บทที่ 32 ร่วมผสมโรง (1)
บทที่ 32 ร่วมผสมโรง (1)
บทที่ 32 ร่วมผสมโรง (1)
ในเวลาเดียวกัน หลานเฉินซึ่งควบม้าติดตามกลุ่มขององค์รัชทายาทและกู้จิ่นหยางเข้ามาในป่า อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับการไล่ล่าสัตว์ใหญ่จนไม่มีผู้ใดสนใจ แสร้งชักม้าเบี่ยงตัวออกมาพร้อมกับบอกสหายข้างกายว่าตนเห็นเงากวางป่าตัวงามอีกฟาก จึงขอแยกตัวออกไปล่าเพียงลำพัง
เมื่อสหายพยักหน้ารับอย่างไม่สงสัย หลานเฉินจึงปลีกตัวออกมาได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะสะบัดแส้ควบม้ามุ่งตรงไปยังพิกัดลับที่นัดหมายไว้กับน้องสาวทันที
ครั้นมาถึงจุดนัดพบบริเวณแนวป่าทึบ เขาพบหลานหลินและสาวใช้คนสนิทรอคอยอยู่ก่อนแล้ว หลานเฉินชะลอม้าลงพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระหยิ่มใจ
“เป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่?”
“ทุกอย่างราบรื่นเจ้าค่ะ ยามนี้มู่ชิงเหยากำลังติดพันต่อสู้อยู่กับหมีป่าทางฟากโน้น ถึงเวลาที่ท่านพี่ต้องรีบไปช่วยสาวงามแล้ว” หลานหลินแย้มยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม
หลานเฉินพยักหน้ารับ แววตาฉายประกายมั่นใจ เขาไม่ได้รีบร้อนควบม้าไปด้วยความตระหนก ด้วยสัตว์ป่าตัวนั้นถูกคนของเขาลอบวางยาสลบชนิดพิเศษไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงรอเวลาให้ฤทธิ์ยาแทรกซึม สัตว์ร้ายก็จะอ่อนแรงลงไปเอง
และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็เพียงแค่เข้าไปปลิดชีพมันในจังหวะสุดท้าย เพื่อจัดฉากว่าเป็นผู้พิชิตสัตว์ร้ายและปกป้องหญิงงามตามลำพัง
เขากระชับคันธนูชั้นดีในมือแน่น พลางวาดฝันถึงชื่อเสียงเกียรติยศที่จะได้รับ หากได้บุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพมู่มาเป็นภรรยา อำนาจทางทหารและฐานะในราชสำนักของตระกูลหลานย่อมก้าวกระโดดขึ้นอย่างไม่อาจประเมินได้ แผนการที่ร่วมมือกับน้องสาวในครานี้จะต้องนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่ตนอย่างแน่นอน
“เจ้าเองก็เตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้ผิดพลาดเล่า” หลานเฉินเอ่ยสำทับน้องสาวอีกครา
“ท่านพี่วางใจเถิด ทางนี้ข้าจัดการได้” หลานหลินรับคำอย่างมั่นใจ
เมื่อหลานเฉินควบม้าแยกตัวออกไปตามเส้นทางล่าเหยื่อเพื่อเปิดฉากละครบทสำคัญ แผ่นหลังของเขาก็ค่อย ๆ ลับหายไปในดงไม้รกชัฏ ท่ามกลางเสียงใบไม้เสียดสีที่เริ่มทวีความวังเวงขึ้นทุกขณะ
ทางด้านหลานหลินที่รู้ว่าต่อจากนี้ก็ถึงเวลาที่นางจะต้องสวมบทบาทเป็นสาวงามผู้น่าเวทนา เพื่อรอคอยให้บุรุษในดวงใจอย่างกู้จิ่นหยางก้าวเข้ามาติดกับดักเสน่หาบ้างแล้ว
นางจึงหันไปส่งสายตาเป็นสัญญาณให้สาวใช้คนสนิท ก่อนจะลงมือดึงทึ้งชายกระโปรงและอาภรณ์หรูหราของตนให้หลุดลุ่ย ย่อกายลงเกลือกกลิ้งกับพื้นดินเพื่อให้อาภรณ์เปรอะเปื้อนเศษดินและใบไม้แห้ง ทั้งยังจงใจปลดปิ่นปักผมออก ปล่อยให้เรือนผมสยายยุ่งเหยิงปกคลุมดวงหน้า เพื่อสร้างภาพความตื่นตระหนกหวาดผวาให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น
