LNCrawler

บทที่ 33 ตลบหลัง (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 33 ตลบหลัง (1)

บทที่ 33 ตลบหลัง (1)

ยังไม่ทันที่หลานเฉินจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าม้าศึกที่ควบตะบึงอย่างบ้าคลั่งก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับการปรากฏกายขององค์รัชทายาทที่นำขบวนบุกตะลุยฝ่าดงไม้เข้ามาขัดจังหวะได้อย่างเฉียดฉิว

พระองค์ทรงกระโดดลงจากหลังม้าศึกทันที เสด็จปรี่เข้ามาคว้าต้นแขนของมู่ชิงเหยาไว้แน่น สำรวจดูรอยเลือดและบาดแผลด้วยความร้อนรน

“ชิงเหยา เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

“บาดแผลเพียงผิวเผินเพคะ ดีที่ได้คุณชายหลานบังเอิญผ่านมาช่วยไว้ทัน จึงเบาแรงไปได้มาก ขอบพระทัยองค์รัชทายาทที่ทรงห่วงใยเพคะ”

มู่ชิงเหยาเอ่ยตอบอย่างสำรวม ทว่าแววตากลับฉายประกายอึดอัดใจอย่างยิ่งที่ต้องตกอยู่ใต้สายตาคุกคามของเชื้อพระวงศ์หนุ่ม นางพยายามขยับแขนออกจากการเกาะกุม ทว่าแรงบีบที่หนักแน่นกลับไม่ยอมคลายลงโดยง่าย

องค์รัชทายาทเมื่อได้ยินชื่อของหลานเฉิน สายพระเนตรคมกริบก็ตวัดหันไปจ้องมองคุณชายใหญ่สกุลหลานด้วยความขุ่นเคืองพระทัยอย่างปิดไม่มิด พระองค์ทรงหงุดหงิดที่อีกฝ่ายชิงตัดหน้าคว้าโอกาสทำคะแนนในใจของยอดพธูไปเสียได้ ก่อนจะเอ่ยปากขอบใจด้วยสุรเสียงเรียบเฉย

“ที่แท้ก็เป็นคุณชายหลานที่บังเอิญมาช่วยไว้ได้ทันท่วงที อย่างไรเสียข้าก็ต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยดูแลชิงเหยาแทนข้า”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ เป็นหน้าที่ที่กระหม่อมพึงกระทำอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หลานเฉินค้อมกายประสานมือน้อมรับ เขารู้ดีว่าถ้อยคำนั้นไร้ความจริงใจ หากแต่เป็นการเอ่ยวาจาข่มขวัญและประกาศความเป็นเจ้าของต่อหน้ามู่ชิงเหยาอย่างโจ่งแจ้ง

“พวกเรากลับไปรวมตัวที่กระโจมพักกันก่อนเถิด”

องค์รัชทายาทหันกลับมาตรัสกับมู่ชิงเหยาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับจวิ้นอ๋องที่เพิ่งควบม้าตามมาสมทบ

“จวิ้นอ๋อง วานท่านช่วยสั่งการให้เหล่าองครักษ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือน ให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนเร่งถอนตัวกลับสู่ลานกระโจมใหญ่โดยเร็ว ป่าแห่งนี้มีสัตว์ร้ายหลุดรอดเข้ามา เกรงว่าหากปล่อยไว้จะเกิดอันตรายขึ้นอีก”

“พ่ะย่ะค่ะ”

จวิ้นอ๋องน้อมรับพระบัญชา ก่อนจะแยกย้ายไปจัดแจงนำกำลังองครักษ์จัดการพื้นที่โดยรอบทันที

จากนั้นทุกคนจึงพากันเคลื่อนขบวนออกจากป่าลึก มุ่งหน้าตรงกลับสู่ค่ายกระโจมใหญ่ โดยที่หลานเฉินได้แต่ลอบกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจที่ถูกองค์รัชทายาทชุบมือเปิบแย่งความดีความชอบไปต่อหน้าต่อตา ทั้งยังต้องทนมองแผ่นหลังของสตรีที่ตนหมายปองถูกบุรุษอื่นก้าวก่ายปกป้องไปตลอดเส้นทาง

 

เมื่อทุกคนทยอยเดินทางกลับมาถึงค่ายกระโจมใหญ่ เหล่าคุณหนูและคุณชายจากตระกูลขุนนางเริ่มมารวมตัวกันตามสัญญาณเตือนภัย ทว่าในจังหวะนั้นเอง กองกำลังองครักษ์หลวงกลุ่มหนึ่งก็วิ่งแบกหามร่างของใครบางคนออกมาจากแนวป่าด้วยความแตกตื่น

