บทที่ 32 ร่วมผสมโรง (2)
บทที่ 32 ร่วมผสมโรง (2)
บทที่ 32 ร่วมผสมโรง (2)
น้ำเสียงหวานคุ้นหูเอ่ยเรียกด้วยความร้อนรน อันฉิงโอบประคองร่างของเขาให้เบี่ยงหลบวิถีการจู่โจม ทว่าเสือร้ายที่ตาบอดไปหนึ่งข้างกลับสะบัดกรงเล็บฟาดกราดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง กรงเล็บหนาตะปบเข้ากลางแผ่นหลังของอันฉิงอย่างจัง
แรงกระแทกมหาศาลทำให้อันฉิงถึงกับกระอักลิ่มเลือดสดออกมาเปรอะเปื้อนอาภรณ์
“คุณหนูอัน!”
กู้จิ่นหยางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ความเจ็บปวดของตนเองถูกกลบมิดด้วยความหวาดหวั่นที่เห็นนางต้องมารับเคราะห์แทน เขาคว้าคันธนูจากมือนาง ขึ้นสายยิงลูกศรซ้ำเข้าใส่ลำตัวของเสือร้ายอย่างไม่คิดชีวิตไปอีกหลายดอก บีบให้มันต้องล่าถอยเซถลากลับไปชั่วขณะ
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!”
กู้จิ่นหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความห่วงใยและสะเทือนใจอย่างถึงที่สุด
อันฉิงแม้จะเจ็บปวดจากบาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังจนแทบหมดเรี่ยวแรง ทว่านางกลับกัดฟันสะกดกลั้นความเจ็บปวด ฝืนยันกายเป็นฝ่ายพยุงร่างของเขาที่บาดเจ็บหนักกว่าเอาไว้ ริมฝีปากที่เปื้อนคราบเลือดคลี่แย้มรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนให้แก่เขา
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยปลอบ ก่อนจะเอื้อมมือไปรับคันธนูขึ้นมาเล็งยิงสกัดเสือร้ายที่พยายามจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
กู้จิ่นหยางเองก็พยุงกายหยิบคันธนูของตนมายิงขนาบข้างจากอีกฝั่ง แม้ลูกศรจะไม่สามารถปลิดชีพสัตว์ร้ายได้ในทันที ทว่าก็สร้างบาดแผลจนการเคลื่อนไหวของมันเชื่องช้าลง
อันฉิงรีบถอยกลับมาโอบประคองร่างของกู้จิ่นหยางไว้อีกครั้ง ยามนี้ชายหนุ่มเสียเลือดไปมากจนร่างทั้งร่างเริ่มโอนเอน สติสัมปชัญญะพร่าเลือนลงทุกขณะ ความอบอุ่นจากอ้อมแขนของนางกลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่ช่วยประคองลมหายใจอันรวยรินของเขาไว้
“ทางนี้! รีบเข้ามาช่วยคุณชายกู้เร็วเข้า!”
เสียงฝีเท้าม้าและเสียงตะโกนกึกก้องดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเหล่าองครักษ์ลาดตระเวนที่บุกทะลวงเข้ามาได้ทันเวลา ทหารหลายสิบนายระดมห่าธนูและหอกพุ่งเข้าสังหารเสือร้ายตัวนั้นจนล้มตึงสิ้นใจตายคากองเลือดในที่สุด
ท่ามกลางความโกลาหลที่คลี่คลายลง กู้จิ่นหยางค่อย ๆ หรี่ตาที่พร่ามัวขึ้นมองใบหน้าเปื้อนเลือดของอันฉิง ภาพใบหน้างดงามที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องชีวิตเขา รอยยิ้มอันอ่อนโยน และดวงตาคู่นั้น ตอกย้ำความรู้สึกผูกพันที่ฝังแน่นอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของเขาให้แจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งใด ก่อนที่เรี่ยวแรงหยดสุดท้ายจะหมดสิ้นลง ร่างสูงของกู้จิ่นหยางก็ทรุดฮวบ ล้มพับหมดสติลงในอ้อมแขนของอันฉิงทันที
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งของผืนป่า หลานหลินนั่งคอยอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่เนิ่นนานจนความเย็นเริ่มเกาะกุมผิวกาย ทว่ากลับยังไร้วี่แววของกู้จิ่นหยาง ลางสังหรณ์ประหลาดพลันผุดขึ้นในใจจนคิ้วงามขมวดมุ่น
หากคำนวณตามเวลา ชายหนุ่มควรจะตามหานางพบตั้งนานแล้ว เหตุใดจึงปล่อยให้นางต้องมานั่งทนหนาวอยู่ตามลำพังเช่นนี้?