นางเม้มริมฝีปากแน่น แววตาฉายประกายทะเยอทะยาน หากแผนการนี้สำเร็จ กู้จิ่นหยางที่ก้าวเข้ามาเห็นนางในสภาพบอบบางและหวาดกลัว ย่อมต้องเกิดความสงสารเห็นใจจนไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ตำแหน่งฮูหยินน้อยแห่งจวนสกุลกู้ย่อมตกเป็นของนางอย่างแน่นอน
“เจ้ารีบไปได้แล้ว แสร้งทำทีเป็นตื่นตกใจ วิ่งไปขวางทางม้าของคุณชายกู้ แล้วบอกว่าข้าถูกสัตว์ร้ายไล่ล่าจนพลัดหลงอยู่ในป่าแถบนี้ จำไว้ว่าต้องทำให้แนบเนียนที่สุด” นางเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”
สาวใช้คนสนิทค้อมกายรับคำ ก่อนจะเร่งสาวเท้าแยกตัวออกไปเพื่อล่อกู้จิ่นหยางเข้ามายังจุดนัดพบตามแผนการที่วางไว้ ปล่อยให้หลานหลินทรุดกายนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ ตีหน้าเศร้าเคล้าน้ำตา รอคอยการมาของกู้จิ่นหยางอย่างใจจดใจจ่อ
ขณะเดียวกัน ทางด้านของกู้จิ่นหยาง หลังจากควบม้าลึกเข้ามาในป่าใหญ่ร่วมกับกลุ่มสหาย ทว่าเมื่อไม่พบสัตว์ป่าชุกชุม แต่ละคนจึงตัดสินใจแยกย้ายกันออกไปคนละทิศละทางแทน
ในระหว่างที่เขากำลังชะลอม้าเพื่อมองหาร่องรอยสัตว์ป่า เสียงฝีเท้าที่วิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกลพร้อมเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็พลันแว่วมาตามสายลม
กู้จิ่นหยางไม่รอช้า รีบกระตุกบังเหียนแล้วควบม้ามุ่งตรงไปยังต้นตอของเสียงทันที
“ช่วยด้วยเจ้าค่ะ! ใครก็ได้ช่วยคุณหนูของข้าด้วย!”
ทันทีที่สาวใช้ของหลานหลินเห็นเงาร่างของกู้จิ่นหยางควบม้าเข้ามาใกล้ นางก็แสร้งร้องไห้โฮพลางโผเข้าไปขวางหน้าม้าร้องขอความช่วยเหลืออย่างลนลาน
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?”
กู้จิ่นหยางรั้งบังเหียนหยุดม้า เอ่ยถามด้วยความห่วงใยตามวิสัยสุภาพชน ยามเห็นเนื้อตัวและเสื้อผ้าของสาวใช้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลน
สาวใช้ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งบีบน้ำตา ร่ำไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา
“เรียนคุณชายกู้ บ่าวกับคุณหนูหลานเดินตามรอยกระต่ายป่าเข้ามา ทว่ากลับไปเผชิญหน้ากับหมีป่าตัวใหญ่เข้าเจ้าค่ะ! พวกเราวิ่งหนีจนพลัดหลงกันกลางทาง บ่าวย้อนกลับไปตามหาก็ไม่พบคุณหนูแล้ว คุณชายช่วยคุณหนูของบ่าวด้วยเถิดนะเจ้าคะ!”
กู้จิ่นหยางได้ฟังแล้วหัวคิ้วพลันขมวดมุ่นด้วยความกังวลระคนสงสัย เขตล่าสัตว์แห่งนี้มีทหารลาดตระเวนตรวจตราอย่างเข้มงวด เหตุใดจึงมีสัตว์ร้ายขนาดใหญ่อย่างหมีป่าหลุดรอดเข้ามาเพ่นพ่านได้
ทว่าในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ความปลอดภัยของคนย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ชายหนุ่มจึงไม่อาจนิ่งดูดาย
สายตาของเขากวาดมองสภาพป่ารกทึบเบื้องหน้า สัญชาตญาณเตือนว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล ทว่าเมื่อนึกถึงหลานหลินที่เป็นเพียงสตรีบอบบางไร้วรยุทธ์ หากต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายตามลำพัง ย่อมไม่มีทางเอาชีวิตรอดได้แน่ ความเป็นห่วงในฐานะคนรู้จักจึงบดบังความเคลือบแคลงใจไปจนสิ้น
“เจ้าจำได้หรือไม่ว่าพลัดหลงกับคุณหนูหลานที่บริเวณใด?”