เมื่อฝูงชนเพ่งสายตามองดูชัด ๆ ก็พบว่าเป็นกู้จิ่นหยางที่นอนหมดสติจมกองเลือด ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บฉีกขาดฉกรรจ์ ตามติดมาด้วยอันฉิงที่ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด อาภรณ์ด้านหลังชุ่มโชกไปด้วยโลหิตแดงฉาน กำลังถูกทหารพยุงร่างลงมาจากหลังม้าอย่างทุลักทุเล

ภาพตรงหน้าสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนทั่วทั้งลานกระโจม ด้วยไม่คาดคิดว่าในงานล่าสัตว์หลวงอันเข้มงวดจะเกิดเหตุร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิตกันเช่นนี้

มู่ชิงเหยาเห็นร่างโชกเลือดของกู้จิ่นหยาง หัวใจของนางพลันหล่นวูบ รีบวิ่งเข้าไปดูอาการด้วยความร้อนรน

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น! เหตุใดท่านพี่จิ่นหยางถึงได้บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้?”

“เรียนคุณหนูมู่ มีเสือหลุดรอดเข้ามาในเขตป่าชั้นในขอรับ คุณชายกู้ถูกเสือทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ส่วนคุณหนูอันฉิงก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกันขอรับ”

องครักษ์รายงานอย่างเร่งร้อน พลางหามร่างของกู้จิ่นหยางตรงเข้าไปยังกระโจมพยาบาลหลักเพื่อให้คณะหมอหลวงลงมือยื้อชีวิต มู่ชิงเหยาวิ่งตามร่างของชายหนุ่มเข้าไปในกระโจมทันที โดยไม่ได้หันมามองอันฉิงที่ยืนโซเซอยู่ข้างหลังแม้แต่น้อย

ท่ามกลางความโกลาหล หมอหลวงทุกคนต่างถูกเกณฑ์เข้าไปรุมล้อมรักษากู้จิ่นหยาง ตรงกันข้ามกับอันฉิงที่ยืนเดียวดายอยู่ท่ามกลางฝูงชน ไร้ผู้ใดคิดจะเข้ามาไต่ถามสตรีสกุลคหบดีเช่นนาง

จวบจนกระทั่งจวิ้นอ๋องที่เพิ่งควบม้ากลับมาถึงสังเกตเห็นเข้า จึงรีบก้าวเข้ามาหานางด้วยความห่วงใย

“อันฉิง! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? เหตุใดจึงบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ รีบกลับเข้าไปในกระโจมเถิด ข้าจะสั่งให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการของเจ้าเดี๋ยวนี้!”

จวิ้นอ๋องมองดูคราบเลือดบนแผ่นหลังของนางด้วยความร้อนรน ในฐานะสหายสนิท เขาไม่อาจทนเห็นนางต้องเผชิญความเจ็บปวดเช่นนี้ได้

อันฉิงสัมผัสได้ถึงความห่วงใยอันบริสุทธิ์ของเขา นางจึงฝืนสะกดความเจ็บปวดที่แผ่นหลัง คลี่รอยยิ้มบางเบาตอบกลับไป

“ขอบพระทัยท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันไม่เป็นไรมาก อีกทั้งฐานะของหม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชน ย่อมไม่สมควรไปแย่งชิงหมอหลวงมารักษาในยามนี้ จวนสกุลอันพาหมอประจำตระกูลร่วมขบวนมาด้วย ให้เป็นหน้าที่ของหมอประจำตระกูลเถิดเพคะ ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไว้หม่อมฉันอาการดีขึ้นแล้วจะกราบทูลให้ทรงทราบในภายหลัง”

นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ลำพังเพียงแค่ฝืนยันกายให้ทรงตัวอยู่ได้ก็แทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว

จวิ้นอ๋องรู้ดีว่านางกำลังฝืนทนจนถึงขีดจำกัด จึงไม่ซักไซ้ต่อ เขารีบสั่งให้นางกำนัลสองคนเข้ามาช่วยประคองร่างของอันฉิงกลับไปยังกระโจมพักส่วนตัวของสกุลอันอย่างระมัดระวัง ด้วยตระหนักดีว่าหากเขาเข้าประคองนางด้วยตนเองต่อหน้าฝูงชน ย่อมทำให้เกิดคำครหาเสื่อมเสียต่อนางได้