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าหลายคู่ที่ควบตะบึงดังแว่วมาแต่ไกล จุดประกายความหวังให้ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มขึ้นทันควัน
หลานหลินไม่รอช้า รีบขยับกายทรุดลงนั่งคุกเข่าพิงโคนต้นไม้ใหญ่ในตำแหน่งที่สะดุดตา แสร้งทำทีกอดเข่าคุดคู้ ซุกหน้าร่ำไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดผวาดุจกวางน้อยที่กำลังขวัญกระเจิง
เพียงชั่วครู่ ขบวนม้าศึกของกลุ่มชนชั้นสูงก็นำกำลังควบฝ่าดงไม้เข้ามาถึง นำโดยองค์รัชทายาทและจวิ้นอ๋องพร้อมด้วยเหล่าองครักษ์หลวงครบครัน
ซึ่งภาพสตรีผู้เลอโฉมในสภาพอาภรณ์หลุดลุ่ยเปรอะเปื้อนคราบโคลนและเศษใบไม้ ชวนให้ผู้พบเห็นเวทนายิ่งนัก
องค์รัชทายาทรั้งบังเหียนชะลอม้าเข้ามาใกล้ ทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องล่างก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“เจ้าคือคุณหนูสกุลหลานไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงมาตกระกำลำบากอยู่กลางป่าเช่นนี้ เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
หลานหลินค่อย ๆ ช้อนสายตาที่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมอง ทว่าทันทีที่เห็นชัดว่าผู้ที่อยู่บนหลังม้าไม่ใช่กู้จิ่นหยางคนที่หวัง หากแต่เป็นองค์รัชทายาทและจวิ้นอ๋อง หัวใจของนางก็พลันหล่นวูบด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง
ทว่าด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด นางจึงจำต้องฝืนสะกดความตระหนก แล้วปั้นน้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยรายงานทันที
“ทูลองค์รัชทายาท หม่อมฉันกับคุณหนูมู่ชิงเหยาเข้ามาล่าสัตว์ด้วยกัน ทว่ากลับไปเผชิญหน้ากับหมีป่าตัวใหญ่เข้าเพคะ พวกหม่อมฉันวิ่งหนีจนพลัดหลงกัน ยามนี้คุณหนูมู่ยังคงติดอยู่ในดงไม้อีกฟากหนึ่งเพคะ”
นางแสร้งละล่ำละลักเล่าพลางสะอื้นไห้ตัวโยน หวังใช้ความน่าสงสารเรียกร้องความเห็นใจ
ทว่าเพียงได้ยินชื่อของมู่ชิงเหยา สติและความสนใจขององค์รัชทายาทก็ตัดขาดจากหลานหลินไปจนหมดสิ้น พระพักตร์แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและตื่นตระหนกในทันใด
“องครักษ์ นำตัวคุณหนูหลานขึ้นม้ากลับไปส่งที่กระโจมพักเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจสั่งการเด็ดขาดโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหลานหลินซ้ำ
“ส่วนที่เหลือ ตามข้าไปค้นหาตัวมู่ชิงเหยาให้พบโดยเร็วที่สุด!”
สิ้นพระสุรเสียง องค์รัชทายาทก็ทรงสะบัดแส้ กระทุ้งสีข้างม้าศึกแล้วควบตะบึงออกไปอย่างร้อนรน โดยมีจวิ้นอ๋องและกองกำลังองครักษ์ควบม้ากวดตามหลังไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินที่ฟุ้งตลบ
หลานหลินที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ลอบกำหมัดแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความแค้นเคืองและความอัปยศแล่นจุกอก
นางอุตส่าห์ยอมเอาตัวเข้าแลก ฉีกทึ้งเสื้อผ้าจนหมดสภาพ ทว่านอกจากกู้จิ่นหยางจะไม่โผล่มาแล้ว องค์รัชทายาทยังเมินเฉยต่อนางแล้วควบม้าไปหามู่ชิงเหยาอย่างไม่ไยดี
ยิ่งไปกว่านั้น การที่องค์รัชทายาทรุดหน้าไปด้วยตนเองเช่นนี้ แผนการของหลานเฉินที่คิดจะสวมบทบาทวีรบุรุษช่วยสาวงาม ย่อมต้องพังทลายลงไม่เป็นท่าแน่
เรียกได้ว่าแผนการที่สองพี่น้องตระเตรียมไว้อย่างดิบดีกลับตาลปัตรจนหมดสิ้น!
