดีที่จะแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ นางสบตาสวามีพลางเอ่ยถามย้ำสั้น ๆ ด้วยแววตาลึกซึ้ง
“แน่ใจหรือเจ้าคะ?”
“เจาหนิง เจ้าเพียงแค่ใช้ชีวิตต่อไปอย่างสุขสบายเถิด ไม่ว่าจะมีพายุลูกใดโหมเข้ามา ก็ยังมีข้าคอยปกป้องเจ้าอยู่ทั้งคน”
รอยยิ้มแห่งความวางใจผุดขึ้นบนใบหน้างดงาม องค์หญิงเจาหนิงเอนกายซบอิงแนบชิดกับแผงอกอบอุ่นของสวามี
“มีเพียงท่านพี่เท่านั้นที่ดีกับข้าที่สุดเสมอมา”
กู้เยี่ยนเฉิงกระชับอ้อมกอดโอบร่างของนางไว้แน่น แววตาของเขาทอดมองข้ามไหล่นางออกไปในความมืดมิดภายนอก นัยน์ตาคู่นั้นกลับคืนสู่ความดุดันและเด็ดขาดในทันควัน
ต่อให้ต้องมือเปื้อนเลือด หรือต้องเข่นฆ่าผู้คนนับหมื่นเพื่อกลบฝังความลับ เขาก็ไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาแตะต้องหรือทำลายความสงบสุขของสตรีในอ้อมกอดนี้เป็นอันขาด
หลังคดีสังหารหม่าเทียนถูกปิดฉากลงตามที่ทางการต้องการ กระแสความตื่นตระหนกในเมืองหลวงก็ค่อย ๆ ซาลง ผู้คนต่างพากันลืมเลือนเรื่องราวและหันกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
ในช่วงหลายวันนี้ อันฉิงเลือกเก็บตัวเงียบสงบอยู่แต่ในเรือนพักของจวนสกุลอัน นางใช้เวลาไปกับการตรวจตราสมุดบัญชีร้านค้าและเครือข่ายกิจการหลายแห่งอย่างละเอียด
ในระหว่างที่นางกำลังจรดพู่กัน มู่ลี่ก็ประคองถาดน้ำชาร้อนและขนมเข้ามาวางลงข้างโต๊ะ ก่อนจะค้อมกายรายงานข่าวกรองที่องครักษ์เพิ่งส่งมา
“เรียนคุณหนู มีข่าวลับเกี่ยวกับคนสกุลหม่าที่ถูกเนรเทศ ยามนี้คนสกุลหม่าทั้งหมดถูกดักสังหารตายเรียบแล้วเจ้าค่ะ ทางการออกรายงานว่าเป็นเหตุโจรป่าดักปล้นชิงทรัพย์ ทว่าบ่าวส่งคนไปตรวจร่องรอยแล้ว พบว่าไม่ใช่ฝีมือโจรป่า แต่เป็นมือสังหารที่ทางสกุลกู้ส่งไปฆ่าปิดปากเจ้าค่ะ”
อันฉิงยกจอกชาขึ้นจิบอย่างแช่มช้า สีหน้าและแววตาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น นางไม่ได้ประหลาดใจกับข่าวนี้แม้แต่น้อย ด้วยรู้ความอำมหิตของกู้เยี่ยนเฉิงและแม่นมหลิ่วอยู่แล้วว่าไม่มีทางปล่อยให้เสี้ยนหนามมีชีวิตรอด และนี่คือผลกรรมที่คนสกุลหม่าต้องชดใช้ตามหม่าเทียนลงสู่นรกไป
มู่ลี่เห็นผู้เป็นนายไม่ซักไซ้ จึงเร่งรายงานเรื่องสำคัญอีกเรื่องทันที
“นอกจากนี้ สองพี่น้องสกุลหลานเริ่มมีความเคลื่อนไหวลับ ๆ แล้วเจ้าค่ะ แม้ยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่ก็แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับงานล่าสัตว์ที่กำลังจะมาถึง”
“ข้ารู้แล้ว”
อันฉิงวางจอกชาลงพลางเอ่ยสั่งการเสียงเรียบ “สั่งให้คนของเราจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกมันต่อไป หากมีสิ่งใดผิดปกติหรือเริ่มลงมือ ให้เร่งมารายงานข้าทันที”
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
มู่ลี่รับคำสั่งอย่างนอบน้อม ก่อนจะค่อย ๆ ล่าถอยออกจากห้องไป
เมื่อภายในห้องหนังสือกลับคืนสู่ความสงัดเงียบ อันฉิงลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เดินตรงไปยังกระดานหมากรุก นางทรุดกายลงนั่ง ทอดสายตามองตำแหน่งหมากบนกระดานไม้ พลางครุ่นคิดวิเคราะห์แผนการของศัตรูอย่างรวดเร็ว
หากนางคาดเดาไม่ผิด บุรุษมักใหญ่ใฝ่สูงและบุ่มบ่ามอย่างหลานเฉิน ย่อมคิดใช้งานล่าสัตว์ครั้งนี้จัดฉากสร้างสถานการณ์อันตราย เพื่อแสดงความองอาจและสวมบทบาทวีรบุรุษช่วยสาวงาม หวังเอาชนะใจมู่ชิงเหยาอย่างแน่นอน และเพื่อเปิดทางให้ตนเอง
สองพี่น้องสกุลหลานคงคิดหาวิธีดึงกู้จิ่นหยางและองค์รัชทายาทออกห่างจากมู่ชิงเหยาเป็นแน่
ซึ่งการจัดฉากย่อมไม่พ้นการลอบวางยาหรือปล่อยสัตว์ร้ายเข้าทำร้ายเพื่อสร้างโอกาสอันงดงาม ทว่าความทะเยอทะยานที่ไร้สติปัญญาของคนคู่นี้ กลับกำลังเปิดช่องว่างให้นางได้ใช้ประโยชน์อย่างดียิ่ง
อันฉิงหลุบตามองเม็ดหมากสีดำในมือ ก่อนจะกระตุกยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
คิดจะจัดฉากเล่นงิ้วรักหวานซึ้งกลางป่าล่าสัตว์หรือ?