“ข้าจำได้เจ้าค่ะ! ตรงข้างหน้ามีทางแยกดงไผ่อยู่ น่าจะพลัดหลงแถว ๆ นั้นเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าชักช้า รีบนำทางข้าไปเดี๋ยวนี้”
กู้จิ่นหยางตัดสินใจพลิกกายลงจากหลังม้า จูงบังเหียนเร่งฝีเท้าตามสาวใช้ลึกเข้าไปในดงไม้รกชัฏทันที โดยไม่รู้เลยว่าทุกย่างก้าวกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่กับดักที่ถูกจัดฉากไว้อย่างแยบยล
เมื่อเดินทางตามรอยเข้ามาได้ไม่ไกล สาวใช้ของหลานหลินหยุดฝีเท้าลง พลางชี้นิ้วไปยังเส้นทางรกชัฏเบื้องหน้าด้วยท่าทีลนลาน
“คุณชายกู้เจ้าค่ะ คุณหนูของข้าเตลิดหนีไปทางทิศนั้นเจ้าค่ะ เมื่อครู่ข้าพยายามตะโกนเรียกหาแล้วแต่ไร้เสียงตอบรับ ขอร้องคุณชายช่วยควบม้าตามหาคุณหนูทางเส้นนั้นทีนะเจ้าคะ ส่วนตัวข้าจะขอลัดเลาะไปตามหาทางฝั่งลำธาร เผื่อว่าจะพบร่องรอยของนาง”
กู้จิ่นหยางไม่ได้นึกระแวงสงสัยในกลลวง ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำทันที ก่อนจะพลิกกายขึ้นม้ากระตุกบังเหียนควบม้ามุ่งหน้าฝ่าดงไม้ไปตามเส้นทางที่สาวใช้ชี้บอกอย่างรวดเร็ว
สายลมพัดผ่านแนวป่าลึก กู้จิ่นหยางชะลอฝีเท้าม้าลง กวาดสายตามองสำรวจรอบกายเพื่อหาร่องรอยของหลานหลินอย่างละเอียด ทว่ายิ่งก้าวลึกเข้ามา บรรยากาศรอบข้างกลับยิ่งเงียบสงัดจนชวนขนลุก ไร้ซึ่งร่องรอย รอยเท้า หรือเสียงร้องเรียกใด ๆ สัญชาตญาณเตือนภัยเริ่มทำงาน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจจะชักบังเหียนม้าเลี้ยวกลับไปยังเส้นทางเดิม
โฮก!
ทว่ายังไม่ทันได้หมุนหัวม้ากลับ เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทก็พลันระเบิดขึ้น เงาร่างลายพาดกลอนมหึมาของเสือโคร่งตัวใหญ่ยักษ์พุ่งทะยานแหวกพุ่มไม้ กระโจนเข้าขย้ำใส่ม้าศึกของกู้จิ่นหยางอย่างบ้าคลั่ง
แม้กู้จิ่นหยางจะพอมีวรยุทธ์ ทว่าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน เขาจึงทำได้เพียงดีดตัวสละหลังม้าเพื่อเอาชีวิตรอด ร่างของเขากลิ้งไถลไปกับพื้นดินและโขดหินจนปวดระบม
ม้าศึกคู่ใจถูกคมเขี้ยวเสือร้ายกัดกระชากคอหอยจนล้มฟุบลงจมกองเลือดในพริบตา ก่อนที่ดวงตาสีอำพันดุร้ายจะหันขวับกลับมาจับจ้องยังร่างของกู้จิ่นหยางที่นอนอยู่บนพื้น
กรร!
เสือร้ายกระโจนเข้าใส่อีกครา กู้จิ่นหยางคว้าท่อนไม้หนาใกล้มือ ฟาดสกัดเข้าใส่ลำตัวของมันสุดแรงเกิด ทว่าพละกำลังของบัณฑิตไม่อาจต้านทานแรงมหาศาลของสัตว์ร้าย ท่อนไม้หักสะบั้นลงทันที กรงเล็บอันแหลมคมตะปบเข้าใส่แผงอกและหัวไหล่ของเขาอย่างรุนแรงจนเนื้อหนังฉีกขาด เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง
ยิ่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง สัญชาตญาณดิบของเสือร้ายก็ยิ่งทวีความคลุ้มคลั่ง มันอ้าปากคำรามพร้อมจะฝังเขี้ยวลงบนลำคอ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย กู้จิ่นหยางพยายามเอื้อมมือคว้าคันธนูและกระบอกลูกศรที่ตกอยู่บนพื้น ทว่าบาดแผลฉกรรจ์และความเจ็บปวดเจียนตายกลับเหนี่ยวรั้งร่างกายจนเคลื่อนไหวเชื่องช้า เขาทำได้เพียงใช้เศษท่อนไม้ที่เหลือปัดป้องอย่างสิ้นหวัง
ความสิ้นหวังแล่นริ้วเข้ามาในอก ดวงตาของเขาสะท้อนภาพคมเขี้ยวที่กำลังอ้ากว้างพุ่งตรงลงมา ทว่าในห้วงสำนึกสุดท้ายนั้นเอง เสียงเสียดอากาศอันเฉียบคมก็ดังแหวกความเงียบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ฉึก!
โฮก!
ลูกเกาทัณฑ์พุ่งเข้าปักทะลุเบ้าตาข้างหนึ่งของเสือร้ายอย่างแม่นยำ แรงปะทะทำให้มันสะบัดหัวร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เซถอยหลังไปหลายก้าว กู้จิ่นหยางจึงรอดพ้นจากกรงเล็บมรณะมาได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางหยาดเลือดที่สาดกระเซ็นเปรอะผืนดินรอบกาย
ทันใดนั้นเอง ร่างบางในชุดทะมัดทะแมงพุ่งถลาเข้ามาประคองร่างที่ชุ่มเลือดของเขาไว้แน่น
“คุณชายกู้!”