ทว่าแม้ในอกจะร้อนรุ่ม ใบหน้าของหลานหลินกลับยังคงแสร้งเผยสีหน้าหวาดกลัว นางยอมให้องครักษ์หลวงช่วยประคองขึ้นหลังม้าเพื่อพากลับไปยังค่ายพักแต่โดยดี ทว่าประกายตาที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตากลับเย็นเยียบและเคียดแค้นเจียนคลั่ง
ขณะเดียวกัน ทางฟากป่าลึก มู่ชิงเหยายังคงปักหลักต่อสู้รับมือกับหมีป่าร่างยักษ์อยู่เพียงลำพัง ด้วยเพลงยุทธ์และทักษะการรบที่ผ่านการเคี่ยวกรำมานานนับปีบนสมรภูมิแดนเหนือ ทำให้นางสามารถหลบหลีกและสวนกลับการโจมตีอันบ้าคลั่งของสัตว์ร้ายได้อย่างคล่องแคล่ว
ทว่าด้วยพละกำลังอันมหาศาลของมัน กรงเล็บหนาจึงยังคงเฉือนเข้าที่ท่อนแขนของนางจนอาภรณ์ฉีกขาด เลือดสีสดรินไหลซึมออกมา
ในเสี้ยววินาทีที่มู่ชิงเหยาเสียหลัก เงาร่างของหลานเฉินก็พุ่งทะยานเข้ามาจากพุ่มไม้หนา เขายื่นมือเข้าโอบรับร่างของนางแล้วถีบตัวถอยร่นออกมาอย่างแม่นยำ ก่อนจะชักมีดสั้นประกายวับที่ข้างเอว พุ่งเข้าแทงสกัดดวงตาทั้งสองข้างของหมีร้ายอย่างรวดเร็ว
มู่ชิงเหยาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย นางสะบัดตัวยืนหยัด คว้าคันธนูขึ้นสายแล้วปล่อยลูกศรพุ่งทะลวงเข้าสู่จุดตายกลางแผงอกของมันทันที ประกอบกับยาสลบที่หลานเฉินลอบวางเอาไว้เริ่มออกฤทธิ์รุนแรงจนกล้ามเนื้อของสัตว์ร้ายกระตุกเกร็ง
เพียงชั่วพริบตาเดียว ทั้งสองก็สามารถสยบหมียักษ์ตัวนี้จนล้มตึงสิ้นฤทธิ์ลงกับพื้นดินได้ในที่สุด
“คุณหนูมู่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บตรงที่ใดหรือไม่? ข้าได้ยินจากหลินเออร์ว่าพวกเจ้าเผชิญหน้ากับหมีป่า จึงรีบตามมาช่วย”
หลานเฉินตีหน้าตื่นตระหนก ถือโอกาสขยับกายเข้าไปประชิดหมายจะเอื้อมมือไปแตะต้องตรวจดูบาดแผลบนท่อนแขนเพื่อสร้างความใกล้ชิด
“ขอบคุณคุณชายหลานมากเจ้าค่ะ ทว่าข้าไม่เป็นไรมาก”
มู่ชิงเหยาเอ่ยขอบคุณตามมารยาท พลางขยับถอยร่นออกห่างหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะอย่างแนบเนียน แม้ในใจจะตระหนักว่าเขาคือผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วย ทว่าสัญชาตญาณกลับปฏิเสธการถูกแตะเนื้อต้องตัวจากบุรุษแปลกหน้า
“ข้า...” หลานเฉินอึกอัก พลันนึกหาคำพูดมาเชื่อมสัมพันธ์ไม่ทัน