ช่างน่าขันสิ้นดี!
นัยน์ตาคู่สวยทอประกายวาวโรจน์ ในเมื่อพวกมันอุตส่าห์ตระเตรียมโรงงิ้วเอาไว้ถึงเพียงนี้ นางก็ยินดีจะยื่นมือเข้าไปช่วยเติมเชื้อไฟให้เอง...
เมื่องานล่าสัตว์เวียนมาถึง ลานกว้างหน้าป่าล่าสัตว์หลวงคลาคล่ำไปด้วยเหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และทายาทตระกูลสูงศักดิ์ที่มารวมตัวกันอย่างคับคั่ง แม้สถานะของตระกูลอันในยามนี้จะลดลงเหลือเพียงคหบดี ทว่าด้วยคุณงามความดีของอดีตท่านราชครูอันที่ยังตราตรึง อันฉิงจึงได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงานตามธรรมเนียม
นางเลือกวางตัวสงบนิ่ง สวมอาภรณ์เรียบง่าย ปะปนอยู่ในกลุ่มสตรีชั้นสูงอย่างเงียบเชียบโดยไม่ทำตัวให้เป็นเป้าสายตา
บรรดาคุณชายและคุณหนูต่างพากันจัดเตรียมคันธนูและม้าศึกด้วยความตื่นเต้น กลุ่มบุรุษนำโดยเหล่าองค์ชายและแม่ทัพต่างควบม้าทะยานเข้าสู่ป่าลึกเพื่อประลองฝีมือล่าสัตว์ใหญ่ ส่วนกลุ่มสตรีส่วนใหญ่เลือกที่จะรวมตัวล่าสัตว์เล็กอยู่บริเวณชายป่า
มู่ชิงเหยาปรากฏกายในชุดรัดกุมสีเข้มทะมัดทะแมง ท่าทีสง่างามและผึ่งผายสะดุดตา ท่วงท่าอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของนางดึงดูดสายตาและเสียงชื่นชมจากคนรอบข้างจนอื้ออึง
เสียงยกย่องเหล่านั้นเสียดแทงหัวใจของหลานหลินจนร้อนรุ่มด้วยความริษยา ในสายตาของนาง มู่ชิงเหยาก็เป็นเพียงสตรีป่าเถื่อนที่ใช้แต่กำลัง ไร้กิริยาอ่อนช้อยของกุลสตรี ทว่าทุกคนรวมถึงบุรุษชั้นสูงกลับพากันจับจ้อง
ตรงกันข้ามกับตัวนางที่มีเพียบพร้อมทั้งรูปโฉม ชาติตระกูล และศาสตร์ศิลป์ กลับได้รับเพียงคำชมผิวเผินตามมารยาท
หลานหลินลอบกำหมัดแน่น สะกดโทสะไว้ใต้รอยยิ้มหวาน ก่อนจะก้าวเข้าไปทักทายกลุ่มของคุณหนูมู่อย่างสนิทสนม
“คุณหนูทุกท่าน พวกเราไปรวมกลุ่มล่าสัตว์แถบขอบป่าด้านโน้นกันเถิด ได้ยินว่ามีกระต่ายป่าอยู่มากทีเดียว” หลานหลินเอ่ยชวนเสียงหวาน บรรดาคุณหนูในกลุ่มต่างพยักหน้าเห็นพ้อง
ทว่ามู่ชิงเหยากลับไม่อยากร่วมทางไปด้วย ด้วยฝีมือเกาทัณฑ์ระดับนาง การยิงนกล่ากระต่ายรังแต่จะเสียเวลา นางคุ้นชินกับความท้าทายและต้องการควบม้าเข้าป่าลึกตามลำพังมากกว่า จึงเอ่ยปฏิเสธตรงไปตรงมา
“ข้าขอตัวดีกว่า พวกเจ้าไปกันเถิด”