ในขณะที่สายตาของจวิ้นอ๋องยังคงทอดมองตามแผ่นหลังที่เปื้อนเลือดของนางไปด้วยความกังวลใจ

บริเวณลานกว้างหน้ากระโจมใหญ่ยังคงเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ บรรดาขุนนางต่างจับกลุ่มถกเถียงถึงความหละหลวมของทหารลาดตระเวนที่ปล่อยให้สัตว์ร้ายขนาดใหญ่หลุดรอดเข้ามาทำร้ายบุตรชายราชครู ความตื่นตระหนกเริ่มลุกลามจนกลายเป็นความไม่พอใจต่อการดูแลความปลอดภัยในงานหลวง

จวิ้นอ๋องหมุนกายกลับไปรวมตัวกับองค์รัชทายาทที่กระโจมทันที ซึ่งในยามนี้ พระพักตร์ขององค์รัชทายาทเคร่งเครียดและมืดมนอย่างยิ่ง

กู้จิ่นหยางเป็นถึงบุตรชายคนเดียวของราชครูกู้และองค์หญิงเจาหนิง การที่เขาต้องมาบาดเจ็บปางตายในงานเทศกาลล่าสัตว์หลวงเช่นนี้ หากพระองค์ไม่อาจหาคำอธิบายและตัวการมารับผิดชอบได้ ย่อมกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์และฐานอำนาจระหว่างราชสำนักกับจวนราชครูอย่างรุนแรงเป็นแน่

“องครักษ์!”

องค์รัชทายาทตวาดเสียงกร้าวด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน สายพระเนตรคมกริบกวาดมองเหล่าทหารที่ยืนก้มหน้ารับฟังด้วยความหวาดหวั่น

“จงส่งคนไปสืบสาวตรวจสอบเรื่องนี้มาให้กระจ่างเดี๋ยวนี้ และไปลากคอขุนนางผู้รับผิดชอบการดูแลความปลอดภัยในลานล่าสัตว์ครานี้มาพบข้าเป็นการด่วนที่สุด!”

เหล่าองครักษ์ต่างก้มศีรษะรับพระบัญชาอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะรีบหมุนตัวแยกย้ายกันออกไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความร้อนรน บรรยากาศภายในกระโจมบัญชาการหลักพลันเย็นเยียบและตึงเครียดขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ออก

ปัง!

พระหัตถ์ขององค์รัชทายาททุบลงบนโต๊ะไม้หนาเสียงดังสนั่น การปล่อยให้สัตว์ร้ายหลุดรอดเข้ามาทำร้ายคนถึงสองจุดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสะเพร่าหรือมีผู้วางแผนชักใยอยู่เบื้องหลัง พระองค์จะต้องเค้นหาตัวการออกมารับโทษทัณฑ์ให้สาสม เพื่อระงับโทสะของจวนราชครูและคืนความชอบธรรมให้แก่ราชสำนักให้จงได้

 

ขณะเดียวกัน ทางด้านของหลานหลิน ทันทีที่เห็นสภาพร่างอันโชกเลือดและลมหายใจรวยรินของกู้จิ่นหยาง หัวใจของนางก็ทั้งตื่นตระหนกและเป็นห่วงเขาจนแทบคลุ้มคลั่ง

ทว่าเพราะมู่ชิงเหยาชิงวิ่งตัดหน้าเข้าไปรุมล้อมดูแลอาการของเขาเสียก่อน นางจึงทำได้เพียงยืนกำหมัดแน่น กัดฟันรอดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ด้วยความกระวนกระวายใจและคับแค้นในอก

ในจังหวะนั้นเอง สายตาของนางเหลือบไปเห็นหลานเฉินผู้เป็นพี่ชาย เขากลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งประกายความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น ก่อนจะแสร้งทำทีไม่รู้ไม่เห็นต่อความวุ่นวาย แล้วค่อย ๆ ปลีกตัวเดินกลับไปยังกระโจมพักส่วนตัวอย่างสงบนิ่ง

ท่าทางอันผิดสังเกตของพี่ชายจุดประกายความสงสัยและความระแวงในใจของหลานหลินขึ้นมาทันควัน นางไม่รอช้า รีบสาวเท้าเร่งรัดเดินตามหลังเขาไปยังกระโจมพักของสกุลหลานทันที